GREAT KING OF THAILAND, KING BHUMIBHOL

GREAT KING OF THAILAND, KING BHUMIBHOL
LONG LIVE THE KING BHUMIBHOL

วันพฤหัสบดีที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2557

การว่ายน้ำแบบสมถกรรมฐาน

การเดินจงกรมนั่งสมาธิทุกวัน  คือสิ่งที่จะให้อานิสงส์สูงสุดในพระพุทธศาสนา และจะทำให้มีผลบุญมากพอที่จะอุทิศมอบให้ทั้งกับตัวเองและผู้อิ่นได้  วัตถุประสงค์ของการฝึกในขั้นเริ่มต้นนี้ก็คือ หัดให้เรามีสติที่คมชัดกำหนดรู้อยู่ในปัจจุบันขณะในความเป็นไปของกายและใจอย่างต่อเนื่อง  เล่าจื๊อกล่าวไว้ว่า “การเดินทางระยะหมื่นลี้นั้นเริ่มต้นด้วยการก้าวเดินเพียงก้าวเดียว” เส้นทางสู่ความสุขสูงสุดคือความพ้นทุกข์อย่างสิ้นเชิงของท่านนั้นก็เริ่มด้วยการก้าวเดินเพียงก้าวเดียว...ทีละก้าวเช่นกัน

การว่ายแบบสมถกรรมฐาน นั้นทำให้ใจสงบและมีสมาธิได้ก็จริง แต่ท่านอาจพบว่าทำให้ท่านว่ายน้ำช้าลงเพราะทั้งร่างกายและจิตใจของท่านจะรู้สึกผ่อนคลาย...มากค่ะ วันนี้จึงขอนำเสนอการว่ายน้ำให้ได้กุศลอีกเทคนิคหนึ่งสำหรับผู้ที่ชื่นชอบความเร็วนะคะ นั่นก็คือ การว่ายน้ำแบบเจริญสติภาวนา เพราะการเจริญสตินั้นคือการให้กำหนด “เท่าทันปัจจุบัน” ค่ะ ว่ายเร็วแค่ไหนก็กำหนดเร็วแค่นั้น แต่ถ้าท่านเกิดติดใจความรู้สึกดี ๆ จากการว่ายแบบเมตตาภาวนาไปแล้วท่านก็ยังสามารถเก็บไว้ประกอบการว่ายช้า ๆ ในรอบปิดท้ายคือในการ cool down ได้อยู่

วิธีแรก

ว่ายแบบ “อานาปาณสติ” หรือการตามดูลมหายใจค่ะ อานาปาณสตินั้นเป็นหนึ่งใน “สมถกรรมฐาน” ซึ่งมีจุดมุ่งหมายเพื่อให้ใจสงบและมีสมาธิ เทคนิคการทำสมถกรรมฐานนั้นมีถึง 40 วิธีด้วยกัน แต่วิธีที่เหมาะที่สุดสำหรับการว่ายน้ำนั้นน่าจะเป็นการตามดูลมหายใจ หรือ อานาปาณสติ นี่ล่ะค่ะ

วิธีทำก็คือในขณะที่คุณว่ายน้ำอยู่นั้นก็ให้คุณมีสติตามดูตามรู้อยู่กับลมหายใจเข้าออกของคุณตามธรรมชาติตามจังหวะการว่ายน้ำปกติของคุณ ไม่ต้องพยายามไปบังคับหรือเร่งจังหวะการหายใจ

คุณอาจจะแปลกใจที่พบว่าใจของคุณแว่บออกไปจากลมหายใจของคุณบ่อยมาก และบางครั้งก็แว่บออกไปจากการว่ายน้ำเสียด้วยซ้ำไป! ไม่ต้องกังวลหรอกค่ะ นั่นเป็นธรรมชาติของใจ   แต่ถ้ามันแว่บบ่อยเกินไปก็ขอแนะนำให้คุณใช้คำบริกรรมช่วยจะทำให้คุณมีสมาธิจดจ่อได้ดีขึ้นนะคะ อาจจะเป็นคำง่าย ๆ เช่น พุทโธ หรือว่านับเลขรอบที่กำลังว่ายอยู่ในใจในขณะที่เอาใจไปจดจ่ออยู่กับลมหายใจก็ได้ค่ะ

