GREAT KING OF THAILAND, KING BHUMIBHOL

GREAT KING OF THAILAND, KING BHUMIBHOL
LONG LIVE THE KING BHUMIBHOL

วันเสาร์ที่ 8 มีนาคม พ.ศ. 2557

เผยคำทำนายหลวงปู่แห่งเขาตะนาวศรี ตอน 2 (คลิปสุดท้าย) เกี่ยวกับทรราชย์ "ทักษิณ"

"ทรนง ศรีเชื้อ" เผยคำทำนายหลวงปู่ฯ (คลิปสุดท้าย) เกี่ยวกับทรราชย์ "ทักษิณ"













ประวัติ นช ทักษิณ เริ่มโดนขุดคุ้ย ว่าทำไมถึงอยากแบ่งประเทศ และทำไมถึงอยากให้ไทยฉิบหาย! นี่แค่บทแรก!

ประวัติ "แซ่คู" หรือสกุล "ชินวัตร"
ในสมัย ร.5 มีอั้งยี่กลุ่มหนึ่งใน จ.จันทรบุรี ได้สร้างความเดือดร้อนให้คนไทยเป็นอย่างมาก อั้งยี่คณพ "งี่เฮ็ง" มีนายง่วนเส็ง แซ่คู เป็นหัวหน้าซึ่งเคยถูกพิพากษาจะคุกที่ จ.ตราด โดยหลวงวิพิธพจนาการ (แจ่ม สูตบุตร์) เป็นผู้พิพากษา หลายปีต่อมานายง่วนเส็งฯ พ้นโทษและย้ายกลับ...มาอยู่ที่ จ.จันทบุรี เมื่อทราบว่าหลวงวิพิธฯ มาประจำตำแห่นงที่นั่น จึงได้ส่งคนไปลอบทำร้ายหลวงวิพิธฯ ต่อมานายง่วนเส็งฯ ถูกจับกุมอีกครั้ง และถูกส่งตัวเข้ามาคุมขังใน กทม ได้ปรากฏ หลักฐานในจดหมายเหตุว่า "นายง่วนเส็ง" เป็นพ่อ "นายชุนชียง" ซึ่ง อพยพมาจาก จ.จันทบุรี แล้วไปตั้งถิ่นฐานที่ จ.เชียงใหม่ แล้วเปลี่ยนชื่อ-นามสกุลเป็น "นายบุญเลิศ ชินวัตร" ซึ่งก็คือพ่อของ "ทักษิณ ชินวัตร"













เชวง ศรีวิรัตน์'s photo.

















Michael Camelot
***หนึ่งในคณะกรรมการของการบินไทย คือ พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ ดามาพงศ์ พี่ชายของคญ.พจมาน อดีตภรรยาของทักษิณ
ขอถามเพรียวพันธ์ ว่า ใครได้ขนตู้คอนเทนเนอร์ ที่เต็มไปด้วยเงินยูเอสดอลลาร์ โดยเครื่องบิน จากประเทศไทยไปประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เอาเงินไปฝากไว้ในธนาคาร เพื่อการฟอกเงิน ?
เพรียวพันธ์, ทักษิณ, คญ.พจมาน, ยิ่งลักษณ์, เยาวภา, สมชาย ควรจะรู้ ***
***ยิ่งลักษณ์,เธอได้เดินทางไปต่างประเทศ 40 ประเทศ รวม 200 ครั้ง ภายใน 2 ปี กับกระเป๋าเดินทาง 20 ใบทุกเที่ยวเดินทาง ทิ้งกระเป๋าเดินทาง 16 ใบ ไว้ในประเทศนั้นๆ และกระเป๋าได้กลับมากับเธอแค่ 4 ใบเท่านั้น ???
เงินยูเอสดอลลาร์ ในกระเป๋าเดินทางของเธอ เพื่อการฟอกเงินและฝากเงินไว้ในต่างประเทศเมื่อเธอได้ออกไปจากประเทศไทย
เธอต้องให้เหตุผลแก่ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ปปช.
***One of the committee of Thai airway is Pol. Phewphan, the brother of ky pochaman, the exwife of thaksin.
Ask phewphan, who carried containers full with USD by planes from Thailand to Switzerland to deposit in banks for money laundering ?
pp, thaksin, ky pochaman, yingluck, yaowapa, somchai should know.***
***Yingluck went aboard 200 trips in 2 years with 20 baggages every trip, left 16 baggages in that country and back with her only 4 baggages. *** ???
USD in her baggages for money laundering and deposit in foreign countries when she has to leave from Thailand.
She has to give the reasons to the committee of the office of National anti-corruption commissure.





มือสะอาด ชาติไม่ล่ม


Post by อยู่ อย่างเหงาๆ.




เห็นประชาชนควายแดง อ้างจังว่า ปชป. เป็นผู้สร้างความเสียหาย กรณีโฮปเวลล์ ... คือคนพวกนี้โดนย้อมความคิดและการเสี้ยมจากแกนนำควายแดง ที่ถนัดบิดเบือนความจริง ... โอปเวลล์ เกิดขึ้นในสมัย ชาติชายเป็นยก และ มนตรี พงษ์พานิช เป็นรัฐมนตรีคมนาคม ช่วงปี พ.ศ 2533-40 ... รวม 7 ปี และในสัญญาหล่ะหลวมมาก คือไม่มีการระบุว่าจะแล้วเสร็จเมื่อไหร่ เป็นเหตุให้โฮปเวลล์ มีสิทธิ์อันชอบที่จะสร้างโครงสร้างนี้ให้แล้วเสร็จ และ ...ปี 2540 รัฐบาล ชวลิต ยงใจยุทธ มีมติบอกเลิกสัญญาโอปเวลล์ หลังจากที่โฮปเลล์ หยุดการก่อสร้างโดนสิ้งเชิง>>>> ต่อมา ปี 2541 รัฐบาลชวน2 โดนบริษัทโฮปเวิลล์ฟ้องร้องค่าเสียหายในการบอกเลิกสัญญาอย่างไม่เป็นธรรมจากรัฐบาล ชวลิต โดยเป็นค่าลงทุน 56,000 ล้านบาท สุดท้าย รัฐบาลในสมันนั้น แพ้คดี ต้องคืนเงินชดเชยให้โฮปเวลล์เป็นเงินทั้งสิ้น 11,888.75 ล้านบาท ...... เสื้อแดง คุณมึงช่วยด่าให้ถูกคนด้วยนะคะ กรุณา อย่าดักดานSee More

วันอังคารที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2557

What Happens After Death ( Documentary )/วิธีทำบุญง่ายๆ แถมได้บารมีครบ 10 ทัศ











ทำอย่างไรให้เผชิญกับความตายได้อย่างไม่ทุกข์ร้อนทุรนทุราย ทำอย่างไรให้ผ่านช่วงเวลาแห่งความทุกข์ไปได้โดยเร็ว ทำอย่างไรให้มีความสุขกับสิ่งรอบตัวทำหน้าที่ขณะนั้นได้ในระดับที่จะอยู่กับมันได้ หลายคนคงมีคำถามในลักษณะเดียวกันถามตนเองและคนรอบข้างซ้ำไปซ้ำมา

การฝึกจิตเป็นสิ่งสำคัญ ทำได้โดยการฝึกการ "อยู่กับสติ" ให้เกิดความเคยชิน จะฝึกการอยู่กับสติให้มีสติรับรู้เรื่องราวตามความจริง รับรู้และปล่อยวางอย่างไร admin จะหาคำตอบมาให้ค่ะ หรือท่านใดมีคำแนะนำสามารถร่วมแชร์เข้ามาเพื่อสร้างความตระหนักรู้ให้กันและกันค่ะ










วิธีทำบุญง่ายๆ แถมได้บารมีครบ 10 ทัศ โดยหลวงพ่อจรัญ วัดอัมพวัน จ. สิงห์บุรี


July 24, 2013 at 7:11pm


วิธีทำบุญง่ายๆ สำหรับคนไม่มีเวลา สามารถทำได้ทุกวัน โดยได้บารมี 10 ทัศ ครบถ้วนบริสุทธิ์ บริบูรณ์
พูดถึงเวลาถ้าเราทำบุญ คนส่วนใหญ่มักนึกถึงการ ตักบาตรหรือเข้าวัดทำบุญ เป็นส่วนมาก ซึ่งคนส่วนใหญ่ไม่มีเวลา ก็เลยเสียโอกาสในการสั่งสมบุญ บารมี วันนี้จึงมีเรื่องมาเล่าให้ทุกๆท่านได้อ่านและพิจารณา เผื่อจะได้แง่มุมใหม่ๆในการสร้างบุญกุศล สำหรับคนที่ไม่ค่อยมีเวลา เพื่อจะได้นำมาปฏิบัติอย่างง่ายๆ เพื่อสั่งสมบุญบารมี มีดังนี้

1.  หา กระปุกออมสิน หรือ บาตรพลาสติก ( ร้านสังฆทานต่างๆจะมีขาย ) หรือภาชนะที่สะดวก ในการหยอดเงิน นำมาวางไว้ที่ในห้องพระ หรือหิ้งพระ สำหรับคนที่อยู่คอนโด หรืออพาร์ทเม้นต์ ถ้าไม่มีห้องพระ ให้หารูปพระ มาติดที่ฝาผนังก็ได้

2.  ทุกวันให้เราสละเวลา เพียงวันละประมาณ 20-30 นาที สวดมนต์ไหว้พระเวลาไหนก็ได้ที่เราว่าง เราสบายใจ เช้า สาย บ่าย เย็น หรือก่อนนอน โดยเริ่มจากบท

คำบูชาพระ - อิมินาฯ...

คำบูชาพระรัตนตรัย - อะระหังฯ...

นมัสการพระพุทธเจ้า - นะโมฯ... (ระหว่างนี้ให้นำเงินมาจบเอาไว้ในมือ 1 บาท 5 บาท หรือแล้วแต่สะดวก)

กล่าวบูชาไตรสรณคมน์ - พุทธัง สะระนัง คัจฉามิ ฯ...

สวดบทพุทธคุณ ธรรมคุณ สังฆคุณ - อิติปิโสฯ....

สวดบทพาหุงมหากา (ถวายพรพระ) - พาหุงสะหัสฯ...

