GREAT KING OF THAILAND, KING BHUMIBHOL

GREAT KING OF THAILAND, KING BHUMIBHOL
LONG LIVE THE KING BHUMIBHOL

วันอังคารที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2557

ปล่อยข่าวซ้ำซาก"วางมือการเมือง"....

ปล่อยข่าวซ้ำซาก"วางมือการเมือง"
โดย...ทีมข่าวการเมือง “ทักษิณวางมือการเมือง แต่ต้องคืนความยุติธรรม” นี่คือพาดหัวข่าวเมื่อวันที่ 21 เม.ย.ที่ผ่านมา โดยมีการกล่าวอ้าง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เล่าให้คนใกล้ชิดที่เดินทางไปพบที่กรุงปักกิ่งประเทศจีน....... อ่านต่อได้ที่ : http://bit.ly/1jtITNI















ใครกันแน่ ไม่เคารพกฎหมาย

คิดว่าคนไทยที่มีวุฒิภาวะ ไม่ขาดสติปัญญา คงจะคิดตรงกัน เมื่อได้ยินคำพูดของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นักโทษหนีคดี ผ่านสถานีโทรทัศน์ 4 แชนแนล (ทีวีคนเสื้อแดง) เมื่อวันที่ 10 เม.ย. 57 ที่ตีหน้าเศร้าเล่าความเท็จ ในบทเดิมๆ ไม่เลิก

ยิ่งมัดว่า ทักษิณและเครือข่าย ทราบชะตากรรมดีว่ากำลังจะต้องเผชิญหน้ากับอะไร เพียงแต่ไม่ยอมรับ และพร้อมทำทุกวิถีทางเพื่อรักษาอำนาจเอาไว้ โดยไม่สนใจหลักนิติรัฐ นิติธรรม หรือความชอบธรรมใดๆ ทั้งสิ้น นอกจาก “ความชอบของกู” เท่านั้น

ในรายงานของ คอป. ยังระบุด้วยว่า “ชัยชนะ” ในคดีซุกหุ้นของ ทักษิณ ได้สร้างปรากฏการณ์ไม่ปกติขึ้นในประเทศ 2 เรื่อง คือ เกิดการกระทำที่เป็นการบิดเบือน หรือหักดิบกฎหมายอยู่หลายการกระทํา และเกิดอิทธิพลของกระแสทางสังคม และกระแสทางการเมือง ที่สำคัญคือ เป็นจุดพลิกผันที่ทำให้ ทักษิณ มีอำนาจ จนสร้างความเสียหายใหญ่หลวงให้กับชาติบ้านเมืองยาวนานนับสิบปี มาจนถึงปัจจุบัน

ถ้านักโทษหนีคดียังมืดบอด ก็แนะนำให้ไปส่องกระจกแล้วจะพบ สิ่งมีชีวิตที่เลวที่สุดในประวัติศาสตร์ชาติไทย ผู้สร้างความเสียหายต่อระบบกฎหมาย การเมือง และการปกครองจนประชาชนต้องออกมาขับไล่ทรราชดังที่ปรากฏอยู่ในเวลานี้
See More




The old soldier never die ถ้าป๋าจะออกมาเป็นพระเอกขี่่ม้าขาวอีกรอบ มันจะหนักหัวพ่อง..ทักษิณ เหรอ!!!

เชียร์"ป๋าเปรม"ลุยสุดซอยลง ส.ส.ล้ม"ทักษิณ"ให้พินาศ

จับสัญญาณแปลกๆ ได้ในช่วงสงกรานต์ที่ผ่านมา ไม่บ่อยครั้งนักที่ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรี และรัฐบุรุษ จะออกมาเปิดหน้าโชว์ตัวกันแบบถี่ๆ...

ช่วงเดือนเมษายน พล.อ.เปรม ออกมาปรากฏกายต่อสาธารณะหลายครั้ง เปิดให้ผู้บัญชาการทุกเหล่าทัพเข้าอวยพร-รดน้ำ-ดำหัว ท่ามกลางเสียงครหานินทาจากทางฟากฝั่งพรรคเพื่อไทย และคนเสื้อแดงว่า

เป็นการโชว์พลัง ตรวจแถวเหล่าทัพ ข่มขวัญฝ่ายตรงข้ามมากกว่า

จะเข้าใจแบบนั้นก็ไม่น่าจะผิดนัก ต้องถามว่าแล้วยังไง ดูท่าว่า "ป๋าเปรม" ขยับลุยด้วยแน่ แค่ออกมาไม่เท่าไหร่ ก็สะท้านกันไปหมด เหมือนหมาโดนน้ำร้อนลวก ออกมาพูดตีกันอย่างโน้นอย่างนี้

นี่ถ้าป๋าเปรมใส่ชุดลายพรางใส่ชุดทหารออกมา ไม่ตีความกันไปใหญ่โต เตรียมตั้งรับกันแข้งขาสั่นเชียวหรือ ??

แค่นี้พรรคเพื่อไทย คนเสื้อแดง ก็ออกอาการเครื่องรวนกันเสียแล้ว ก่อนหน้านี้ออกมาปากดี ท้าให้คนอยู่เบื้องหลังออกมาเปิดหน้าโชว์ตัวทุกเช้าค่ำพอเปิดหน้าออกมาแล้วก็หงายเงิบกันไป

ดูจังหวะการให้สัมภาษณ์ของ"ป๋าเปรม"แล้วน่าสนใจมาก ไม่แสดงอาการปฏิเสธเมื่อถูกถามถึงเรื่องที่จะให้มาเป็นคนกลาง แค่ย้อนถามแบบให้คิดว่า "เขาจะฟังผมหรือเปล่า" ตามธรรมชาติของป๋าแล้ว จะเป็นแบบไม่ฟัง ไม่ตอบ ไม่สนใจ เพราะไม่อยากให้เอาไปขยายความ

แต่เที่ยวนี้มีสัญญาณตอบรับจากหมายเลขที่ท่านเรียก !!!