เพียงแค่นี้คุณก็จะได้สร้างกุศลในทุก ๆ ลมหายใจและได้ของแถมเป็นใจที่สงบเป็นสมาธิที่มาพร้อมกับร่างกายที่แข็งแรง  และคุณจะประหลาดใจด้วยว่าเวลาที่คุณว่ายน้ำด้วยสมาธิที่จดจ่อไม่แว่บออกไปคิดเรื่องนู้นเรื่องนี้เรื่อยเปื่อยนั้นคุณจะเหนื่อยน้อยลงและว่ายได้อึดขึ้น ทั้งนี้เพราะความคิดที่เรื่อยเปื่อยไม่มีสติเข้าไปคุมนั้นใช้พลังงานมาก

วิธีที่ 2


เป็นวิธีที่จะทำให้คุณรู้สึกดี ๆ  นั่นก็คือการว่ายแบบ “เมตตาภาวนา” ซึ่งความจริงก็เป็นหนึ่งในสมถกรรมฐานเช่นกัน  ปกติแล้วมักจะให้ฝึกเจริญเมตตาภาวนาเป็นลำดับขั้นไปโดยการส่งความเมตตาปรารถนาดีให้ตนเองก่อน แล้วจึงส่งไปให้คนที่คุณเคารพรัก เพื่อน คนแปลกหน้า หรือแม้แต่ศัตรู ทีนี้ก็ขึ้นอยู่กับคุณจะว่ายอึดแค่ไหนแล้วล่ะค่ะ ถ้าคุณสามารถว่ายได้นานติดต่อกันเป็นชั่วโมงคุณจะไล่ให้ครบทั้ง 5 หมวดก็ได้ แต่ถ้าว่ายเล่น ๆ สักเพียงไม่กี่รอบล่ะก็ ขอแนะนำให้เลือกกลุ่มเป้าหมายกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งโดยเฉพาะจะได้ผลดีกว่า

แต่ก็มีครูบาอาจารย์บางท่านเชื่อว่า ในกิจกรรมที่ต้องมีการเคลื่อนไหวร่างกายนั้น การเจริญเมตตา “แบบไม่มีประมาณ” หรืออีกนัยหนึ่ง ให้สรรพสัตว์ทั้งหลายทั้งปวงทั่วทั้งจักรวาลโดยไม่เฉพาะเจาะจงนั้นเหมาะสมที่สุด  ไหน ๆ คุณก็กำลังว่ายน้ำอยู่แล้วก็ลองนึกภาพว่าความรักความเมตตาความปรารถนาดีของคุณเปรียบเสมือนน้ำใสเย็นอยู่ในภาชนะใหญ่ที่คุณจะสาดออกไปทั่ว ๆ เพื่อคลายร้อนให้กับทุก ๆ คน ทุก ๆ สรรพสิ่งดูก็ได้  คุณจะรู้สึกดี ๆ ขึ้นมาภายในใจและภายในร่างกายของคุณเลยค่ะถ้าคุณเจริญเมตตาภาวนาได้ถูกวิธี