จากนั้นกลับมาสวดบท พุทธคุณ อีก 9 จบ หรือจะสวดเท่าอายุบวกหนึ่งก็ได้

3.  จากนั้นตั้งจิตให้เป็นสมาธิสักระยะหนึ่ง แล้วอธิษฐานจิตจนเสร็จ จึงนำเงินที่จบไว้ในมือ ใส่ในภาชนะที่เตรียมไว้ที่หิ้งพระหรือโต๊ะหมู่บูชา แต่อย่าลืม แผ่เมตตาอุทิศส่วนกุศลทุกครั้งให้เจ้ากรรมนายเวร (ทำอย่างนี้ทุกวันอย่าได้ขาด)

4.  หลังจากนั้น เราก็จะได้บารมีครบถ้วน เพียงแค่สวดมนต์ไม่กี่นาที และสิ่งเหล่านี้ก็จะสะสมในใจเราทีละน้อย เหมือนกับเราเก็บเงินวันละ บาท 10 วันก็ได้ 10 บาท แต่ถ้าเราไม่ทำอะไร เราก็จะไม่ได้อะไรเลย แล้วเงินที่เราหยอดทุกวัน ที่ได้จากการสวดมนต์ ก็เหมือนเราตักบาตรทุกวัน โดยมีพระพุทธเจ้าเป็นประธาน เมื่อมีโอกาศเข้าวัด หรือจะไปทำบุญตามสถานที่ต่างๆ เราก็นำเงินนั้นแหละไปทำบุญ หยอดตู้ ใส่ซอง ทำให้จิตของเราติดอยู่กับบุญกุศล ทุกวัน

1.   ทานบารมี      =    ขณะที่เราสวดมนต์เสร็จ เราทำทานคือเอาเงินที่จบใส่ใน กระปุกออมสิน หรืออื่นๆ เป็น ทานบารมี

2.   ศีลบารมี        =    ขณะที่เราสวดมนต์อยู่ในขณะนั้นเราไม่ได้ทำบาปกรรมกับใคร มีศีลอยู่ในขณะที่สวดเป็น ศีลบารมี

3.   เนกขัมมบารมี  =    ขณะที่เราสวดมนต์อยู่ จิตของเราปราศจาก นิวรณ์มารบกวนจิตใจ ถือว่าเป็นการบวชใจ ถือว่าเป็น เนกขัมมบารมี

4.   ปัญญาบารมี    =    การสวดมนต์ทำด้วยความศรัทธา ทำด้วยปัญญาที่เห็นว่ามันเป็นประโยชน์ช่วยฝึกฝนให้เกิดสติ มีสมาธิเป็น ปัญญาบารมี

5.   วิริยะบารมี     =     ถ้าเราไม่มีความเพียร เราก็ทำไม่ได้ เพราะฉะนั้นความเพียรเป็น วิริยะบารมี

6.   ขันติบารมี      =    มีความเพียรแล้ว ไม่มีความอดทน ความเพียรก็ตั้งอยู่ไม่ได้ เพราะฉะนั้นต้องมีความอดทน ความอดทนเป็น ขันติบารมี

7.  สัจจะบารมี      =    มีความเพียร มีความอดทนแล้ว และมีความจริงใจในการประพฤติปฏิบัติ ซึ่งความจริงใจคือ สัจจะบารมี

8.   อธิษฐานบารมี  =    เมื่อเราสวดมนต์เสร็จ ทำสมาธิ ตั้งจิตอธิฐาน การอธิฐานเป็น อธิษฐานบารมี

9.   เมตตาบารมี    =    ใส่บาตร สวดมนต์เสร็จ ก็ต้องแผ่เมตตา อุทิศส่วนกุศล การแผ่เมตตาเป็น เมตตาบารมี

10. อุเบกขาบารมี  =    ขณะที่แผ่เมตตา เราต้องทำใจของเราให้มีเมตตา ต่อสัตว์ทั้งหลาย ทำใจให้เป็นพรหมวิหาร 4 อุเบกขา วางเฉย อโหสิกรรม กับบุคคลที่เราเคยล่วงเกินกันมา ไม่โกรธใคร ไม่เกลียดใคร ไม่ชอบใคร ไม่ชังใคร ทำใจให้นิ่ง ทำจิตให้สงบ วางใจให้เป็นอุเบกขา เป็น อุเบกขาบารมี

ขอความมุ่งมั่นโปรดอยู่กับท่าน............... ขออนุโมทนา ณ ที่นี้ด้วย






เรื่องเณรน้อย ชะตาขาด





เณรน้อย ชะตาขาด

ในสมัยพุทธกาลมีสามเณร น้อยองค์หนึ่งชื่อติสสะ อายุ ๗ ปี มาบวชเพื่อศึกษาเล่าเรียน และปฏิบัติธรรมอยู่ในสำนักพระสารีบุตรเถระ อัครสาวกของพระพุทธเจ้า เป็นระยะเวลาหนึ่งปี

สามเณรท่านนี้ได้รับการพยากรณ์จากพระสารีบุตรว่า " ชะตาถึงฆาต" จะต้องมรณภาพ ภายใน ๗ วันขอให้ปลงอายุสังขารเสีย พอสามเณรได้ฟังดังนั้น ในฐานะนักปฎิบัติธรรม ท่านก็มิได้สะทกสะท้าน หรืออาลัยในชีวิตแต่อย่างใด ไหน ๆ ก็จะละสังขาร...แล้ว ก็ใคร่จะขออำลาพระอาจารย์ไปโปรดโยมบิดา มารดาสัก ๓ วัน เพื่อเป็นการตอบแทนพระคุณเป็นครั้งสุดท้าย

เมื่อได้รับอนุญาตแล้ว ก็ออกเดินทาง กะว่าจะใช้เวลาไปกลับให้ทันก่อนกำหนด เพื่อฟังธรรมจากพระสารีบุตรเป็นครั้งสุดท้าย ในระหว่างการเดินทาง เนื่องจากในช่วงเวลานั้นเป็นหน้าแล้ง น้ำในลำธาร ห้วยหนอง เหือดแห้ง สามเณรได้เห็นปลาน้อย จำนวนหนึ่ง ดิ้นกระแด่ว ๆ ใกล้จะถึงเวลาตายอยู่ในบ่อน้ำที่กำลังแห้งเหือด ด้วยจิตที่เป็นเมตตา ท่านได้นำจีวรช้อนตักปลาฝูงนั้น ไปปล่อยในแม่น้ำสายใหญ่ แล้วจึงเดินทางต่อไป หลังจากโปรดโยมบิดา มารดา และเดินทางกลับมายังสำนักแล้ว

พอครบกำหนดตามที่พระสารีบุตรพยากรณ์เอาไว้ ก็เข้าไปกราบลาเพื่อขอฟังธรรมก่อนละสังขาร แต่พระสารีบุตรกลับไม่แสดงธรรมโปรด และได้กล่าวกับสามเณรว่า "กรรมดี ที่เณรได้ช่วยชีวิตฝูงปลา ซึ่งบังเอิญเป็นเจ้ากรรมของเณรแต่อดีตชาติ ประกอบกับบุญกุศลที่เณรได้ทำไว้ด้วยการถือเพศบรรพชิตในปัจจุบัน ทำให้เจ้ากรรมนายเวรเกิดความปีติ ทั้งสองฝ่ายได้ยินยอมให้กรรมหนักถึงตายของเณรหลุดพ้น ด้วยการ "อโหสิกรรม" ต่อกัน เณรได้พ้นกรรมบัดนี้แล้ว"

ดวงชะตานั้นเปลี่ยนได้ด้วยกรรมใหม่ในปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็น ทาน ศีล การสวดมนต์เจริญภาวนา ดังคำสอนหลวงตาม้าว่า "เอ็งเริ่มไหว้พระ สวดมนต์ นั่งสมาธิ ดวงเอ็งก็เปลี่ยนแล้ว ให้ฝากดวงไว้กับพุทธะ ธัมมะ สังฆะ มันอยู่ที่ตัวแกเอง"





REINCARNATION, Past Life Evidence "การกลับชาติมาเกิดใหม่"


นักบินในสงครามโลกครั้งที่ 2 กลับชาติมาเกิดใหม่


If you have ever felt skeptical about the existence of a soul within any living body type that uses the body as a suit or costume to continuously interact within this reality for as many times necessary


'คนระลึกชาติ!'ที่หมู่บ้านตะคร้อที่พิสูจน์แล้ว

'คนระลึกชาติ!'ที่หมู่บ้านตะคร้อ ความมีอยู่จริงของอดีตชาติที่ได้รับการพิสูจน์แล้ว : เรื่องและภาพ โดยไตรเทพ ไกรงู



              การเวียนว่ายตายเกิด เป็นความเชื่อที่มีมาแต่สมัยโบราณ และเป็นหลักสำคัญของศาสนาที่สำคัญของโลก ที่ใช้เป็นหลักฐานอ้างอิงเพื่อสอนให้คนไม่ทำบาป เพื่อไม่ให้ติดเป็นบาปกรรมในชาติภพต่อไป แต่ทำความดีเพื่อให้เป็นบุญกุศลส่งไปถึงชาติต่อๆ ไป

              อย่างไรก็ตามเมื่อ เดือนสิงหาคม พ.ศ.๒๕๕๒ หนังสือ "ตะคร้อ หมู่บ้านโลกตะลึง เล่ม ๑" กับ ๑๖ กรณีศึกษาตายแล้วเกิด คนจำอดีตชาติ (Reincarnation) ที่เขียนโดยการศึกษาเก็บรวบรวมข้อมูลของ นายธวัชชัย ขำชะยันจะ ผู้ศึกษากรณีการจำอดีตชาติ หรือระลึกชาติ จึงเป็นหลักฐานที่เกิดจากความสนใจที่จะศึกษากรณีดังกล่าวในหมู่บ้านตะคร้อ ต. ตะคร้อ อ. ไพศาลี จ. นครสวรรค์ ที่มีผู้จำอดีตชาติได้และยังมีชีวิตอยู่มากกว่า ๔๐ ราย ทำให้มีการสืบพยานรู้เห็นจำนวนมาก เป็นหลักฐานที่เป็นรูปธรรมและสามารถพิสูจน์ได้ โดยล่าสุด นายธวัชชัย ได้ออกผลงาน  "ตะคร้อ หมู่บ้านโลกตะลึง เล่ม ๒" ซึ่งเป็นการเจาะลึก ลักษณะที่น่าสนใจของผู้จำอดีตชาติได้

              ทั้งนี้ นายธวัชชัย ได้สำรวจศึกษาและเก็บข้อมูลการระลึกชาติได้ของคนในหมู่บ้านตะคร้อ เมื่อ พ.ศ.๒๕๔๘ พบว่ามีผู้จำอดีตชาติได้ที่ยังมีชีวิตอยู่มากกว่า ๕๐ ราย บางรายยังสามารถจำอดีตชาติได้ บางรายมีพยานรู้เห็นจำนวนมาก บางรายมีหลักฐานที่เป็นรูปธรรมสามารถพิสูจน์ได้ อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันนี้เท่าที่ทราบมีผู้ที่จำอดีตชาติเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ อย่างรายล่าสุด คือ ยายเพียร แย้มประดับ ตายไปเมื่อปี ๒๕๓๕ กลับมาเกิดเป็นเด็กหญิงญาณินท์ ศิริมงคล ถึงกับทำให้ลูกหลานของยายเพียรดีใจ ลูกหลานยายเพียรบางคนถึงกับเรียกเด็กหญิงญาณินท์ว่า "แม่" หรือ "ยาย" โดยทุกวันนี้ลูกหลานยายเพียรรับเด็กหญิงญาณินท์มาเลี้ยงเหมือนญาติคนหนึ่งในครอบครัว

              สำหรับความเห็นที่เกี่ยวกับการค้นคว้าเรื่องการระลึกชาตินั้น ดร. นัยพินิจ  คชภักดี เลขาธิการสมาคมค้นคว้าทางจิตแห่งประเทศไทย ได้กล่าวถึงหนังสือทั้ง ๒ เล่มว่า หนังสือเล่มนี้จึงเป็นหลักฐานการศึกษาค้นคว้ากรณีคนที่จำอดีตชาติได้ในประเทศไทย ที่สำคัญอันหนึ่ง และแม้ว่าผู้เขียนไม่ได้ตั้งใจให้เป็นเอกสารอ้างอิงทางวิชาการ แต่ก็เป็นที่น่าสนใจและเป็นประโยชน์อย่างยิ่งเพื่อสอนให้เราไม่ตั้งอยู่ในความประมาท และประพฤติปฏิบัติตนแต่ในสิ่งที่ดี และเป็นบุญกุศล เพื่อให้ได้ไปเกิดในชาติภพที่ดีงามต่อไป จึงขอแสดงความชื่นชมและอนุโมทนาในกุศลบุญที่คุณธวัชชัย ได้พากเพียรศึกษาและนำมาเขียนเล่าความจริงให้เป็นประโยชน์สืบต่อไป