พรรคเพื่อไทยอ่านเกมหมากนี้แล้วหวาดผวา ป๋ามาแน่ เปิดตัวเปิดหน้าชกด้วยแน่ และแทบจะสอดรับแบบฉับพลันทันที คณะรัฐบุคคลที่นำโดย พล.อ.สายหยุด เกิดผล อดีตผู้บัญชาการทหารสูงสุด นำคณะทหาร นักวิชาการ ข้าราชการ ออกมาตั้งโต๊ะแถลงข่าว เสนอทางออกประเทศไทย โดยให้ พล.อ.เปรม เป็นตัวกลางประสานฝ่ายต่างๆ และนำเรื่องขึ้นทูลเกล้าฯ และรับสนองพระบรมราชโองการในฐานะ "รัฐบุรุษ"

ผ่าทางตันประเทศด้วยวิธีลัด ไม่ต้องถกเถียงเรื่องของการใช้รัฐธรรมนูญ มาตรา 7 ท่ามกลางสถานการณ์มั่วๆ แบบนี้ แนวทางดังกล่าวนับเป็นเรื่องน่าสนใจอย่างยิ่ง

อย่างไรก็ตาม ต้องมีข้อถกเถียงกันหนักแน่ โดยเฉพาะฝ่ายตรงข้ามอย่างพรรคเพื่อไทย และแดงเผาเมือง จะออกมาตีกันว่า พล.อ.เปรม ไม่มีสิทธิที่จะทำอย่างนั้น แม้บ้านเมืองจะฉิบหายก็ห้ามเข้ามายุ่งเกี่ยว เป็นเรื่องของฝ่ายบริหารเป็นเรื่องของรัฐบาล พุดโธ่ !!!

สถานการณ์การเมืองที่ฉุกกระชากลากถูไปมาถึงทางตันแบบนี้ หลายคนอยากเห็นใครสักคนขี่ม้าขาวมาคลี่คลาย แต่หาแล้วหาเล่าก็หาไม่ได้ ส่วนใหญ่ขี่แกะ ขี่แพะมา จนสังคมร้องยี้

พล.อ.เปรม นี่แหละอาจจะเป็นชายผู้นั้น แม้จะแก่ไปบ้าง ก็ไม่น่าจะสายเกินไป วันนี้ยังแข็งแรงฟิตเปรี๊ยะ "ทหารเฒ่าเฝ้าราชบัลลังก์"

"ป๋าเปรม" แม้จะเกษียณมา 33 ปีแล้ว แต่ศรัทธาบารมียังแก่กล้า ทุกคนในประเทศรับรู้รับทราบว่ายังทรงอิทธิพลอยู่ไม่เสื่อมคลาย แค่ออกมากระแอมทีสองที พูดข่มพูดปรามกองทัพก็ยำเกรงกันหมดแล้ว

ทั้งฝ่ายตรงข้าม ฝ่ายสนับสนุน สะท้านสะเทือนกันไปทั้งบาง นักโทษหนีคดี ทักษิณ ชินวัตร รวมทั้งลิ่วล้อจอมสอพลอ หนาวกันไปหมดแล้ว เพราะดวงของพล.อ.เปรม เป็น “ดวงพิฆาตทักษิณ”โดยแท้ ทักษิณไม่ยอมก็อาจจะต้องยอมก็คราวนี้

วันนี้ต้องยอมรับกันอย่างตรงไปตรงมาว่า ความเคลื่อนไหวของฝ่ายต่อต้านรัฐบาลที่นำโดย “กปปส.”ของ สุเทพ เทือกสุบรรณ หรือแม้แต่องค์กรอิสระ ศาลฯ กล้าที่จะขยับเดินเกมสุ่มเสี่ยง เพราะเชื่อว่ามีผู้หลักผู้ใหญ่หนุนหลังคอยคัดท้ายให้ประเทศเดินหน้าไปในทางที่ถูกต้อง กลจักรสำคัญก็คือ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรี และรัฐบุรุษคนนี้

หลายคนในประเทศนี้มองทะลุว่า องค์กรอิสระที่ขึงขัง ดึ๋งดั๋ง เพราะอะไร "กำนันเทือก" ที่กล้าลุยกล้าชนเพราะอะไร และมองเพียงว่า "สุเทพ" เป็นเพียงหมากตัวหนึ่ง เป็นหนังหน้าไฟลุยไปเป็นทัพหน้าเท่านั้น

สถานการณ์การเมืองที่ยังไม่เห็นทิศทางว่าจะออกซ้าย ออกขวา นำประเทศออกจากวิกฤติอย่างไร หลายคนอยากเห็น พล.อ.เปรม เข้ามาคลี่คลายปมที่มันซ้อนทับกันอยู่ ด้วยบารมีและอิทธิพลที่มีอยู่มหาศาล อาจทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงโดยไม่ต้องเปลี่ยนรูปแบบก็ได้