วิธีเจริญเมตตาภาวนานั้นให้คุณใช้คำบริกรรมเป็นวลีสั้น ๆ ในภาษาของคุณเองที่คุณรู้สึกว่าเป็นธรรมชาติสำหรับคุณ และนึกทบทวนวลีนั้นซ้ำ ๆ อย่างอ่อนโยนพร้อมรอยยิ้มน้อย ๆ ในใจในระหว่างที่คุณกำลังว่ายไปว่ายมา ถ้านึกไม่ออกว่าจะใช้คำว่าอะไรดี ก็ใช้คำมาตรฐานง่าย ๆ นี้ก็ได้ค่ะว่า “ขอให้สรรพสัตว์ทั้งหลายจงเป็นสุข ๆ เถิด” ไม่ต้องรีบท่องนะคะ ค่อย ๆ นึกเป็นจังหวะพร้อมกับการว่ายก็ได้ ปรับคำพูดตามใจชอบ  หรือจะแถมเลขจำนวนรอบที่ว่ายเข้าไปท้ายวลีด้วยเป็นการกันลืมว่าาว่ายไปกี่รอบแล้ว

อ้อ ข้อสำคัญ ให้คุณใช้คำในแง่บวก เช่น “ขอให้คุณ.../สรรพสัตว์ทั้งหลาย มีความสุขมาก ๆ นะ” แทนที่จะไปใช้คำว่า “ขอให้คุณ...อย่าเป็นทุกข์ เศร้า เหงา หดหู่ เลย” เลี่ยงคำในแง่ลบกัน  จิตใต้สำนึกเขาจะทำงานกันอย่างกระปรี้กระเปร่าและเข้าใจได้ดีกว่ากับคำในแง่บวก

นอกจากนี้การว่ายแบบเจริญเมตตาภาวนายังช่วยให้คุณไม่อารมณ์เสียเวลามีคนไม่มีสติมาว่ายตัดหน้า หรือว่าว่ายชนคุณด้วย คุณจะอารมณ์ดีและเข้าใจว่าเขาขาดสติและทำทุกอย่างลงไปเพราะมีตัวทุกข์มาบีบคั้น คุณจะให้อภัยเขาง่ายขึ้น

ทุกวันนี้นักวิทยาศาสตร์ทางสมองได้พิสูจน์แล้วว่าการเจริญเมตตาภาวนาเป็นประจำจะส่งผลดีต่อสมองมาก เพราะจะไปเสริมสร้างโครงสร้างพื้นฐานของระบบประสาทที่ทำหน้าที่เกี่ยวกับสุขสภาวะให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น หรือถ้าจะกล่าวอีกในนัยหนึ่งก็คือ ยิ่งคุณเป็นผู้ “ให้” ความเมตตาปรารถนาดีต่อผู้อื่นมากเท่าใด คุณก็จะ “ได้รับ” สิ่งดี ๆ กลับคืนมาอย่างเป็นรูปธรรมจับต้องได้ในสมองของคุณมากเท่านั้น  นี่ยังไม่นับจิตที่เป็นกุศลตั้งไม่รู้จะกี่ขณะจิตเลย
การเจริญสติ หรือเรียกอีกอย่างว่า วิปัสสนา นั้น คือการเอาสติไป “กำหนดรู้” ความเป็นไปของกายและใจในปัจจุบันขณะ โดยกำหนดทีละหนึ่งอย่าง ทีละขณะ และทำไปอย่างจดจ่อ ต่อเนื่อง มีพลัง

การ “กำหนดรู้” ต้องประกอบไปด้วย 3 สิ่งค่ะ คือ

1)  กายเคลื่อน หรือ เกิดสิ่งใดขึ้นที่ใจ หรือ ประสาทสัมผัสรับรู้อาการใด ๆ ขึ้นมา 1 อย่างในปัจจุบันขณะ

2)  มีใจเข้าไปรับรู้ในอาการนั้น ๆ และ

3)  มีคำบริกรรมกำกับ เช่น ยก (แขน) เหยียดหนอ ว่ายหนอ พลิก(ตัว) เตะ(ขา)  (หายใจ)เข้าหนอ ออก แตะ(ริมสระ)หนอ ม้วน(ตัว) ถีบหนอ พุ่งหนอ เห็นหนอ ถูกหนอ (เวลาน้ำถูกตัว) เย็นหนอ สบายหนอ ชอบหนอ เหนื่อยหนอ คิดหนอ อยากพักหนอ ยืนหนอ ฯลฯ