              ด้าน อ.สุตทยา วัชราภัย อาจารย์พิเศษนิด้าและวิทยากรรับเชิญบรรยายเกี่ยวกับการจำอดีตชาติได้ ซึ่งเคยร่วมงานกับคณะศึกษาวิจัยผู้ที่จำอดีตชาติได้ จากมหาวิทยาลัยเวอร์จิเนีย สหรัฐอเมริกา บอกว่า คุณธวัชชัยได้พาผมไปที่ บ้านตะคร้อ โดยได้พักอยู่ที่บ้านของคุณธวัชชัยตั้งแต่วันที่ ๓๐ พฤษภาคม ถึง ๔ มิถุนายน ๒๕๔๒ รวม ๔ วัน ๕ คืน ซึ่งเป็นเรื่องแปลกและออกจะเหลือเชื่อว่าในหมู่บ้านตะคร้อจะมีเด็กที่จำอดีตชาติได้มากขนาดนั้น เพราะก่อนหน้านี้ผมเคยพบหมู่บ้านที่มีเบาะแสเรื่องตายแล้วเกิดใหม่มากที่สุดเพียง ๕ รายเท่านั้นในภาคอีสาน

              "หนังสือตะคร้อ คนจำอดีตชาติ ทั้ง ๒ เล่ม จะตอบคำถามผู้ที่เข้าใจว่าตายแล้วสูญ ไม่มีชาติก่อนและชาติหน้า ซึ่งเป็นมิจฉาทิฐิที่เป็นบาปอย่างหนัก จะได้เข้าใจเสียใหม่ให้ถูกต้องตามความเป็นจริง ผมหวังว่าหนังสือทั้ง ๒ เล่มนี้จะมีส่วนช่วยผลักดัน ให้เกิดกลุ่มและเครือข่ายผู้ศึกษาค้นคว้าเรื่องตายแล้วเกิดใหม่ เพื่อช่วยกันสร้างกระแสสังคมให้เกิดความสนใจที่จะออกสืบหาเบาะแสเด็กที่จำอดีตชาติได้รายใหม่เพื่อจะได้ศึกษาค้นคว้าด้วยตนเองในทุกพื้นที่ทุกจังหวัดทั่วประเทศ" อ.สุตทยา กล่าว

              ในขณะที่นายธวัชชัยยืนยันว่า ไม่ได้มุ่งหวังที่จะให้ใช้เป็นเอกสารอ้างอิงทางวิชาการแต่อย่างใด แต่ต้องการบอกเล่าเรื่องราวข้อมูลความจริง ที่ได้จากการสัมภาษณ์ผู้ที่จำอดีตชาติได้ และพยานที่เกี่ยวข้องโดยละเอียด ทั้งทางฝ่ายอดีตชาติและปัจจุบันชาติ เพื่อให้ท่านผู้อ่านได้เห็นถึงความสัมพันธ์ของ คำพูดและการแสดงออกของผู้ที่จำอดีตชาติได้ (Statements and Behavior) ความฝันบอกเหตุ (Announcing Dreams) ความผิดปกติตั้งแต่แรกเกิด (Birth Defects) รอยตำหนิ แผลเป็น หรือปานที่มีมาตั้งแต่แรกเกิด (Birthmarks) และสิ่งอื่นๆ หรือเหตุการณ์แวดล้อมอื่นๆ นอกเหนือจากนี้ ที่สัมพันธ์กันกับอดีตชาติ ซึ่งจากการศึกษาพบว่าสิ่งต่างๆ ดังกล่าวมีความสัมพันธ์กัน ระหว่างปัจจุบันชาติและอดีตชาติ อย่างเป็นรูปธรรมและมีเหตุมีผล

              "เรื่องราวในหนังสือเล่มนี้ จะเป็นประโยชน์ต่อท่านผู้อ่านและผู้ที่สนใจตามสมควร อย่างน้อยก็ทำให้เกิดความเห็นความเชื่อที่ถูกต้องตามความเป็นจริง ว่าชีวิตภายหลังความตายหรือชาติหน้านั้นมีอยู่ จะได้เริ่มวางแผนวางจุดมุ่งหมายในชีวิตได้อย่างถูกต้อง ไม่หลงทางและใช้ชีวิตอย่างไม่ประมาท ทำให้ผู้ที่กำลังคิดชั่ว พูดชั่ว ทำชั่วอยู่ ได้เกิดความละอายและความเกรงกลัวต่อบาป รวมทั้งทำให้ผู้ที่กำลังท้อแท้ในการทำความดีอยู่ได้มีกำลังใจว่า ผลของการทำความดีของท่านจะไม่เป็นหมัน ถึงแม้ว่าบางสิ่งจะยังไม่เห็นผลในชาตินี้ก็ตาม" นายธวัชชัย กล่าวลิ้งท้าย

              ปัจจุบัน “หมู่บ้านตะคร้อ” เป็นหมู่บ้านหนึ่งใน ต.ตะคร้อ อ.ไพศาลี จ.นครสวรรค์ ประกอบด้วยหมู่บ้านทั้งหมด ๑๘ หมู่บ้าน มีประชากรประมาณ ๑,๐๐๐ คน จากจำนวนครัวเรือนประมาณ ๓,๐๐๐ ครัวเรือน สำหรับชื่อของหมู่บ้าน สันนิษฐานว่า ในสมัยก่อนบริเวณนี้มีต้นตะคร้อซึ่งผลมีรสเปรี้ยว ขึ้นอยู่มาก คนโบราณจึงเรียกบริเวณนี้ว่า “โคกตะคร้อ” ต่อมาจึงตั้งชื่อหมู่บ้านว่า “บ้านตะคร้อ” ที่สำคัญคือ ทุกวันนี้ที่หมู่บ้านตะคร้อมีคนระลึกชาติเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ 

สังสารวัฏและกฎแห่งกรรม

              พระราชญาณกวี หรือ ปิยโสภณ (ปธ๙.) ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดพระรามเก้ากาญจนาภิเษก พระนักวิชาการ พระนักเขียน และพระนักบรรยายธรรม บอกว่า การจำอดีตชาติได้เป็นการยืนยันเรื่องสังสารวัฏ หรือการเวียนว่ายตายเกิด ที่ว่าชีวิตมีเกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป แล้วก็กลับมากเกิดอีก ตั้งอยู่ ดับไป หมุนเป็นวงกลมเช่นนี้ไม่มีที่สิ้นสุด เหมือนมดแดงไต่ขอบกระด้ง หรือใช้ปากกาเขียนวงกลมทับกันหลายๆ ชั้น หากยังไม่สิ้นกิเลส ด้วยเหตุที่ความซับซ้อนของภพชาตินี้เอง ผู้มาเกิดส่วนใหญ่จึงจำอดีตของตนเองไม่ได้ จุดเริ่มต้นของชีวิตอยู่ไหน จุดสิ้นสุดอยู่หนใด ตนถือกำเนิดเป็นอะไรมาก่อน ภาษาพระเรียกว่า "อนมตคฺโค"

              การจำอดีตชาติได้เป็นการยืนยันเรื่องกฎการจำอดีตชาติได้เป็นการยืนยันเรื่องแห่งกรรม ตามหลักพุทธศาสนาที่ว่า ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว ทำกรรมใดไว้ต้องได้รับผลกรรมนั้นแน่นอน เหมือนหว่านพืชเช่นใดย่อมได้ผลเช่นนั้น ยืนยันว่า สรรพสัตว์มีกรรมเป็ของของตน มีกรรมเป็นผู้ให้ผลเป็นผู้รับผลของกรรม มีกรรมเป็นกำเนิด มีกรรมเป็นผู้ติดตาม มีกรรมเป็นที่พึ่งอาศัย ทำกรรมใดไว้เป็นบุญหรือบาปจะต้องได้รับผลของกรรมนั้นสืบไป

              "อาตมาคิดว่าการจำอดีตชาติได้เป็นเรื่องดี แต่บางทีการลืมอดีตได้บ้างก็อาจจะดีกว่า ดิดดูให้ดีว่า ถ้าวันนี้เราจำทุกอย่างในอดีตได้หมด เราจะเป็นสุขหรือเป็นทุกข์ เราจะขัดแย้งกันมากแค่ไหนหากสาวไปถึงอดีตชาติ เพราะไม่รู้ใครจะเป็นสามีภรรยาของใคร เป็นพ่อเป็นแม่ของใครมาก่อน ด้วยเหตุนี้ธรรมชาติจึงทำให้มนุษย์ส่วนใหญ่จำอดีตชาติไม่ได้ เพื่อป้องกันความสับสนในชีวิต ผู้ที่อยากให้ชีวิตชาตินี้หรือชาติหน้าเป็นอย่างไร จงลงมือเดินทางตามแผนชีวิตที่สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสไว้ดีแล้วเถิด" พระราชญาณกวีกล่าว














วันอาทิตย์ที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2557

สรุปเหตุการณ์จาก อดีตผู้พิพากษาหัวหน้าคณะศาลฎีกา



ยินดี วัชรพงศ์ ต่อสุวรรณ
อดีตผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกา
1 มี.ค. 57

จากสถานการณ์บ้านเมืองที่มีความวุ่นวายตั้งแต่ก่อนยุบสภาเพราะมีการชุมนุมของประชาชนจนกลายมาเป็นมวลมหาประชาชน ก็มีเหตุอันเนื่องมาจากการกระทำของรัฐบาลที่ได้กระทำการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ออกกฎหมายนิรโทษกรรม ออกกฎหมายกู้ยืมเงินจำนวนสองล้านล้านบาท ซึ่งผูกพันเป็นภาระหนี้เป็นเวลานานเกินสมควร รวมทั้งนโยบายรับจำนำข้าวซึ่งเป็นโครงการที่รับประกันการขาดทุนตลอดกาล และเป็นโครงการที่เอื้อให้มีการทุจริตคอรัปชั่นได้ทุกขั้นตอนของการรับจำนำข้าว และ ฯลฯ การกระทำดังกล่าวก็โดยอาศัยเสียงข้างมากในรัฐสภาโดยไม่คำนึงถึงความเสียหายที่จะเกิดขึ้นและความต้องการที่แท้จริงของประชาชนโดยรวม ตลอดจนไม่รับผิดชอบต่อเด็กและเยาวชนซึ่งเป็นผู้ที่จะมีสิทธิและมีส่วนได้เสียในอนาคตของประเทศ จนศาลรัฐธรรมนูญได้มีคำวินิจฉัยในกรณีแก้ไขรัฐธรรมนูญที่มาของสมาชิกวุฒิสภาว่าการกระทำของผู้ถูกร้องทั้งหมด ( ส่วนใหญ่เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคร่วมรัฐบาล) เป็นการกระทำเพื่อได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศโดยวิธีการซึ่งมิได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญมาตรา 68 วรรคหนึ่ง ( คำวินิจฉัยที่ 15-18/2556 )