ถ้าพล.อ.เปรม โดดลงมาสู่สนามเลือกตั้ง มาเป็นหัวหน้าพรรคการเมืองพรรคหนึ่ง ซึ่งต้องไม่ใช่พรรคประชาธิปัตย์ มาเป็นผู้นำพรรค อยู่ปาร์ตี้ลิสต์ลำดับหนึ่ง ชิงตำแหน่งนายกฯ เพื่อปฏิรูปการเมืองให้หลุดพ้นจากความขัดแย้ง

วัดกันกับพรรคเพื่อไทยไปเลย ให้รู้ดำรู้แดง ให้รู้กันว่า “แผ่นดินนี้ของใคร” เชื่อเหลือเกินว่าพรรคเพื่อไทยจะแพ้แน่

เพราะแค่พล.อ.เปรมประกาศตั้งพรรคการเมือง ขี้คร้านนักการเมืองจะแห่แหนกันเข้ามาขอร่วมเป็นสมาชิกพรรค ลงเลือกตั้งสู้เคียงข้าง พวกนักการเมืองเขี้ยวๆ พวก “นกรู้”หรือแม้แต่พวก อดีต ส.ส.อีสาน ที่จับทิศทางลมเก่ง อย่างพวกแก๊งสระอิฐ ไพจิตร ศรีวรขาน ตบเท้าเข้ามาพินอบพิเทาแน่

พล.อ.เปรม ภาพลักษณ์สง่า มากบารมี คนเชื่อมั่นเรื่องความซื่อสัตย์สุจริต จงรักภักดี เป็นมาหมดแล้วทุกอย่างในประเทศนี้ เหลือเพียงอย่างเดียวที่ติดค้าง คือการเป็น"ส.ส." ตอนที่เป็นนายกฯ ก็อยู่ในช่วงประชาธิปไตยครึ่งใบ ไม่ได้เป็นส.ส.

โอกาสนี้ ถ้าป๋าลงสนามต้องได้เป็น ส.ส. แน่ ชีวิตนี้เสร็จครบถ้วนบริบูรณ์ อยากเชียร์ให้ "ป๋าเปรม" โยนทิ้งทุกอย่างให้หมด ลาออกจากทุกตำแหน่ง ลงสนามเลือกตั้ง ทำคุณให้ประเทศชาติสักครั้ง รับรองชนะขาด วงการพนันปิดรับแทงตั้งแต่ส่งชื่อ เพราะประเมินแล้ว สู้กันไม่ได้ มวยคนละชั้น แทงล้านเอาขี้หมากองเดียว !!!

แม้อายุอานามจะมากแล้ว แต่ไม่มีผลกระทบแน่ อายุเป็นเพียงตัวเลข เพราะดูสุขภาพร่างกายแล้วยังไปได้อีกยาวๆไม่แน่ว่าอาจได้ลงกินเนสบุ๊กส์สร้างสถิติที่ไม่มีใครทำลายได้ ด้วยการเป็นนายกฯ อายุมากที่สุดในโลก และถ้าจับพลัดจับผลูเป็นยาวไปสัก 2 สมัย จะเป็นนายกฯอายุร้อยกว่าปี !!! เมื่อนั้นก็หาคนมาทำลายสถิติยากส์ส์

เหนืออื่นใดเลยจะได้ทำให้เครือข่ายของระบอบทักษิณ พรรคเพื่อไทย และ นปช.แดงเผาเมือง จะได้หุบปากอันโสมม อ้างวาทกรรมเลือกตั้งหลายล้านเสียงเสียที ปากอ้างประชาธิปไตย แต่พฤติกรรมยิ่งกว่าซ่องโจร เอาเสียงประชาชนมาบังหน้าการกระทำฉ้อฉลปล้นชาติ

ถ้า "ป๋าเปรม" ชนะเลือกตั้ง คงสะใจกันทั้งประเทศ วันนั้นก็ถือเป็นวันแห่งชัยชนะของคนไทยทุกคน เตรียมสร้างอนุสาวรีย์เชิดชูวีรกรรมไว้ได้เลย !!!






คณะรัฐบุคคลดึง “ป๋า” ผ่าทางตัน สัญญาณที่ยังไม่มีเสียงตอบรับ

ความพยายามของ “คณะรัฐบุคคล” ที่เชื้อเชิญ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษทำหน้าที่พูดคุยกับองค์กรต่างๆที่เป็นหลักของบ้านเมืองทั้งตุลาการ ทหาร และผู้นำทางสังคมเพื่อร่างพระบรมราชโองการเสนอพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ฯเพื่อให้ลงปรมาภิไธยในการเสนอทางออกให้กับประเทศดังเช่นประวัติศาสตร์ที่เกิดความขัดแย้งในบ้านเมืองเหมือนที่ผ่านมาเ...ป็นความเคลื่อนไหวที่ถูกจับตามองจากทุกฝ่ายในขณะนี้ว่าจะมีเสียงตอบรับประการใด

คงไม่ลืมว่า ก่อนหน้านี้คณะรัฐบุคคล ที่มี พล.อ.สายหยุด เกิดผล อดีตผบ.สส.เป็นแกนนำ ได้สร้างความฮือฮามาแล้วรอบหนึ่งในช่วงปลายเดือนม.ค.2557 ที่ผ่านมา โดยปล่อยคลิป 5 ตอน ซึ่งคณะรัฐบุคคลมีการปรึกษาหารือกันที่สโมสรโปโลคลับพร้อมกับออกแถลงการณ์เรียกร้องให้ทหารออกมาแก้ไขความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในบ้านเมือง จนถูกมองว่าเป็นหนึ่งในขบวนการจ้องล้มรัฐบาล เพราะเนื้อหาใหญ่ใจความหลักคือ เรียกร้องให้นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เพราะหมดความชอบธรรมแล้วเพื่อจะได้ตั้งนายกรัฐมนตรีคนกลางเพื่อมาปฏิรูปประเทศก่อนจัดเลือกตั้งใหญ่