ถ้าเรียกชื่ออาการนั้น ๆ ไม่ถูกก็ให้เอาใจไปกำกับตามดูตามรู้อาการนั้น ๆ แล้วกำหนดว่า “รู้หนอ” ก็ได้ค่ะ

การกำหนดรู้นั้นให้เพียงกำหนดแบบ “รู้สักแต่ว่ารู้”  โดยไม่ต้องไปวิเคราะห์ วิจารณ์ วิจัย ท่านจะเห็นว่าคำบริกรรมนั้นมุ่งให้สั้นเข้าไว้ โดยละคำในวงเล็บออกไป เพื่อให้ท่านสามารถกำหนดได้กระชับ “เท่าทันปัจจุบัน”

คำว่า “หนอ” นั้น ครูบาอาจารย์บอกว่าเป็นเหมือนตัวจุด (.) ที่ใช้ปิดท้ายประโยคภาษาอังกฤษค่ะ มีไว้เพื่อตอกย้ำกับสติ ว่า “กิริยา นั้น ๆ ได้เกิดขึ้นและจบลงแล้วล่ะหนอ” ดังนั้นจะเรียกว่า “หนอ” เป็นตัวสัมปชัญญะไปเน้นย้ำ “ตัวรู้” ให้ชัดเจนก็ไม่ผิด  ท่านว.วชิรเมธี เคยกล่าวไว้ว่า "สติ" คือ รู้สึก "สัมปชัญญะ" คือ รู้ชัด 
ท่านอาจพบว่าการว่ายแบบการเจริญสตินั้นยากกว่าการว่ายแบบอานาปาณสติหรือแบบเมตตาภาวนาเพราะสติท่านต้องตื่นตัวไปกำหนดสิ่งที่มีลักษณะเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ ไม่เหมือนแบบสมถกรรมฐานที่จะจดจ่ออยู่ที่สิ่งเดียว อย่าเพิ่งท้อนะคะ เริ่มจากการกำหนดคร่าว ๆ ในกิริยาหลัก ๆ ของลำตัว แขน และ ขาก่อนก็ได้ เมื่อสติเริ่มคมชัดท่านก็จะสามารถเห็นรายละเอียดปลีกย่อยและเริ่มกำหนดได้คล่องขึ้นเองอย่างเป็นธรรมชาติ

เมื่อท่านทำได้แล้วท่านจะไม่มีวันลืมความรู้สึกของการว่ายน้ำด้วยสติอย่างต่อเนื่องเลย  ท่านอาจจะรู้สึกเหมือนท่านได้ “ว่ายน้ำจริง ๆ” เป็นครั้งแรก ได้สัมผัสความสดชื่นเย็นสบายของน้ำอย่างเต็มที่ และได้สัมผัสความสุขสงบที่เกิดขึ้นเองลึก ๆ เงียบ ๆ ในแบบที่ท่านไม่เคยรู้สึกมาก่อน ไม่ว่าจะเป็นความรู้สึกใด ก็ขอให้ท่านกำหนดรู้แล้วก็ปล่อยมันไปนะคะ ที่สำคัญคือต้องระวังความคิดเข้าแทรก  ความคิดแบบเรื่อยเปื่อยนั้นจะทำให้ท่านเสียพลังงานไปโดยใช่เหตุ จึงขอแนะนำให้ดึงสติกลับมาที่ฐานกาย ดูการเคลื่อนไหวทางกายต่อไปจะง่ายที่สุดสำหรับนักเจริญสติมือใหม่