เมื่อศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยแล้ว พรรคเพื่อไทยซึ่งเป็นรัฐบาลประกาศไม่ยอมรับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ มวลมหาประชาชนได้เรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีลาออกเพื่อปฏิรูปประเทศเพื่อให้การเลือกตั้งครั้งต่อไปเป็นไปด้วยความบริสุทธิ์และยุติธรรม เพราะอดีตที่ผ่านมาการปกครองประเทศไม่ใช่เป็นการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขโดยสมบูรณ์ มีการทุจริตในการเลือกตั้ง มีการใช้อำนาจโดยไม่ชอบและไม่เป็นธรรมและ ฯลฯ

นายกรัฐมนตรีไม่ลาออกแต่ได้ยุบสภาเพื่อให้มีการเลือกตั้งใหม่ การยุบสภามีผลกับประชาชนโดยนัยสำคัญทางรัฐธรรมนูญคือ อำนาจอธิปไตยกลับคืนมาเป็นของประชาชนตามรัฐธรรมนูญมาตรา 3 โดยสมบูรณ์และไม่มีเงื่อนไข

การยุบสภามีผลต่อรัฐบาลทางรัฐธรรมนูญคือ “ คณะรัฐมนตรีที่พ้นจากตำแหน่งต้องอยู่ในตำแหน่งเพื่อปฏิบัติหน้าที่ต่อไป” การดำรงอยู่ในตำแหน่งของคณะรัฐมนตรีจึงไม่ได้ทำหน้าที่โดยเป็นผู้ใช้อำนาจอธิปไตยของปวงชนชาวไทย แต่ทำหน้าที่โดยอาศัยสิทธิและหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 181 ในฐานะ “ คณะรัฐมนตรีที่พ้นจากตำแหน่ง ” ซึ่งอาจเรียกได้ว่า “ คณะรัฐมนตรีรักษาการรัฐบาล ”

เมื่อมวลมหาประชาชนซึ่งเป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตย และมีอำนาจอธิปไตยโดยสมบูรณ์เพราะมีการยุบสภาแล้ว ได้เรียกร้องให้มีการปฏิรูปประเทศก่อนที่จะมีการเลือกตั้ง แต่คณะรัฐมนตรีรักษาการต้องการให้มีการเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญ จึงเกิดข้อขัดแย้งระหว่างมวลมหาประชาชนกับคณะรัฐมนตรีรักษาการรัฐบาล กรณีจึงเป็นความขัดแย้งระหว่างเจ้าของอำนาจอธิปไตย กับคณะรัฐมนตรีรักษาการรัฐบาล ข้อขัดแย้งดังกล่าวได้นำมาซึ่งการรวมตัวชุมนุมคนเสื้อแดงหรือ นปช. ใช้ชื่อการชุมนุมว่า “ นปช. ลั่นกลองรบ ” ในการชุมนุมได้มีคณะรัฐมนตรีรักษาการรัฐบาลได้เข้าร่วมประชุมด้วยอย่างน้อย 2 คนคือ นายณัฐวุฒิ ไสยเกื้อ นายจารุพงษ์ เรืองสุวรรณ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย จากเจตนาในการชุมนุมได้แสดงต่อสาธารณะโดยชัดแจ้งว่า ต้องการจะแบ่งแยกดินแดนภาคเหนือและอีสานออกจากราชอาณาจักรไทย ประกาศวางแผนการต่อสู้ทำสงครามกลางเมืองกับมวลมหาประชาชนที่ชุมนุมในกรุงเทพมหานคร แผนการการกระทำดังกล่าวที่ได้เปิดเผยต่อสาธารณชนนั้นเป็นการประกาศทำการรบและเตรียมความพร้อมที่จะทำการรบเพื่อแบ่งแยกประเทศและกระทำการอันเป็นการก่อการร้าย โดยไม่ปรากฏว่าคณะรัฐมนตรีรักษาการรัฐบาลคนใดได้ห้ามปรามและแสดงความไม่เห็นด้วย หรือแสดงความรับผิดชอบแต่อย่างใด จนผู้บัญชาการทหารบกได้แสดงความหนักใจว่าจะเกิดสงครามกลางเมือง การกระทำดังกล่าวของคณะรัฐมนตรีรักษาการรัฐบาลและ นปช. เป็นการกระทำความผิดอาญาที่เข้าข่ายในความผิดต่อความมั่นคงของรัฐภายในราชอาณาจักรตามป.อาญา มาตรา 113 , 114 และเป็นความผิดสำเร็จแล้วตามมาตรา 114 เพราะได้มีการสะสมกำลังพลหรืออาวุธ ตระเตรียมการอื่นใด หรือสมคบกันเพื่อเป็นกบฏ หรือกระทำความผิดใดๆอันเป็นส่วนหนึ่งของแผนการเพื่อเป็นกบฏ หรือยุยงให้ราษฎรเป็นกบฏ หรือรู้ว่ามีผู้จะเป็นกบฏแล้วกระทำการใดๆอันเป็นการช่วยปกปิดไว้

และได้มีการกระทำความผิดต่อความมั่นคงของรัฐภายนอกราชอาณาจักรตามป.อาญามาตรา 121 ซึ่งบัญญัติว่า “ คนไทยคนใดกระทำการรบต่อประเทศ............. ต้องระวางโทษประหารชีวิตหรือจำคุกตลอดชีวิต” ซึ่งการกระทำความผิดอาญาตามมาตรา 121 นั้น การตระเตรียมการ หรือพยายามกระทำความผิด หรือเป็นผู้สนับสนุนก็เป็นการกระทำความผิดสำเร็จ เพราะกฎหมายให้ลงโทษเท่ากับความผิดสำเร็จตามมาตรา 128 , 129 และหลังจากที่ได้มีการชุมนุมประกาศเจตนารมณ์ของคณะรัฐมนตรีรักษาการรัฐบาลและนปช.ดังกล่าว ก็ได้เกิดเหตุการณ์ที่มีความรุนแรงต่อการชุมนุมของมวลมหาประชาชนเป็นระยะๆมีคนตายและบาดเจ็บ อันเป็นการกระทำที่เข้าข่ายการก่อการร้าย มีการปิดล้อมที่ทำการปปช.โดยนายกรัฐมนตรีไม่ไปรับทราบข้อกล่าวหาของปปช.ตามที่ได้แจ้งนัดหมายไว้แล้วพฤติการณ์ดังกล่าวส่อให้เห็นเจตนาที่มีการกระทำการบต่อประเทศร่วมกัน โดยนายกรัฐมนตรีได้แสดงเจตนาชัดแจ้งที่ต้องการอยู่ในตำแหน่งรักษาการรัฐบาลเพื่อรักษาประชาธิปไตยต่อไป ซึ่งสอดคล้องกับข้อเสนอรัฐบาลที่ได้ประกาศในที่ประชุม “ นปช.ลั่นกลองรบ” โดยนายณัฐวุฒิที่ให้นายกฯยืนหยัดต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยไม่ลาออกเด็ดขาดไม่ว่าในกรณีใดๆ ข้อเท็จจริงที่ปรากฏต่อสาธารณะในการประชุม “ นปช.ลั่นกลองรบ” มีข้อสรุปที่เป็นข้อเสนอต่อรัฐบาล 11 ข้อ และมีข้อเสนอต่อนปช. 11 ข้อ ข้อเสนอดังกล่าวได้นำเสนอโดยนายณัฐวุฒิ ซึ่งเป็นคณะรัฐมนตรีรักษาการรัฐบาล และเป็นแกนนำนปช.เสื้อแดง ข้อเสนอที่ให้ทั้งรัฐบาลและนปช.กระทำนั้น เป็นการให้คนไทยทำการรบต่อประเทศของตน ในขณะที่คณะรัฐมนตรีรักษาการรัฐบาลทำหน้าที่เป็นรัฐบาล และมีการเตรียมการวางแผนว่า เมื่อทำการรบต่อประเทศของตนไม่สำเร็จก็ให้ไปตั้งรัฐบาลพลัดถิ่น โดยแบ่งแยกประเทศไปตั้งรัฐบาลในภาคเหนือหรืออีสาน

การที่คณะรัฐมนตรีรักษาการรัฐบาลได้กระทำความผิดอาญาร้ายแรงในข้อหาความผิดต่อความมั่นคงของรัฐและเป็นความผิดสำเร็จแล้ว จึงหมดสิทธิในการเป็นคณะรัฐมนตรีรักษาการรัฐบาลในทันทีและจะต้องถูกดำเนินคดี การกระทำความผิดอาญาของคณะรัฐมนตรีรักษาการรัฐบาลไม่ใช่เป็นเรื่องการรักษาประชาธิปไตย แต่เป็นเรื่องความปลอดภัยของประชาชน ซึ่งต้องดำเนินการตามกฎหมายเพื่อความปลอดภัยของประชาชน ซึ่งเป็นกฎหมายสูงสุด ( Le saiut du people est la supreme loi ) เพราะเป็นเรื่องคนไทยกระทำการรบต่อประเทศของตนเองและแบ่งแยกดินแดนของประเทศตนเอง ซึ่งเป็นมหันตภัยอย่างร้ายแรง มวลมหาประชาชนจะต้องดำเนินการเพื่อความปลอดภัยสูงสุดของประเทศชาติและประชาชน โดยต้องดำเนินการเพื่อให้เกิดหน้าที่และความรับผิดชอบในทางกฎหมายของเจ้าหน้าที่ที่จะต้องปฏิบัติตามอำนาจหน้าที่คือ

1. แจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจชั้นผู้ใหญ่ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 1 (17) ซึ่งเป็นผู้มีอำนาจหน้าที่ที่จะต้องดำเนินการตามกฎหมายโดยตรง อันมีปลัดกระทรวงมหาดไทย อธิบดีกรมการปกครอง ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ เป็นต้น ให้ทำการสืบสวน สอบสวน จับกุมดำเนินคดีผู้กระทำความผิด ซึ่งปรากฏหลักฐานเป็นสาธารณะแล้ว

2. ต้องแจ้งความร้องทุกข์ต่อผู้บัญชาการทหารสูงสุดในฐานะเป็นผู้บังคับบัญชากองทัพไทยและกองบัญชาการกองทัพไทย ผู้บัญชาการทหารบก ผู้บัญชาการทหารเรือ และผู้บัญชาการทหารอากาศ ให้ดำเนินคดีกับคณะรัฐมนตรีรักษาการรัฐบาลรวมทั้งนายกรัฐมนตรีซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ทางทหาร อันเป็นเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญาที่อยู่ในข่ายเป็นผู้ร่วมกระทำความผิดด้วย และเป็นเรื่องการกระทำความผิดที่เป็นภัยต่อความมั่นคงของรัฐและการก่อการร้าย อันจำเป็นต้องใช้กำลังทหาร ตามพระราชบัญญัติจัดระเบียบราชการกระทรวงกลาโหม พ.ศ. 2551 มาตรา 8 , 36 , 40เมื่อแจ้งความร้องทุกข์กล่าวโทษแล้ว เจ้าหน้าที่ทางทหารจะต้องรับผิดชอบดำเนินการให้เป็นไปตามกฎหมายโดยไม่อาจหลีกเลี่ยงได้