แต่ข้อเสนอของคณะรัฐบุคคลก็กลายเป็นมุกแป๊ก ไม่มีสัญญาณตอบรับจากสายที่เรียกหา ล่าสุด เมื่อวันที่14 เม.ย. 2557 ที่โรงแรมมิราเคิล แกรนด์ คอนเวนชั่นกรุงเทพฯ คณะรัฐบุคคล มีนัดประชุมปรึกษากันอีกครั้ง จากนั้น พล.อ.สายหยุดเกิดผล อดีตผู้บัญชาการทหารสูงสุด นายปราโมทย์ นาครทรรพ นักวิชาการอิสระพล.อ.อ.เทอดศักดิ์ สัจจะรักษ์ อดีตรอง ผบ.ทอ. และ ร.อ.ปราศรัยทรงสุรเวทย์ อดีตผู้ว่าการการเคหะแห่งชาติ ฯลฯ ร่วมแถลงข่าวร่วมกันเรื่อง“ทางออกประเทศไทยเมื่อ ยิ่งลักษณ์ หมดความชอบธรรมในการปกครองประเทศทั้งทางด้านนิตินัยและพฤตินัย

ในการแถลงครั้งนี้ คณะรัฐบุคคลได้มีข้อเสนอออกจากวิกฤตทางการเมืองในขณะนี้โดยยกเหตุผลว่าได้ย้อนกลับศึกษาประวัติศาสตร์และอำนาจหน้าที่ของส่วนต่างๆ ตั้งแต่เหตุการณ์ 14 ตุลา พฤษภาทมิฬ แล้วพบว่าประเทศไทยต่างผ่านวิกฤตมาได้ด้วยพระบารมีของประบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ดังนั้น วิกฤติทางการเมืองในครั้งนี้ก็เห็นว่า พระบารมีจะทำให้ประเทศไทยผ่านไปได้

แต่เนื่องจากพระองค์ท่านไม่อาจเข้ามาเกี่ยวข้องกับการเมืองได้คณะรัฐบุคคลเห็นว่าโครงสร้างของประเทศไทยยังมีตำแหน่งรัฐบุรุษที่มีหน้าที่รับสนองพระบรมราชโองการ โดยรัฐบุรุษในประเทศไทยขณะนี้ก็มีพล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ที่จะทำหน้าที่ในการรับสนองพระบรมราชโองการและพยายามที่จะร่างพระบรมราชโองการขึ้นทูลเกล้าฯ เสนอเมื่อเกิดเหตุการณ์บ้านเมืองยุ่งเหยิง

ดังนั้น คณะรัฐบุคคล จึงเสนอให้รัฐบุรุษทำหน้าที่พูดคุยกับองค์กรต่างๆที่เป็นหลักของบ้านเมืองทั้งตุลาการและทหารและผู้นำทางสังคมเพื่อร่างพระบรมราชโองการเสนอพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ฯ เพื่อให้ลงพระปรมาภิไธย

แต่อย่างไรก็ตาม คณะรัฐบุคคลได้ออกตัวว่า กรณีดังกล่าวไม่ได้เกี่ยวกับการเสนอใช้พระราชอำนาจ ตามรัฐธรรมนูญ ฯ มาตรา7 เพียงแต่เชื่อว่า เมื่อมีพระบรมราชโองการออกมาแล้วสังคมไทยจะยอมรับเหมือนเหตุการณ์ในประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา และหน้าที่ของคณะรัฐบุคคลก็เป็นเพียงการเสนอแนวทางว่าใครมีหน้าที่ทำอะไรบ้าง ส่วนเนื้อหาร่างพระบรมราชโองการเป็นเรื่องที่ผู้มีหน้าที่ต้องเป็นผู้ดำเนินการและรับผิดชอบ

ย้ำอีกครั้งว่า นี่ไม่ใช่การขอนายกรัฐมนตรี ตามมาตรา 7 เหมือนดังที่เคยมีการพูดคุยถกเถียงกันจนเป็นที่ฮือฮาเหมือนครั้งอดีต เป็นเพียงข้อเสนอเท่านั้นถ้าเห็นด้วยผู้มีหน้าที่ก็หาช่องทางที่จะดำเนินการกันต่อไป และสามารถทำได้เลย ไม่ต้องรอให้เข้าสู่สภาวะสุญญากาศ เพื่อยุติข้อขัดแย้ง แต่ถ้าพล.อ.เปรม และสังคมไม่เอาด้วย ก็จบ เหมือนกับคราวที่คณะรัฐบุคคลเรียกร้องให้ทหารออกมา

งานนี้ ทางคณะรัฐบุคคลมอบหมายให้นายปราโมทย์ เป็นผู้ประสานไปยังพล.อ.เปรม โดยนายปราโมทย์ ยืนยันว่าข้อเสนอนี้ไม่ได้เป็นการบีบคั้นแล้วทำให้ระคายเคืองเบื้องพระยุคลบาทเหมือนที่หลายฝ่ายโจมตีว่าเราเป็นกลุ่มผู้ใหญ่ที่พูดจาเลอะเทอะแนวทางของกลุ่มได้มีการศึกษาและย้อนดูประวัติศาสตร์แล้วและเราในฐานะประชาชนก็มีสิทธิและหน้าที่ในการตรวจสอบให้ทุกฝ่ายได้ทำหน้าที่ของตน