การเจริญสติ หรือ วิปัสสนานั้น ให้อานิสงส์สูงสุดในพระพุทธศาสนา สูงยิ่งกว่าการสร้างกุศลใด ๆ ทั้งมวลไม่ว่าจะเป็นทาน ศีล หรือการเจริญสมถกรรมฐาน การเจริญสตินั้นแม้จะทำเพียงอึดใจเดียวก็ได้กุศลมหาศาล ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะว่าพระพุทธองค์ตรัสไว้ว่าการเจริญสติเป็นวิธีเดียวเท่านั้นที่จะนำไปสู่มรรค ผล นิพพานได้นั่นเอง

ปัญญาทางธรรมนั้นเกิดขึ้นได้ไม่อ้างกาลเวลาหรืออิริยาบถใด ๆ การว่ายน้ำโดยเจริญสติไปด้วยนั้นเป็นการฝึกที่ยอดเยี่ยมมาก เพราะแค่ฐานกายอย่างเดียวก็กำหนดได้อย่างชัดเจนทั่วตัวแล้ว ผู้เขียนพบว่าได้กำลังสติมากกว่าการเดินจงกรมหรือวิ่งจงกรมอีกด้วยซ้ำไป  ขอให้ทุกท่านสนุกและได้กุศลสูงสุดไปกับการว่ายน้ำด้วยสติ



ทำไม...ต้องนั่งสมาธิทุกวัน

การนั่งสมาธิ เป็นการปรับสภาพใจเข้าสู่ความปกติสมดุล เมื่อใจสมดุล เราจะสามารถมองอะไรเป็นไปตามความเป็นจริงได้มากขึ้น ครั้นเมื่อเจอเรื่องร้ายๆ เข้ามาในชีวิตเราก็จะไม่เสียใจจนเกินไป ใจเราจะถูกยกขึ้นเหนืออุปสรรค

เราจะไม่เสียใจ น้อยใจกับเรื่องไม่เป็นเรื่อง...เราจะไม่ทำเรื่องเล็กให้เป็นเรื่องใหญ่ ใจเราจะถูกทำให้สงบ ท่ามกลางความวุ่นวายสับสน

เราจะสามารถตัดความฟุ้งซ่านรำคาญใจไปได้หลายๆเรื่อง ใจเราจะถูกกระแสบุญหล่อเลี้ยง สามารถเชื่อมต่อกับบุญเก่าที่เราเคยทำมาในอดีต ให้มีโอกาสส่งผลโดยง่าย และที่สำคัญเป็นการกระทำมุ่งต่อหนทางบรรลุมรรคผลนิพพานโดยตรง

ดังนั้น จงรีบทำความเพียรเถิด เพียรที่จะนั่งสมาธิให้สม่ำเสมอ เพื่อชีวิตที่ดีขึ้นเรื่อยๆ เพราะการปฏิเสธการนั่งสมาธิ เท่ากับเป็นการปฏิเสธการเข้าถึงธรรมของตัวเรา และการปฏิเสธการนั่งสมาธิอย่างเป็นประจำ เท่ากับเป็นการเลื่อนเวลาการเข้าถึงธรรมของตัวเองออกไปเรื่อยๆ ดังนั้น หากรักตัวเอง รักที่จะทำให้คนรอบข้างมีสัมมาทิฏฐิอย่างที่เราวาดฝัน จงนั่งสมาธิให้ได้ทุกๆวัน

อวิชชา คืออะไร

ในตำราได้กล่าวว่า อวิชชา คือ การไม่รู้อริยสัจจ์ 4 และการไม่รู้โน่น ไม่รู้นี่อีกมากมาย ซี่งเป็นคำกล่าวแบบครอบจักรวาลเกินไป ทำให้ชาวพุทธไม่สามารถฟันธงอาการแห่งอวิชชาได้ตรงจุด ผลเสียก็เกิดแก่ชาวพุทธเองทีต้องการหลุดพ้นไปจากสังสารวัฏ ทำให้ไม่สามารถหลุดพ้นได้จริง หรือกว่าจะได้ ก็หืดขึ้นคอ