3. การที่คณะรัฐมนตรีรักษาการรัฐบาลได้ร่วมกับนปช. กระทำความผิดอาญาในความผิดต่อความมั่นคงของรัฐทั้งภายในและภายนอกราชอาณาจักรนั้น เป็นการใช้สิทธิและเสรีภาพการเป็นรัฐมนตรีรักษาการตามรัฐธรรมนูญมาตรา 181 เพื่อล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ซึ่งประเทศไทยเป็นราชอาณาจักรอันหนึ่งอันเดียวจะแบ่งแยกมิได้ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 1 จึงเป็นการกระทำเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจการปกครองประเทศโดยวิธีการซึ่งมิใช่เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ มวลมหาประชาชนจะต้องร้องให้อัยการสูงสุดตรวจสอบข้อเท็จจริงและให้อัยการสูงสุดยื่นคำร้องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยสั่งการให้คณะรัฐมนตรีที่พ้นจากตำแหน่งไม่ต้องอยู่ในตำแหน่งเพื่อปฏิบัติหน้าที่ต่อไป และขอให้ศาลรัฐธรรมนูญสั่งยุบพรรคการเมืองตามรัฐธรรมนูญมาตรา 68

4. ในขณะนี้อยู่ในช่วงเวลาการเลือกตั้ง มวลมหาประชาชนจะต้องร้องทุกข์ต่อกล่าวโทษคณะกรรมการการเลือกตั้งให้ทำการสอบสวนและดำเนินคดี ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมืองมาตรา 9 เพราะได้มีการกระทำของหัวหน้าพรรคการเมืองไปร่วมประชุมกับแกนนำนปช. มีการปลุกระดมประกาศแยกดินแดนออกจากราชอาณาจักรไทยตั้งเป็นประเทศใหม่ ตั้งรัฐบาลพลัดถิ่น อันเป็นการกระทำความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงของรัฐทั้งภายในและภายนอกราชอาณาจักร คณะกรรมการการเลือกตั้งเป็นผู้เสียหายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาและกฎหมายอื่น ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้งฯ มาตรา 21 คณะกรรมการการเลือกตั้งจึงมีอำนาจหน้าที่ต้องดำเนินการในการกระทำความผิดต่างๆได้ตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องต่อไป
See More



สถาบัน "พลังจิตตานุภาพ" โดย หลวงพ่อ "วิริยังค์ สิรินธโร" เผยแพ่วิชาสัมมาสมาธิเพื่อสร้างสันติสุขให้กับโลก
















Photo: อรุณสวัสดิ์วันอาทิตย์

กลอนแต่งเอง.....ไม่ไพเราะ แต่จากใจนะ....

เสียงนกก้องร้องทักทายในยามเช้า 
ลมเบา ๆ พัดปลิวพริ้วไหว ๆ
ฟ้าสีครามงามอ่อนแดดรำไร 
มองแล้วใจสุขสดใส...ให้ผันตาม

ยิ้มรับมันเช้าวันใหม่ที่แสนสุข
ร้องเพลงปลุกพลังใจให้เคลื่อนไหว
อีกไม่ช้าอาทิตย์ตกจะหมดไฟ
รีบ ๆ ไปทำตามฝันกันเถอะเรา.....




การเดินทางของหลวงพ่อวิริยังค์ สิรินฺธโร ในขณะที่ท่านมีอายุ93ปี เพื่อเผยเเผ่วิชาสัมมาสมาธิ (Meditation Instructor Course) เพื่อสร้างสันติสุขให้กับโลกที่ประเทศเเคน­าดา The Middle Path Meditation for World Peace by Ven. เผยแพร่เมื่อ 10 ต.ค. 2012 เพลง อรุณทอแสง ประพันธ์คำร้องโดย หลวงพ่อวิริยังค์ สิรินฺธโร
เรียบเรียงฯ โดย อ๋อ ณธนา ทองบางพลี อรุณทอแสง คาราโอเกะ  /   ขับร้องโดย ปาน ธนพร แวกประยูร ฮรุณทอแสง (ไม่มีเนื้อร้อง)


















The sun is shining. Shining by the power of hearts. The sun is shining . Shining. Always shining. Always shine.. With meditating minds. We’ll not turn away but get mind recharged. We all come together with a will. Spring of loves is shining like bright sky.




พระพุทธรูปที่ใหญ่ที่สุดในโลก
Photo: พระพุทธรูปที่ใหญ่ที่สุดในโลก วัดม่วง จ.อ่างทอง

ประวัติความเป็นมา พระพุทธมหานวมินทร์ศากยมุนีศรีวิเศษชัยชาญ วัดม่วง (หลวงพ่อใหญ่)

หลวงพ่อเกษม อาจารสุโภ เป็นผู้วางศิลาฤกษ์ ด้วยตัวของท่านเอง เมื่อวันที่ 9 มีนาคม 2534 และต่อมา วันที่ 2 พฤษภาคม 2534 ได้ทำพิธีตอกลงเข็มเสาเอก หลวงพ่อเกษมเป็นประธานดำเนินการก่อสร้าง ร่วมกับลูกศิษย์และ ประชาชนผู้มีใจบุญทั้งหลาย เข้ามาร่วมกันก่อสร้างองค์พระ ทำให้ได้มีเงินทุนมากพอ ในการก่อสร้าง การหล่อหลอมสร้างองค์พระ ใช้วัสดุ อิฐ หิน ปูน ทราย หลวงพ่อใช้เงินทุกบาท ทุกสตางค์ จากผู้มาบริจาคในวัด เงินจากที่หลวงพ่อออกปฎิบัติกิจนิมนต์ เงินจากการทอดกฐิน ทอดผ้าป่า และงานบุญต่างๆในวัด และพร้อมด้วยคณะศิษย์ของหลวงพ่อ โดยหลวงพ่อได้ควบคุมการก่อสร้างเองมาตลอด มาระยะหลัง หลวงพ่อเกษมตรากตรำงานมาก จึงมีร่างกายอ่อนเพลีย ได้ให้หมดตรวจร่างกาย พบว่าเป็นมะเร็งที่ตับ จึงเข้ารับการรักษา ที่โรงพยาบาลศิริราช ตึก 84 ปี ชั้น 9 ห้อง 925 หมอได้ทำการรักษาไม่กี่เดือน ก็ได้มรณภาพลง เมื่อวันที่ 7 มีนาคม 2544 ศิริอายุได้ 54 ปี 6 เดือน 7 วัน

หลวงพ่อเกษม เคยสั่งบอกฝากกับลูกศิษย์ การก่อสร้างองค์พระ ให้ช่วยกันก่อสร้างต่อจากหลวงพ่อ ให้เสร็จ และหลวงพ่อเกษมได้ตั้งนามองค์พระเอาไว้ว่า “พระพุทธมหานวมินทร์ศากยมุนีศรีวิเศษชัยชาญ” พระนามนี้หลวงพ่อเกษมตั้งใจสร้างองค์พระนี้ เพื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่9 คณะลูกศิษย์หลวงพ่อเกษม ได้พร้อมใจรวมพลัง ช่วยกันสร้างร่วมกับ ประชาชนผู้มีจิตศรัทธาด้วย จนการก่อสร้างองค์พระ ได้เสร็จสมบูรณ์ เมื่อวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2550 มีระยะเวลาการก่อสร้างรวมประมาณ 16 ปี และวัดหน้าตักองค์พระได้ 63.05 เมตร ความสูงจากฐานองค์พระ ถึงยอดเกศา วัดได้ 95 เมตร ใช้เงินประมาณ 104,261,089.65 บาท



พระพุทธรูปที่ใหญ่ที่สุดในโลก วัดม่วง จ.อ่างทอง

ประวัติความเป็นมา พระพุทธมหานวมินทร์ศากยมุนีศรีวิเศษชัยชาญ วัดม่วง (หลวงพ่อใหญ่)

หลวงพ่อเกษม อาจารสุโภ เป็นผู้วางศิลาฤกษ์ ด้วยตัวของท่านเอง เมื่อวันที่ 9 มีนาคม 2534 และต่อมา วันที่ 2 พฤษภาคม... 2534 ได้ทำพิธีตอกลงเข็มเสาเอก หลวงพ่อเกษมเป็นประธานดำเนินการก่อสร้าง ร่วมกับลูกศิษย์และ ประชาชนผู้มีใจบุญทั้งหลาย เข้ามาร่วมกันก่อสร้างองค์พระ ทำให้ได้มีเงินทุนมากพอ ในการก่อสร้าง การหล่อหลอมสร้างองค์พระ ใช้วัสดุ อิฐ หิน ปูน ทราย หลวงพ่อใช้เงินทุกบาท ทุกสตางค์ จากผู้มาบริจาคในวัด เงินจากที่หลวงพ่อออกปฎิบัติกิจนิมนต์ เงินจากการทอดกฐิน ทอดผ้าป่า และงานบุญต่างๆในวัด และพร้อมด้วยคณะศิษย์ของหลวงพ่อ โดยหลวงพ่อได้ควบคุมการก่อสร้างเองมาตลอด มาระยะหลัง หลวงพ่อเกษมตรากตรำงานมาก จึงมีร่างกายอ่อนเพลีย ได้ให้หมดตรวจร่างกาย พบว่าเป็นมะเร็งที่ตับ จึงเข้ารับการรักษา ที่โรงพยาบาลศิริราช ตึก 84 ปี ชั้น 9 ห้อง 925 หมอได้ทำการรักษาไม่กี่เดือน ก็ได้มรณภาพลง เมื่อวันที่ 7 มีนาคม 2544 ศิริอายุได้ 54 ปี 6 เดือน 7 วัน

หลวงพ่อเกษม เคยสั่งบอกฝากกับลูกศิษย์ การก่อสร้างองค์พระ ให้ช่วยกันก่อสร้างต่อจากหลวงพ่อ ให้เสร็จ และหลวงพ่อเกษมได้ตั้งนามองค์พระเอาไว้ว่า “พระพุทธมหานวมินทร์ศากยมุนีศรีวิเศษชัยชาญ” พระนามนี้หลวงพ่อเกษมตั้งใจสร้างองค์พระนี้ เพื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่9 คณะลูกศิษย์หลวงพ่อเกษม ได้พร้อมใจรวมพลัง ช่วยกันสร้างร่วมกับ ประชาชนผู้มีจิตศรัทธาด้วย จนการก่อสร้างองค์พระ ได้เสร็จสมบูรณ์ เมื่อวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2550 มีระยะเวลาการก่อสร้างรวมประมาณ 16 ปี และวัดหน้าตักองค์พระได้ 63.05 เมตร ความสูงจากฐานองค์พระ ถึงยอดเกศา วัดได้ 95 เมตร ใช้เงินประมาณ 104,261,089.65 บาท
See More



ประวัติ กำนัน สุเทพ เทือกสุบรรณ









ย้อนอดีต "ลุงกำนัน" บทสัมภาษณ์ลงนิตยสารลลนา เมื่อ 30 ปีที่แล้ว ขณะนั้นยังเพิ่งเป็น ส.ส.สมัยแรก และ เป็นเลขารัฐมนตรีพาณิชย์ ชื่อ ชวน หลีกภัย
"ผมถือว่าผมอยู่ในระดับไหนก็ได้ เป็นผู้แทนก็ได้ เป็นกำนันก็ได้ เป็นอะไรก็ได้ มีอะไรก็ต้องพยายามทำ ผมไม่ได้ถือว่ามันเป็นอาชีพ ผมถือว่ามันเป็นภาระหน้าที่ มันเป็นหนี้สังคมส่วนหนึ่ง ที่ผมต้องชดใช้ ผมคิดว่าผมต้องทำอะไรให้สังคมบ้าง"
สุเทพ เทือกสุบรรณ...
ก.พ. 2525


