ถัดจากนั้นอีกวัน ทางฟากฝั่งประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษก็ตอบรับสัญญาณแบบสงวนท่าทีรอดูปฏิกิริยาจากสังคมก่อนว่าจะออกมาเป็นเช่นใดโดย พล.ท.พิศณุ พุทธวงศ์ หัวหน้าสำนักงานมูลนิธิรัฐบุรุษและนายทหารคนสนิทของ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษบอกว่าข้อเรียกร้องของกลุ่มคณะรัฐบุคคล ขณะนี้ พล.อ.เปรมรับทราบเรื่องดังกล่าวแล้วจากสื่อมวลชนที่นำเสนอข่าวแล้ว แต่ไม่ได้แสดงความคิดเห็นใด

อย่างไรก็ตาม เรื่องที่ พล.อ.สายหยุดเสนอถือว่าเป็นความปรารถนาดีในการที่จะเสนอทางออกและเป็นแนวทางในการแก้ไขปัญหาประเทศ ที่ผ่านมามีหลายคนและหลายกลุ่มพยายามที่จะเสนอทางออกให้กับประเทศไทย ถือว่าเป็นแนวทางในการที่จะนำพาประเทศกลับคืนสู่ความสงบสุข แต่ พล.อ.เปรมก็ไม่สามารถตอบได้ว่าแนวคิดของ พล.อ.สายหยุด นั้นบังควรหรือไม่บังควรต้องไปคิดกันเอาเอง ทวนความจำกันอีกครั้งว่าคณะรัฐบุคคลที่เป็นห่วงเป็นใยบ้านเมืองพยายามประสานทุกฝ่ายให้หาทางออกจากวิกฤตความขัดแย้งทางการเมืองนี้มีใครเป็นแกนนำหลักอยู่บ้าง ก็จะพบผู้อาวุโสที่ออกมาชี้แนะ ให้ความเห็นทางการเมืองในยามที่ประเทศชาติเกิดปัญหา ซึ่งเว็บสยามอินเทลลิเจนซ์ ได้รวบรวมข้อมูลเบื้องหลังคณะรัฐบุคคล

ดังนี้ฝ่ายทหาร ประกอบด้วย พล.อ.สายหยุด เกิดผล อดีตผู้บัญชาการทหารสูงสุด (ผบ.สส.) เกิด พ.ศ. 2465 ปัจจุบันอายุ 92 ปี จบการศึกษาจากโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า เคยผ่านสงครามโลกครั้งที่สอง และเป็นผู้ร่วมจัดตั้งกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร(กอ.รอม.) ในสมัยสงครามต่อต้านคอมมิวนิสต์ เมื่อ พ.ศ. 2508 ภายหลังเติบโตในสายทหารจนเป็นหลังจากเกษียณอายุราชการแล้วยังมีบทบาทวิจารณ์การเมืองอยู่บ่อยครั้งถือเป็นทหารนักวิชาการที่มีผลงานเขียนหนังสือหลายเล่ม

พล.อ.วิมล วงศ์วานิช อดีตผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) เกิด พ.ศ. 2477 ปัจจุบันอายุ 80 ปี จบการศึกษาจากโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้าเกษียณอายุราชการในตำแหน่งผบ.ทบ.เคยเป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหมในสมัยรัฐบาลอานันท์ ปันยารชุน(ครั้งที่ 1 ในปี 2534) สมัยยังรับราชการถือเป็นรุ่นพี่ของ"ชุดปฏิบัติการพิเศษ" ของ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ อดีตนายกรัฐมนตรีและองคมนตร

พล.อ.อ.กันต์ พิมานทิพย์ อดีต ผบ.ทอ. เป็นผู้บัญชาการทหารอากาศระหว่างพ.ศ. 2535-2536 มีบทบาททางการเมืองโดยเป็นแกนนำของกลุ่มนายทหารนอกประจำการที่ภักดีต่อสถาบันฯ และยึดมั่นในการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข(นกปภ.) ที่เคลื่อนไหวทางการเมืองช่วงปลายปี 2556 โดย พล.อ.กันต์เป็นหัวหน้ากลุ่ม และมีรองหัวหน้ากลุ่มคือ พล.อ.วิมล, พล.ร.อ. วิเชษฐการุณยวนิช, พล.ต.อ.ประทิน สันติประภพ

พล.ร.อ. วิเชษฐ การุณยวนิช อดีตผู้บัญชาการทหารเรือ โดยดำรงตำแหน่งผบ.ทร.ระหว่าง พ.ศ. 2534-2536 และเคยเป็นอดีตสมาชิกวุฒิสภาระหว่าง พ.ศ. 2535-2539 นอกจากนี้เคยเป็นหนึ่งในสมาชิกพรรคไทยรักไทยในระบบปาร์ตี้ลิสต์อันดับที่ 87 และถือเป็นหนึ่งในสมาชิกกลุ่ม นกปภ.พล.ร.อ. สุรวุฒิ มหารมณ์ อดีต เสธ.ทร. เคยเป็นเจ้ากรมยุทธการทหารเรือและเกษียณราชการในตำแหน่งเสนาธิการทหารเรือ พล.อ.อ. เทอดศักดิ์ สัจจะรักษ์ อดีตรองผู้บัญชาการทหารอาการ พร้อมทั้งดำรงตำแหน่งกรรมการบริษัท การบินไทย จำกัด(มหาชน) หลายสมัย