ในตำราปฏิจสมุปบาท ได้กล่าวว่า อวิชชาเป็นปัจจัยให้เกิดสังขาร ซี่งเป็นคำกล่าวที่ตรงจุด ที่สามารถไขประเด็นเพื่อทำลายอวิชชาได้ต่อไป

สังขาร ที่เกิดขึ้นจากอวิชชา ทำให้เกิดความรู้สึกของความเป็นตัวตนขึ้น เมื่อความรู้สีกความเป็นตัวตนเกิดขึ้น ก็เกิดการปรุงแต่งทางความคิด เป็นความเห็นผิด (มิจฉาทิฐฐิ) เกิดการยีดมั่นถือมั่นว่า สิ่งนั้น สิ่งนี้ นั่นเป็นเรา เป็นของเรา เมื่อไม่ได้พบกับความสมใจอยาก ก็ผิดหวังและเป็นทุกข์ยิ่งขึ้น

คนเราเกิดมาเพื่อจะพัฒนาจิตวิญญาณของเราให้สูงขึ้นไป สู่ความพ้นทุกข์ให้ได้ เรื่องอะไรเราจะต้องทุกข์แล้วทุกข์อีก วัฏฏะเป็นภัยที่น่ากลัวที่สุดเลย ฆาตกรทั่วๆไป ถ้ามันจะฆ่าเรา มันฆ่าเราได้ครั้งเดียว แต่วัฏฏะเนี่ยฆ่าเราครั้งแล้วครั้งเล่า ไม่มีวันจบวันสิ้น

ถ้าระลึกชาติได้ จะรู้ว่าวัฏฏะนี้น่ากลัวยิ่งกว่าฆาตกรใดๆ เกิดทีไรตายทุกทีเลย มีความทุกข์ย่ำยีถึงตายทุกครั้งไป คนที่บารมีมาก เห็นทุกข์เห็นโทษเห็นภัยของวัฏฏะ อยากจะข้ามวัฏฏะ เพราะรู้ว่าชีวิตนี้เป้าหมาย ชีวิตนี้เกิดมาเพื่อจะมายกระดับจิตวิญญาณ ไปสู่ความพ้นทุกข์ ต้องใกล้ความพ้นทุกข์ไปตามลำดับๆ

MANA PRADITKET

MANA PRADITKET
Handpainted oil painting by Mana Praditket

NIRAN PAIJIT

NIRAN PAIJIT
Original handpainted oil painting by Niran Paijit

PRAYAD TIPPAWAN

PRAYAD TIPPAWAN
ORIGINAL IMPRESSIONAL OIL PAINTING BY PRAYAD TIPPAWAN

Achara 34 (24x36)

Achara 34 (24x36)
ORIGINALl OIL PAINTING

Amornsak Livisit 74 (24x36)

Amornsak Livisit 74 (24x36)
ORIGINAL OIL PAINTING, Impressionist style

Suwan Khanboon 11 (24x24 inches)

Suwan Khanboon 11 (24x24 inches)
Original handpainted oil painting abstract style

NIRAN PAIJIT

NIRAN PAIJIT
ORIGINAL ABSTRACT STYLE OIL PAINTING BY NIRAN PAIJIT

Chavalit (Pong)

Chavalit (Pong)
PINTO Horses

Komez 78 (22x30)

Komez 78 (22x30)
Original handpainted pastel painting on paper

KOMES

KOMES
Handpainted pastel painting by Komez

PRATHOUN

PRATHOUN
ORIGINAL HANDPAINTED OIL PAINTING BY PRATHOUN

THAVORN IN-AKORN

THAVORN IN-AKORN
ORIGINAL OIL PAINTING BY THAVORN IN-AKORN (SIZE 20x30")

THAVORN IN-AKORN

THAVORN IN-AKORN
Original oil painting by Thavorn In-akorn

Facebook


ORIGINAL HANDPAINTED OIL PAINTING

PHOTO GALLERY

PHOTO GALLERY

Facebook

PHOTO GALLERY