เรื่องที่คุณอาจจะยังไม่รู้ของ กำนันสุเทพ เทือกสุบรรณ ชายผู้ไม่ยอมแพ้ แม้ถูกหยัน

ต้นตระกูลของกำนันสุเทพ สมัยสงครามเก้าทัพ พ.ศ. 2328 เป็นทหารเอกในกรมพระราชวังบวร(วังหน้า) ยกทัพมาตีเมืองท่าทอง(ปัจจุบันคือสุราษฏร์ฯ)คืนจากพม่า ชื่อนายสม พอวังหน้าตีเมืองคืนได้ ก็มอบหมายนายสมเป็นเจ้าเมือง ต่อมาได้รับตำแหน่ง พระวิสูตรสงครามรามภักดี เมื่อเสียชีวิตลง ลูกชายคนที่4 ชื่อเดชก็เป็นเจ้าเมืองสืบต่อมา ได้รับตำแหน่...ง หลวงเทพพิทักษ์สุนทร(เดช)เจ้าเมืองท่าทอง ลูกชายหลวงเทพพิทักษ์(เดช)คนโต ชื่อนายครุฑ เป็นต้นตระกูลเทือกสุบรรณ สืบต่อมาอีก 3 รุ่น ก็มาเป็นลุงกำนันสุเทพของพวกเรา

ลุงกำนันเดินแขนงอๆ เหมือนกร่างๆ เพราะตอนเด็กประสบอุบัติเหตุ ตกเกวียน แขนหัก แล้วไปรักษากับหมอพื้นบ้าน รักษาผิดวิธี แขนขวาเลยยืดได้ไม่เกิน 90 องศา เป็นเหตุให้แกไม่เชื่อหมอพื้นบ้านอีกเลย ตอนขึ้นเวทีประชาชนราชดำเนิน เขาบอกให้ยกมือขวาแบบไมโครหน่อย แกบอกว่ายกได้แค่นี้ครับ

กำนันสุเทพสำเร็จการศึกษา ระดับปริญญาตรี ศิลปศาสตร์บัณฑิต (รัฐศาสตร์) จาก มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เมื่อปี พ.ศ. 2515 โดยในขณะที่ศึกษาอยู่ได้รับการเลือกให้เป็นประธานนักศึกษาของมหาวิทยาลัย และ ได้พบกับ คุณจุฑาภรณ์ ครองบุญ ภรรยาคนแรกที่นั่นเอง

กำนันสุเทพไปศึกษาต่อที่อเมริกาโดยบอกพ่อ(กำนันจรัส)ว่าได้ทุนไปเรียน แต่จริงๆมีเพียงค่าเครื่องบิน เมื่อลงเครื่องก็ไปล้างจานเพื่อหาค่าเทอมเลย แล้วทำงานสองกะต่อวัน(16 ชั่วโมง) เช่น โรงงานชำแหละเนื้อ โรงงานทำกระเป๋า ฯลฯ โดยไม่มีวันหยุดจน สำเร็จการศึกษา ระดับปริญญาโท M.A. Political Sciences จาก Middle Tennesse State University ประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อปี พ.ศ. 2518

หลังจากสำเร็จการศึกษา ระดับปริญญาโทกลับมา กำนันสุเทพได้ลงสมัครรับเลือกตั้งเป็น กำนันตำบลท่าสะท้อน ต่อจากกำนันจรัส ผู้เป็นบิดา และชนะเลือกตั้ง ทำให้ได้เป็นกำนัน ขณะมีอายุเพียงประมาณ 26 ปี โดยมีวุฒิการศึกษาระดับ ปริญญาโทจากเมืองนอก ขณะที่ประเทศไทยในช่วงนั้น รัฐมนตรีบางกระทรวง ยังจบการศึกษา แค่ประถมศึกษาปีที่ 4 นับเป็นกำนันปริญญาโท คนแรกของประเทศไทย

ต่อมากำนันสุเทพตัดสินใจลงเล่นการเมืองระดับประเทศ โดยลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และ ได้เป็น ส.ส.จังหวัดสุราษฎร์ธานี สมัยแรกเมื่อปี พ.ศ. 2522 และหลังจากนั้นสามารถชนะเลือกตั้ง ได้เป็น ส.ส. อย่างต่อเนื่องถึง 10 สมัย และดำรงตำแหน่งสำคัญระดับรัฐมนตรี คือ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ 2 สมัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม และ รองนายกรัฐมนตรี

ภรรยาคนแรกของกำนันเสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งด้วยอายุเพียง 39 ปีทิ้งให้กำนันเป็นทั้งพ่อและแม่ ดูแลลูกๆ 3 คน มาโดยตลอด หลังจากภรรยาเสียชีวิต ได้ไปบวชเรียนที่สวนโมกขพลาราม 40 วัน โดยมีท่านพุทธทาส ภิกขุ เป็นอาจารย์ และ ยังคงปฎิบัติเป็น "ศิษย์สวนโมกข์" อย่างสม่ำเสมอ

สมัยเป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กำนันสุเทพถูกพรรคฝ่ายค้านคือพรรคชาติไทย ที่มีนายบรรหาร ศิลปอาชา เป็นหัวหน้าพรรค เปิดอภิปรายเรื่องการแจกที่ดินทำกินแก่เกษตรกร หรือที่เรียกกันว่า สปก.4-01 กำนันสุเทพลาออกจากรัฐมนตรีเพื่อพิสูจน์ข้อกล่าวหากับ ป.ป.ช โดย ป.ป.ช ในยุคนั้นได้ตัดสินเป็นเอกฉันท์ 9-0 ว่ากำนันไม่มีความผิด และไม่เคยถูกฟ้องร้องดำเนินคดีในชั้นศาลเกี่ยวกับกรณี สปก.4-01 แต่อย่างใด แต่ยังคงมีการนำกรณีดังกล่าว มาอ้างอิงเพื่อโจมตีทางการเมืองต่อสุเทพและพรรคประชาธิปัตย์มาโดยตลอด

กำนันสุเทพเป็นคนชอบการอ่านหนังสือเป็นอย่างยิ่ง และมีความสามารถในการอ่านหนังสือได้ทุกที่ และรวดเร็วมาก (2-3 เล่มต่อหนึ่งสัปดาห์เป็นอย่างน้อย) หนังสือที่อ่านมีทุกประเภท ตั้งแต่หนังสือวิชาการ นักสือการเมืองไปจนถึงหนังสือนิยายเด็กอย่างแฮร์รี่ พ๊อตเตอร์ เป็นที่มาของการใช้ภาษาบนเวทีปราศรัยได้อย่างถูกต้อง ส่วนหนังสือที่ชอบมากที่สุดได้แก่หนังสือนิยายกำลังภายในจีน คาดว่าจะเป็นที่มาของคำว่า "ผมขอคารวะ" ก่อนการปราศรัยบนเวทีประชาชน
See More



















































บทวิเคราะห์ถึงเนื้อในกลวงของระบอบทักษิน/พลโทปรีชา จันทร์โอชา...น้องชาย บิ๊กตู่ ...take action....

Photo: การบรรยายเรื่องภัยคุดคามยุคใหม่แก่คณะนายทหาร กรมข่าว


By Paisal Puechmongkol
บทวิเคราะห์ถึงเนื้อในกลวงของระบอบทักษิน
หมื่นทิวา พันราตรี
***ระบอบทักษิณ กำลังมัดคอตัวเอง ... ดาบนั้นคืนสนอง (แพ้ภัยตัวเอง)***
๑.จากภาพของการชุมนุมของกลุ่มพี่น้องเสื้อแดง ที่โคราช พบว่า
๑.๑. ระบบจำนำข้าว “ประชานิยมกลุ่มรากหญ้า” ทำพิษจริงๆ เสียมวลชนมหาศาล พลพรรคเสื้อแดงมาน้อยเกินคาด จนแกนนำต้องประเมินสถานการณ์ใหม่ บทปลุกระดมที่เตรียมไว้ต้องเปลี่ยนโพยกลางอากาศ แต่ลืมแจ้งโพยที่เปลี่ยนให้กับสมาชิกที่ต้องขึ้นมาพูด เลยมีการผิดคิว ผสมเล่นนอกบทให้เห็น (Over Action) สรุป แผนที่จะยกพล เข้ากรุง ต้องยกเลิกไปเหมือนหลายๆครั้งที่ผ่านมา
๑.๒. กว่า ๙๐ % บอกได้เลยว่าจ้างมา ที่เหลือ ถูกหลอกมา ถูกบังคับ และมาแบบงงๆ ที่มาร่วมเพราะมีอุดมการณ์จริงๆ ไม่ถึง ๑% (ขนาดให้ สส.เผาไทย ทั้งกวาดทั้งต้อนมายังมาได้แค่นี้)

๒.ระบบ คอรัปชั่น กินหัวคิว หรือ ต้องมีผลประโยชน์ ที่เคยปลูกฝังไว้ ย้อนกลับมาหา แม้ว ในทุกๆภาระกิจ

๒.๑. ไม่ว่าจะเป็นการชุมนุมครั้งไหนๆ แกนนำกินหัวคิวเป็นทอดๆ แม้วจ่ายหัวละ ๕๐๐ – ๑,๐๐๐ บาทมาถึงมือผู้รับจริงๆ ไม่ถึง ๓๐๐ บาท หรือน้อยกว่านั้น บางกลุ่มที่เคยมาเพราะเกรงบารมีอิทธิพล ส.ส. โดยไม่ได้เงินแม้แต่บาทเดียว การชุมนุมในปัจจุบัน มวลชนส่วนนี้จึงพยายาม “หลบได้ หลบ...หนีได้ หนี”

๒.๒. เพราะระบอบทุนทักษิณ ว่าด้วย “เงินเป็นหลัก” แกนนำหลายคนทำให้เห็นเองว่า... “สู้แล้วรวย”... คนอื่นๆเลยเอาอย่าง เพราะฉะนั้น ไอ้ที่ว่าจะมาด้วยใจ ไม่มีแล้ว สังเกตได้จากการชุมนุมแต่ละครั้ง “มาเร็ว ไปเร็ว” ถ้าจะให้อยู่ต่อต้องจ่าย OT.พูดง่ายๆ...“เงินไม่มา งานไม่เดิน”....ล่าสุด MOB เสื้อแดง ปิด ปปช. ประกาศว่าจะมาเป็นแสน ที่ไหนได้ ๒๐๐ คนยังไม่ถึง (จะเรียกว่าMOB ยังอายปาก) แต่เชื่อเหอะ...ลืมเติมเงินเมื่อไหร่กลับทันที!!...(สังเกตให้ดี ไม่มีแกนนำแถวหน้าให้เห็นในการปิด ปปช. ครั้งนี้...สงสัยค่าตัวไม่ถึง)