สำหรับฝ่ายพลเรือน ประกอบด้วย ศ.ดร.อมร จันทรสมบูรณ์ เกิดเมื่อ พ.ศ. 2473 ปัจจุบันอายุ 84 ปี เป็นนักกฎหมายชั้นครู จบปริญญาตรีจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และปริญญาเอกด้านกฎหมายระหว่างประเทศจากมหาวิทยาลัยปารีส เคยเป็นเลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา และกรรมการในหน่วยงานรัฐ รัฐวิสาหกิจหน่วยงานภาคเอกชน สภามหาวิทยาลัยหลายแห่งถือเป็นนักกฎหมายมหาชนผู้มีชื่อเสียงและเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านรัฐธรรมนูญมากคนหนึ่งของประเทศไทย

ศ.ดร.ปราโมทย์ นาครทรรพ นักวิชาการรัฐศาสตร์ และอาจารย์คณะรัฐศาสตร์มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช เคยดำรงตำแหน่งเป็นสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2517

ศ.ดร.ชัยอนันต์ สมุทวณิช นักวิชาการด้านรัฐศาสตร์ที่มีชื่อเสียงของประเทศไทย เป็นอดีตผู้บังคับการวชิราวุธวิทยาลัย อดีตตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ จบปริญญาเอกทางรัฐศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยวิสคอนซินเคยมีบทบาททางการเมืองโดยเป็นหนึ่งในผู้เรียกร้องให้ พล.อ.เปรมติณสูลานนท์ ลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในปี 2531 หลังจากเหตุการณ์วิกฤตการเมืองปี2553 ศ.ชัยอนันต์ ได้เข้ามาเป็นหนึ่งในคณะกรรมการปฏิรูปประเทศ (ชุดของนายอานันท์ปันยารชุน) ที่แต่งตั้งในรัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ

นายสุรพงษ์ ชัยนาม อดีตรองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีในรัฐบาลพล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ มีศักดิ์เป็นหลานลุงของนายดิเรก ชัยนาม อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศหลายสมัย นายสุรพงษ์เคยเป็นเอกอัครราชทูตของประเทศไทยประจำประเทศโปรตุเกส เวียดนาม และประเทศอื่นๆ รวม 5 ประเทศ ยังเคยเป็นอดีตอธิบดีกรมเอเชียตะวันออก กระทรวงการต่างประเทศ

เมื่อคณะรัฐบุคคลออกมาเรียกร้องให้พล.อ.เปรมในฐานะรัฐบุรุษทำหน้าที่พูดคุยกับองค์กรต่างๆ ทั้งตุลาการ ทหารและผู้นำทางสังคมเพื่อร่างพระบรมราชโองการเสนอพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ฯเพื่อให้ลงปรมาภิไธยในการเสนอทางออกให้กับประเทศ ดร.บรรเจิด สิงคะเนติคณบดีคณะนิติศาสตร์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เห็นว่ามีประเด็นสำคัญในเรื่องช่วงเวลาว่าต้องรอให้เกิดสุญญากาศทางการเมืองหรือไม่โดยคณะรัฐบุคคล มองว่า ไม่จำเป็นต้องรอให้เกิดสุญญากาศแต่อีกมุมมองหนึ่งอาจมองว่าต้องให้มีสุญญากาศซึ่งจะเชื่อมโยงกับรัฐธรรมนูญฯมาตรา 7 ซึ่งจะให้ประธานรัฐสภาเป็นผู้เสนอและรับสนองพระบรมราชโองการเป็นความหลากหลายทางความคิดบนพื้นฐานที่อยากให้วิกฤติของชาติยุติลงและหาทางออก

ส่วนนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ฟันธงทันทีเลยว่าข้อเสนอทางออกประเทศไทยของคณะรัฐบุคคลข้างต้น หรือข้อเสนอนายชัยเกษมนิติสิริ รมว.ยุติธรรม เรื่องการใช้รัฐธรรมนูญมาตรา 7 นั้นยังไม่สามารถทำได้ ตราบใดที่ยังไม่มีสุญญากาศทางการเมืองคือจะต้องไม่มีนายกรัฐมนตรีรักษาการก่อนเมื่อถึงตอนนั้นก็ควรจะมีกระบวนการพูดคุยและตกลงกันจากทุกฝ่ายโดยต้องเห็นพ้องต้องกันก่อนที่จะมีการดำเนินการอย่างไรต่อไป

ไม่เพียงแต่คำถามว่าจะต้องรอให้เกิดสุญญากาศก่อนหรือไม่เท่านั้นคำถามที่สำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากันก็คือ พล.อ.เปรมได้รับการยอมรับจากทุกฝ่ายหรือไม่ ซึ่งเรื่องนี้พล.อ.เปรมก็รู้ดีจึงเคยเอ่ยวาจาว่า "คุณคิดว่าเขาจะฟังผมเหรอ" มาแล้ว

เหตุนี้ข้อเสนอของคณะรัฐบุคคลที่เปิดประเด็นช่วงสงกรานต์สัญญาณนี้ยังไม่มีเสียงปลายสายตอบรับ แต่ก็ใช่ว่าจะไม่มีหวังเอาเสียเลยเพราะ ณ เวลานี้ทุกฝ่ายก็รู้ดีว่าถึงเวลาต้องผ่าทางตันจากวิกฤตเพราะขืนปล่อยไว้เช่นนี้มีแต่พ่ายแพ้และล่มจมกันทั้งประเทศ





ทส. ปฏิเสธข่าว “ป๋าเปรม” นำ “ประวิตร-อนุพงษ์” เข้าเฝ้าฯ

นายทหารคนสนิท พล.อ.เปรม ปฏิเสธกระแสข่าว “ป๋า” นำ “ประวิตร-อนุพงษ์” เข้าเฝ้าฯ ยันเข้าเฝ้าฯ เพียงลำพังเพื่อถวายรายงานตามปกติ

วันนี้ (19 เม.ย.) พล.ท.พิศณุ พุทธวงศ์ นายทหารคนสนิท (ทส.) พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ กล่าวปฏิเสธข่าวที่ว่า พล.อ.เปรม ได้นำ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ อดีต รมว.กลาโหม และ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่...าจินดา อดีต ผบ.ทบ.เข้าเฝ้าฯ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ตามที่มีการปล่อยออกมาบนอินเทอร์เน็ต

พล.ท.พิศณุ กล่าวว่า การเข้าเฝ้าฯ ครั้งนี้เป็นสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ ผู้ปฏิบัติหน้าที่พระสังฆราช และสมเด็จพระวันรัต นำคณะเข้าเฝ้า เพื่อถวายพระพุทธรูปประจำพระชนมวาร ไม่ได้เกี่ยวข้องใดๆ กับ พล.ประวิตร และ พล.อ.อนุพงษ์

อย่างไรก็ตาม หลังจากนั้น พล.อ.เปรม ได้เข้าเฝ้าฯ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เพียงลำพัง ไม่มีองคมนตรีท่านอื่นๆ เนื่องจากเป็นการเรียกเข้าเฝ้าฯ ส่วนพระองค์ เป็นเวลาประมาณเกือบ 1 ชั่วโมง เพื่อกราบบังคมทูลถวายรายงานตามปกติ ทุก 1 หรือ 2 เดือน และไม่มีใครรู้ว่า พล.อ.เปรม จะกราบบังคมทูลเรื่องใดบ้าง และพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีรับสั่งเรื่องใดบ้าง เนื่องจาก พล.อ.เปรม ยังไม่ได้สั่งการใดๆ หรือมีการแสดงความเห็น หรือพูดอะไร

“จะมีเรื่องสถานการณ์บ้านเมือง หรือไม่ หรือจะมีเรื่องที่คณะรัฐบุคคลเสนอให้ พล.อ.เปรม ทูลเกล้าฯ ขอพระราชวินิจฉัยเพื่อแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นหรือไม่ ไม่มีใครรู้”

อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้เคยมีนักวิชาการเสนอให้ พล.อ.เปรม ทูลเกล้าฯ ขอพระราชทานคำแนะนำมาแล้ว แต่ พล.อ.เปรม ไม่ได้ แสดงทีท่าใดๆ ต่อเรื่องนี้





ป๋าเปรม ไม่ปฏิเสธถกหาทางออกประเทศแค่รอเกิดสุญญากาศ !!

แม้ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษยังไม่ยอมรับข้อเสนอของคณะบุคคลที่เรียกว่า "คณะรัฐบุคคล"ที่เรียกร้องให้ทำหน้าที่เป็นคนกลางถกคณะบุคคลที่เป็นผู้หลักผู้ใหญ่ในสังคม ผู้นำองค์กรต่างๆ รวมทั้งองค์กรหลักทั้ง ทหาร ตุลาการ เพื่อร่วมกันหาทางออก และยุติวิกฤติของบ้านเมือง ในยุคที่รัฐบาลที่นำโดย ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ขาดความชอบธรรมทั้งนิตินัย...และพฤตินัย โดยหลักการก็คือให้ร่วมกันร่างพระบรมราชโองการฯขึ้นทูลเกล้าฯ แต่ความหมายก็คือ "ไม่ปฏิเสธ"

อย่างไรก็ดีหากพิจารณากันอย่างเข้าใจสถานการณ์ในเบื้องต้นก็คงต้องออกมาในรูปแบบนี้ก่อน นั่นคือ "ไม่ตอบรับแต่ไม่ปฏิเสธ" เนื่องจากเหตุการณ์ยังมาไม่ถึง

ที่ว่าเหตุการณ์ยังมาไม่ถึงก็คงหมายความว่า ต้องรอให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ปปช.) ชี้มูลความผิดคดีทุจริตโครงการรับจำนำข้าว และ คดีที่ศาลรัฐธรรมนูญนัดชี้ขาดเกี่ยวกับสถานภาพนายกรัฐมนตรี ซึ่งทั้งสองเรื่องล้วนพุ่งเป้าไปที่ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตรโดยตรง ซึ่งถ้ามีความผิดก็ต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ และต้องพ้นสภาพนายกรัฐมนตรีทันที

นี่แหละคือ "สุญญากาศ"ที่จะต้องร่วมกันหาทางออกให้กับประเทศ !!

สิ่งที่ต้องพิจารณากันก็คือทำไมต้องรอให้เกิดสุญญากาศ คำตอบก็คือตอนนี้ยังมีข้อถกเถียงกันว่า ยังมีรักษาการนายกรัฐมนตรี และคณะรัฐมนตรียังสามารถสั่งการได้ตามปกติ แม้ว่าจะมีข้อจำกัดอยู่ก็ตาม หรือว่าจะหมดความชอบธรรมในทางการเมืองแล้วก็ตาม แต่ในทางกฎหมายก็ยังไม่ได้เป็นไปตามนั้นแบบร้อยเปอร์เซ็นต์ ก็ต้องรอจังหวะไปอีกระยะหนึ่งก่อน