๒.๓. เพราะระบอบทุนทักษิณ ว่าด้วยเรื่อง “เงินและผลตอบแทน” ทำให้ กองกำลังติดอาวุธที่แม้วตั้งมา ต้องทบทวนว่า“ค่าจ้างเริ่มไม่คุ้ม” เพราะครั้งนี้ ไม่ได้รบกับทหารเหมือนอย่างปี ๕๓ แต่ปีนี้เจอพี่ๆ Popcorn ที่รบแบบกองโจร(รบนอกแบบ) แม้แต่ตะกวดแท้ๆ ยังเผ่นป่าราบ ณ ราชดำเนินมาแล้ว(เป็นอีกความอัปยศของวงการตะกวดไทย) ครั้งนี้กองโจรติดอาวุธของแม้วมาเจอ ..“กองโจร VS กองโจร”...ที่ไม่มีความเมตตา...ไม่มีเงื่อนไขทางกฎหมาย ไม่เหมือนทหาร(ทหารจะทำอะไรตาต่อตาฟันต่อฟัน ก็ลำบากติดขัดไปหมด) แต่พี่ๆ Popcorn ที่มียุทธวิธีและผ่านการรบนอกแบบมาโดยตรง(ศิษย์มีครู) แถมเป็นฝ่ายตั้งรับในที่ตั้ง วางแนวระวังป้องกันดักซุ่มไว้หลายชั้น ล่าสุดคืนวันที่ ๒๕ก.พ.๕๗ ถูกล่อมาเข้าพื้นที่สังหาร...เจอสอนมวยกลับไป...เลยต้องคิดแล้วคิดอีก จะคุ้มมั๊ยกับค่าจ้าง (ข่าวว่ากำลังเจรจาขึ้นค่าตัวกันอยู่) ดังนั้น กองกำลังติดอาวุธ ที่แกนนำคุยโม้ว่าจะใหญ่โตมโหฬาร จึงเป็นได้แค่เพียง...ฝูงหมาลอบกัด..รังแก“เด็กกับผู้หญิง” ไปวันๆ แถมลดจำนวนลงเรื่อยๆ

๒.๔. เพราะระบอบทุนทักษิณ ว่าด้วย “ระบบอุปถัมภ์” พวกใครพวกมัน เสื้อแดงแต่ละกลุ่มก็มีผู้นำของตัวเอง แข่งกันเอาหน้า ให้เข้าตานายใหญ่ ไม่มีใครมีสิทธิบัญชาการเด็ดขาด ต่างก็คิดว่า กูก็สายตรงนายใหญ่เหมือนกัน จึงเริ่มมีการ ตัดขากันเอง ในทุกๆระดับ จึงเห็นการเดินเกมที่ไม่เป็นเอกภาพ เล่นนอกบท ,ทำเกินสั่ง,
ปิดปากกันเอง ,เปลี่ยนม้ากลางศึก ,เสร็จศึกฆ่าขุนพล ฯลฯ หลายคนเริ่มกลัวจะเป็นอย่างเสธ แดง ที่พลาดเล่นนอกบทคิดว่า นายรัก เป็นสายตรงนายใหญ่ สุดท้ายตาย...ข้อหาห้ามแล้วไม่ฟัง (นึกดูดีๆ ช่วงที่เสธแดงถูกยิงตาย ขณะนั้นไม่มีแกนนำคนไหนอยู่ใกล้ๆ ในขณะเกิดเหตุ ไม่มีแม้แต่การปราศรัยขึ้นเวทีด้วยซ้ำ พูดตรงๆคือรู้ล่วงหน้าว่าจะเกิดเหตุกับเสธแดง เลยพากันหลบไปก่อน)

***๒.๕. กระแส แบ่งแยกประเทศ (ข้อนี้สำคัญที่สุด) ทำให้พรรคที่เคยร่วมรัฐบาล และข้าราชการ บิ๊กๆ รู้แล้วว่า นายกำลังจะทิ้งกู เริ่มลังเล…“ประเทศใหม่ของมึง กูจะไปอยู่ตรงไหน”....จับตาดู เมือง“บรรหารบุรี”เสื้อแดงตอนนี้แทบไม่มีบทบาท พรรคไอ้เตี้ย กำลังพยายามหาจุดยืนใหม่ เริ่มเกาะกระแส.. “รักชาวนา” เหมือนนางงามรักเด็ก..(ทั้งๆที่ พรรคไอ้เตี้ย เป็นฝ่ายยกมือสนับสนุนสุดตัว โครงการจำนำข้าว) ดังนั้น กระแสแบ่งแยกประเทศยิ่งแรง แนวร่วมยิ่งลดลง กลุ่มข้าราชการประจำ ไม่เล่นด้วยแน่ ธาริตฯ ,อดุลย์ฯ ,ภาราดรฯ แม้แต่เป็ดเหลิม ก็เริ่มหนาว
ยิ่งกลุ่มธุรกิจไม่ต้องพูดถึง ยังต้องทำมาหากินในเมืองไทยอีกนาน เพราะ แม้วเล่นแรงเกินเหตุ เปิดไพ่เร็วเกินไป ขืนร่วมลงเรือไปด้วย จะพากันไม่มีแผ่นดินจริงๆ ทีนี้แหละ “กบฏ” จริงๆ ไม่มีของปลอม ไม่มีของเทียม

สุดท้ายนี้ นึกถึงคำพูดของ ทักษิณฯ เคยบอกว่า “แพ้ใครไม่เป็น” คงจริง เพราะ ตอนนี้กำลัง “แพ้ภัยตัวเอง”…..เออ กูเริ่มเชื่อมึงแล้ว ไอ้แม้ว

Photo

Wassana Nanuam
น้องชาย บิ๊กตู่ ...take action....
แม่ทัพภาค 3 สั่ง จทบ.เชียงใหม่- พะเยาแจ้งความข้อหากระทำผิดกฎหมายป.อาญา มาตรา 113, 114 เผย สปป.ล้านนา ตั้งชื่อแบบ รัฐใหม่ จับตาพฤติกรรมกลุ่ม แยกประเทศ

ทหารก็เข้าใจว่า สปป.ล้านนา คือตัองการ แยกประเทศ ตั้งรัฐใหม่ เป็นสาธารณรัฐฯ ไม่คิดว่า หมายถึง สมัชชาปกป้อง ปชต.ที่นักวิขาการสายนิติราษฎร์ ตั้งมาตอนรณรงค์เลือกตั้งก่อนปฏืรูป

พลโท ปรีชา จันทร์โอชา แม่ทัพภาคที่ 3 เลยให้สัมภาษณ์ว่า การข่าวของทางกองทัพภาคที่ 3 ได้ดำเนินการตรวจสอบมาโดยตลอด เรื่องแนวคิด แบ่งแยกประเทศ และเมื่อเห็นว่า เข้าข่ายรุนแรง จึงได้สั่งการให้ จังหวัดทหารบกเชียงใหม่ และจัฃหวัดทหารบกพะเยา ไปดำเนินการแจ้งความตามกฎหมาย ในลักษณะฐานกระทำความผิด ตามประมวลกฎหมายอาญา 113
โดย ม.113 ระบุ ว่า ผู้ใดใช้กำลังประทุษร้ายหรือขู่เข็ญว่าจะใช้กำลังประทุษร้ายเพื่อ ล้มล้างหรือเปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญ ล้มล้างอำนาจนิติบัญญัติ อำนาจบริหาร หรืออำนาจตุลาการแห่งรัฐธรรมนูญ หรือให้ใช้อำนาจดังกล่าวแล้วไม่ได้ หรือ แบ่งแยกราชอาณาจักรหรือยึดอำนาจปกครองในส่วนหนึ่งส่วนใดแห่งราชอาณาจักร ผู้นั้นกระทำผิดฐานเป็นกบฎ ต้องระวางโทษประหารชีวิต หรือจำคุกตลอดชีวิต
และ มาตรา 114 ผู้ใดสะสมกำลังพลหรืออาวุธ ตระเตรียมการอื่นใด หรือสมคบกัน เพื่อเป็นกบฏ หรือยุยงราฏษร ให้เป็นกบฏ หรือรู้ว่ามีผู้จะเป็นกบฎ แล้วกระทำการใดอันเป็นการช่วยปกปิดไว้ ต้องระวางโทษจำคุก ตั้งแต่3ปีหรือ15ปี

โดยทาง จังหวัดทหารบกทั้ง 2 แห่ง ได้เข้าดำเนินคดีกับกลุ่ม สปป. ล้านนา เมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา

ขณะเดียวกันเมื่อวันศุกร์ (28 กพ.57) ที่ผ่านมา ได้ใช้อำนาจผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในกองทัพภาคที่ 3 เรียกประชุมผู้ว่าราชการจังหวัดภาคเหนือ 17 จังหวัดเข้าประชุม เพื่อขอความร่วมมือในการช่วยสอดส่องดูแล และตรวจสอบการดำเนินการใดๆ อันจะส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของประเทศ ซึ่งได้รับความร่วมมือจากผู้ว่าราชการจังหวัดทั้ง 17 จังหวัดเป็นอย่างดี

อย่างไรก็ตาม ทางกองทัพไม่สามารถสั่งการผู้ว่าราชการจังหวัดได้ เพราะไม่ใช่ผู้บังคับบัญชาโดยตรง เพียงแต่ขอความร่วมมือจากผู้ว่าราชการจังหวัด ในฐานะผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน จังหวัด และทางกองทัพภาคที่ 3 ได้จับตาดูพฤติกรรมและการเคลื่อนไหวของกลุ่ม สปป. ล้านนา และกลุ่มรักเชียงใหม่อย่างใกล้ชิด และจะรายงานความคืบหน้านี้ให้กับผู้บัญชาการทหารบก รับทราบ ในการประชุมหน่วยขึ้นตรงกองทัพบก ซึ่งจะมีการประชุมในวันพรุ่งนี้ (3 มี.ค. 57 )

แม่ทัพภาค 3 ยืนยันว่า ทหารทำหน้าที่อย่างเต็มที่ และไม่เคยเลือกข้าง และยอมรับการ ในพื้นที่ภาคที่ 3 มีการเคลื่อนไหวของกลุ่มที่อาจสร้างความเข้าใจผิดกับประชาชน
"โดยเฉพาะกลุ่ม สปป. ล้านนา ที่ มีการตั้งเชื่อคล้ายกับ การจัดตั้งรัฐใหม่ ซึ่งถือเป็นการกระทำความผิดตามกฎหมายอาญา และ รัฐธรรมนูญ















































คำทำนาย 'หลวงปู่แห่งตะนาวศรี'/ซาน ซาร์นี โบ ผู้ปรับปรุงดวง "ทักษิณ"




"ทรนง  ศรีเชื้อ" เผยหลัง สนทนากับหลวงปู่ลึกลับ ย้ำ ยุคนี้คือยุคอำมหิต    -ปชช.เดินขบวนไม่ใช่คนธรรมดา เป็นนักรบเก่าแก่ที่เคยกอบกู้แผ่นดิน ส่วนพวกเผาบ้านเผาแผ่นดิน ไม่ใช่เลือดเนื้อเชื้อไทย