อย่างไรก็ดีเมื่อพิจารณาจากช่วงระยะเวลาที่กำลังจะมีการตัดสินจากทั้ง ปปช.และศาลรัฐธรรมนูญ หากนับวันเวลาก็อยู่ในช่วงปลายเดือนเมษายนจนถึงต้นเดือนพฤษภาคม ซึ่งก็เหลืออีกไม่กี่วันเท่านั้น

ดังนั้นการที่มีการเรียกร้องให้ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ในฐานะรัฐบุรุษ เข้ามาเป็นคนกลางในการถกหาทางออกของประเทศ โดยการนัดหารือกับตัวแทนองค์กรหลักในประเทศ อย่างเช่น ทหาร ตุลาการรวมไปถึงผู้นำทางสังคมอื่นๆ มองในมุมนี้ก็ถือว่าเป็นการเสนอเข้ามาแบบ "รอจังหวะ"กันล่วงหน้า เพื่ออรองรับสถานการณ์ "สุญญากาศ"ที่กำลังจะเกิดขึ้นพอดี

แม้ว่านาทีนี้ฝ่าย ทักษิณ ชินวัตร จะพยายามออกมาตีกันเอาไว้ก่อน แต่หากพิจารณาจากน้ำเสียงฟังดูแล้วก็ไม่ใช่หนักแน่น หรือเสียงดังมากนัก เป็นเพียงระดับลิ่งล้อปลายแถวเท่านั้น ถือว่าไม่มีน้ำหนัก เพราะก่อนหน้านั้นท่าทีของ ทักษิณ จะออกมาในโทนเจรจา แต่ในความหมายก็คือต้องการต่อรองแบบไม่ต้องเสียทั้งหมด เพราะในบรรยากาศที่ถดถอยแบบนี้ก็ต้องรักษาอำนาจเอาไว้ให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้

นอกจากนี้หาก ทักษิณ ชินวัตร ต้องการเดินเข้าสู่โหมดเลือกตั้ง เพื่อหวังกลับคืนสู่อำนาจอีกครั้งอย่างชอบธรรมก็ต้องรีบไฟเขียวให้เกิดเจรจาโดยเร็วที่สุด และได้นายกฯคนกลางมา"ขัดตาทัพ"เพื่อมาทภารกิจเฉพาะกิจโดยเร็วที่สุด เพราะแม้ว่าจะไม่ "โดดเด่น"หวือหวาเหมือนเมื่อก่อน หลังจากที่ชาวบ้านเขา "ตื่นรู้"กัน แบบขนานใหญ่แบบนี้ แต่ถึงอย่างไรพวกเขาก็ยังมั่นใจว่าก็ยังชนะเลือกตั้งอยู่ดี แม้ว่าจะไม่ชนะขาดก็ตาม และนี่คือเหตุผลว่าทำไมฝ่ายระบอบทักษิณ ถึงต้องดันมุรังให้เกิดการเลือกตั้งอยู่ตลอดเวลา

ดังนั้นเมื่อพิจารณาจากท่าทีของ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรี และรัฐบุรุษ ที่ไม่ปฏิเสธการเป็นคนกลางนัดประชุมคณะบุคคลและตัวแทนองค์กรหลักของบ้านเมือง เพื่อหาทางออกให้กับบ้านเมือง จึงมีความเป็นไปได้ เพียงแต่ว่าอาจต้องรอจังหวะหลังจากที่ทาง ปปช.และศาลรัฐธรรมนูญได้ตัดสินชี้ขาดออกมาก่อน ซึ่งก็คงไม่เกินปลายเดือนเมษายนหรือในราวต้นเดือนพฤษภาคม ซึ่งประเมินจากคำพูดของ ทักษิณ ชินวัตร ก็ยังต้องการให้เกิดเจรจาเพียงแต่ว่า "คนกลางที่จะมา"ต้องให้พวกเขารับได้ด้วย

รอเวลาเพียงแค่อึดใจเดียวเท่านั้น !!
See More















MANA PRADITKET

MANA PRADITKET
Handpainted oil painting by Mana Praditket

NIRAN PAIJIT

NIRAN PAIJIT
Original handpainted oil painting by Niran Paijit

PRAYAD TIPPAWAN

PRAYAD TIPPAWAN
ORIGINAL IMPRESSIONAL OIL PAINTING BY PRAYAD TIPPAWAN

Achara 34 (24x36)

Achara 34 (24x36)
ORIGINALl OIL PAINTING

Amornsak Livisit 74 (24x36)

Amornsak Livisit 74 (24x36)
ORIGINAL OIL PAINTING, Impressionist style

Suwan Khanboon 11 (24x24 inches)

Suwan Khanboon 11 (24x24 inches)
Original handpainted oil painting abstract style

NIRAN PAIJIT

NIRAN PAIJIT
ORIGINAL ABSTRACT STYLE OIL PAINTING BY NIRAN PAIJIT

Chavalit (Pong)

Chavalit (Pong)
PINTO Horses

Komez 78 (22x30)

Komez 78 (22x30)
Original handpainted pastel painting on paper

KOMES

KOMES
Handpainted pastel painting by Komez

PRATHOUN

PRATHOUN
ORIGINAL HANDPAINTED OIL PAINTING BY PRATHOUN

THAVORN IN-AKORN

THAVORN IN-AKORN
ORIGINAL OIL PAINTING BY THAVORN IN-AKORN (SIZE 20x30")

THAVORN IN-AKORN

THAVORN IN-AKORN
Original oil painting by Thavorn In-akorn

Facebook


ORIGINAL HANDPAINTED OIL PAINTING

PHOTO GALLERY

PHOTO GALLERY

Facebook

PHOTO GALLERY