วันนี้ ( 2 มี.ค.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สมาชิกผู้ใช้ยูทูปนามว่า "ทรนง ศรีเชื้อ"  ซึ่งเป็นผู้สร้างและผู้กำกับภาพยนตร์ชื่อได้ ได้เล่าถึงการพบพระธุดงค์ที่อำเภอหนองหญ้าปล้อง จังหวัดเพชรบุรี ซึ่งได้ทำนายชะตาการเมืองไทยเอาไว้ โดยระบุว่า การเมืองไทยสู่ยุคอำมหิต จะเกิดการจองล้างจองผลาญของคน 2 กลุ่ม มีคนล้มตายทั้ง 2 ฝ่าย ก่อนที่จะกลับมาฟื้นคืนสภาพเดิม เหตุการณ์นี้หนีไม่ได้ เกิดขึ้นไม่ช้าก็เร็ว เพราะผู้คนอึดอัดและอัดอั้นมานานนับ 10 ปีแล้ว โดยมีเนื้อหาดังประมาณว่า "ในช่วงกลางเดือนที่ผ่านมา หลังปีใหม่นี้ครับ ผมได้เดินทางไปแก่งกระจานไปกลับกรุงเทพ เพื่อไปธุรกรรมวันเว้นวัน ในช่วงที่ผมขับรถช่วงเช้าผมเจอพระธุดง อายุถึง 70-80 รูปเดียว  ท่าทางท่านดูชราภาพแต่ก็แข็งแกร่งมาก ผมเจอครั้งผมก็ไม่ได้สงสัยอะไร  ก็มีความรู้สึกศรัทธามีความรู้สึกเหลื่อมใส ท่านเดินเท้าเปล่าแสวงหาจาริกบุญ และเวลาช่วงค่ำก็เห็นท่านเดินบนถนน เป็นอย่างงี้ติดต่อกัน 2-3 วัน ท่านหันมามองทางผม  เมื่ออาทิตย์ผ่านมา ผมอดใจไม่ได้จริงๆ  การที่ผมออกจากบ้าน 6 โมงเช้า ผมพบพระภิกษุชรารูปนี้ ซึ่งผมเรียกท่านว่าหลวงปู่  เป็นการเห็นท่านครั้งที่ 5-6 ผมกลับจากกรุงเทพเมื่อ 2 ทุ่ม ผมขับรถขึ้นเขา ผมกลับพบท่านอีกครั้งหนึ่ง  ผมพบหลวงปู่กำลังธุดงค์อยู่บนไหล่เขา   ผมทนไม่ไหวจริง ท่าทนทำอะไรแถวนี้ตั้งช่วงปีใหม่ที่ผ่านมา  ผมเลยจอดรถแล้วไปนมัสการท่าน โดยมีเจตนาว่าจะไปส่งท่านที่วัด  หลวงปู่ก็บอกว่าเดินไปอย่างงี้มา 10 ปีแล้ว  ตั้งแต่เทือกเขาตะนาวศรี กาญจนบุรี ราชบุรี จนกระทั่งลพบุรี จนไปถึงประจวบฯ  ผม่เข้าใจทำไมหลวงปู่จะที่นั้นตอนเช้า เหมือนหลวงปู่เดินกลับไปกลับมา ประทานโทษหลวงปู่จะไปไหน
 กูก็จะอยากให้มึงมาถาม เป็นไงที่กรุงเทพ  ทุกอย่างชุลมุนวุ่นวายไหมละ หลวงปู่หมายถึงเรื่องเดินขบวนหรือครับ  การชุมนุมคัดค้านการเลือกตั้งใช่ไหมครับ  กูก็ถามเรื่องนี้ละ  หลวงปู่ย้ำกูรู้มานานแล้ว รู้มานานแล้วปีแล้วว่ามันจะเกิดขั้น การที่หลวงปู่พูดแบบนั้นทำให้ผมสนใจ  ขอถามความในใจของหลวงปู่ หลวงปู่ครับ การเมืองเป็นแบบนี้แล้วจะเกิดอะไรต่อครับ  มึงเชื่อไหมไอ้พวกผู้นำ ไอ้พวกนักการเมือง ไอ้คนที่เป็นใหญ่เป็นโตมันจะถูกลอบสังหาร  กูเห็นกลับไปกลับมาฝ่ายนั้นฆ่าฝ่ายนู้น  ฝ่ายนู้ฆ่าฝ่ายนี้ หลวงปู่เชื่อว่าเข้าสู่ยุคอำมหิต เป็นการล้างผลาญกันของคน 2 กลุ่ม ของคนที่แตกแยกของคนที่ไม่สามารถเข้ากันได้แล้ว  เหมือนน้ำกับน้ำมันเบนซิน  มันเป็นชะตากรรมของบ้านเมืองที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้  แต่ไม่เหมือนอดีต ผู้นำของพวกมันจะฆ่ากันเอง ประชาชนที่มาเดินขบวนไม่ใช่คนธรรมดานะเว้ย คนพวกเนี้ยเป็นนักรบเก่าแก่มาก่อนของแผ่นดินเรา เมื่อ 200-300 ปี  ไอ้พวกชุมนุมมันเคยเป็นนักรบ มันเคยทำการรบกับกษัตริย์เคยรบกอบกู้แผ่นดิน  หลายแผ่นดิน ต่างคนต่างวาระ พอมันเกิดใหม่มันไม่รู้ตัวหรอกที่มันออกมาเดินขบวนนะ มันกำลังทำอะไรอยู่ มันกำลังกอบกู้ชาติ เมื่อชาติปางก่อน ส่วนไอ้พวกเผาบ้านเผาเมืองนั้น มันไม่ใช่คนไทย มึงก็คิดมาดิ ใครเป็นคนเผากรุงศรีอยุธยา ใครเป็นคนเผาวัดวาอารามของชาติเรา มันกลับมาเกิดมันก็เผาบ้านเผาเมือง"





'ซาน ซาร์นี โบ'ผู้ปรับปรุงดวง'ทักษิณ' !!!!!
คมชัดลึกออนไลน์

'ซาน ซาร์นี โบ' ผู้ปรับปรุงดวง'ทักษิณ'
...
แม้ว่าชื่อของ ซาน ซาร์นี โบ แทบไม่เป็นที่รู้จักแพร่หลายในสังคมทั่วไปของเมืองไทย

แต่หลังจากทริปการควงคู่กันไปเยือนนครย่างกุ้ง ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร กับ คุณหญิงพจมาน ณ ป้อมเพชร เพื่อขอให้ผู้หยั่งรู้ท่านนี้ปรับปรุงดวงชะตา ปรากฏเป็นข่าวทางสื่อในพม่าและเผยแพร่มาสู่สายตาชาวไทยช่วงกลางเดือนกุมภาพันธ์

ซาน ซาร์นี โบ จึงเป็นชื่อที่หลายคนเริ่มค้นหาและสงสัยว่าเขาจะมีความมหัศจรรย์เหนือธรรมชาติพอที่จะดัดแปลงดวงเมืองของคนไทยให้เป็นไปตามที่อดีตนายกรัฐมนตรีท่านนี้ปรารถนาได้จริงแค่ไหน

อย่างไรก็ตาม สื่อของพม่า อย่างเว็บไซต์นิตยสาร อิระวดี ซึ่งรายงานเมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ ไม่ได้บรรยายมากมายนักเกี่ยวกับผลงานของหมอดูชื่อดังท่านนี้ นอกจากรายงานเรื่องที่ คุณหญิงพจมาน และ พ.ต.ท.ทักษิณ ไปพบกับ ซาน ซาร์นี โบ เพื่อทำพิธีสะเดาะเคราะห์ให้แก่พ.ต.ท.ทักษิณ ให้สามารถเดินทางกลับประเทศไทยได้อีกครั้ง

ซึ่งการรายงานเพียงเท่านี้ก็ทำให้ฝ่ายต่อต้านรัฐบาล ซึ่งกำลังชุมนุมกันอยู่ขณะนี้นำไปเป็นประเด็นโจมตีรัฐบาลน้องสาวของเขาอย่างดุเด็ดเผ็ดร้อน และยังมีข่าวลือในโลกออนไลน์ตามมาด้วยว่า หมอดูท่านนี้แนะนำให้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี หาทางเข้าทำเนียบรัฐบาล เพื่อขึ้นไปสักการะท้าวมหาพรหม บนตึกไทยคู่ฟ้า ภายในวันที่ 19 กุมภาพันธ์ ให้ได้ หากยังต้องการชัยชนะในการต่อสู้ทางการเมืองครั้งสำคัญครั้งนี้







วันเสาร์ที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2557

ระบอบทักษิณ : รวมมิจฉากรรมที่ทักษิณทำไว้ ระหว่างปี 2544-2549







สัญญาณมรณะ ..จาก จอห์น เคอร์รี่ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่าง
ประเทศสหรัฐอเมริกา ที่ออกมาถี่ยิบในช่วงนี้ สะท้อนให้เห็นถึงอนาคตอันริบหรี่มืดมน ของ คนในตระกูลชินวัตร ได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะกับ ทักษิณ และ ยิ่งลักษณ์ สองศรีพี่น้องตระกูลโกงคู่นี้ ..คงหาที่ซุกหัวนอน และ ตะลอนแหกตาชาวโลกเขาลำบาก !!

ก่อนหน้านั้น กับ ความคิดเห็น ของ จอห์น เคอร์รี่ ที่ว่า ประชาธิปไตยไม่ใช่แค่การเลือกตั้ง .. คุณอาจจะมีรัฐบา...ลที่มาจากการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตย แต่คุณก็ยังไม่มีการปฏิรูประบอบประชาธิปไตย ที่สมบูรณ์ เป็นประชาธิปไตยที่ ปฏิบัติได้ และ ทำหน้าที่ได้ ... สิ่งที่คุณมีกันอยู่ดาษดื่น ก็คือ การเลือกตั้งทั่วไป การเลือกตั้งที่เป็นที่นิยม ทว่าขาดซึ่งการปฏิรูป มีการทุจริตคอรัปชั่นกันอย่างมหาศาล, มีการเล่นพรรคเล่นพวกกันอย่างมโหฬาร และ มีการบิดเบือนกระบวนการทางประชาธิปไตยกันอย่างมหึมา !!!

มันอาจจะไม่สามารถกระทบกระเทือน หรือ ระคายผิวหน้าด้านๆ ยิ่งกว่าคอนกรีตเสริมเหล็ก ของ ทักษิณ และ ยิ่งลักษณ์ พี่น้องคู่หูดูโอเผด็จการทรราช ได้เพียงพอ ทว่า พอมาวันนี้ ..ต่อกับข้อเรียกร้องของ จอห์น เคอร์รี่ เรื่องให้ทางการไทยรับผิดชอบตามไล่ล่าฆาตกรฆ่าเด็กใน 2 เหตุการณ์สำคัญๆ ที่ เวที กปปส. จ.ตราด และ ที่หน้าบิ๊กซี ราชดำริ ..มันชัดเจนว่า งานนี้ อเมริกา กำลังเป็นฝ่ายไล่บี้ รัฐบาลขี้ข้าอเมริกาด้วยตัวเอง ตรงๆ !!

ซึ่งเรื่องนี้ ..มันสำคัญมากนะ เพราะเป็นที่รู้กันดีว่า บทบาทของรัฐมนตรีการต่างประเทศของสหรัฐ มีความสำคัญรองๆมาจากประธานาธิบดีสหรัฐเลยก็ว่าได้ ดังนั้น คำพูด หรือ ความคิดเห็นของ รมว.ต่างประเทศสหรัฐ จึงสื่อสะท้อนกลับไปได้ถึง ท่าทีของ รัฐบาลสหรัฐอเมริกา ต่อสถานการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองในประเทศไทยได้เป็นอย่างดี..

ตอนนี้ รัฐบาลอเมริกา กำลังจะถีบหัวส่ง ทักษิณแล้ว ..ดีไม่ดีอาจจะขั้น เคลียร์ทักษิณหายไปจากโลกนี้ก็เป็นได้ หากทักษิณยังขืน ตีรวน กวนตีน ป่วนไม่เลิกแบบนี้ ..เหตุผลก็เพราะว่า ทักษิณ ตอนนี้ ไม่ใช่ ตัวละครที่สร้างผลประโยชน์ และ ความได้เปรียบให้กับ รัฐบาลอเมริกา ในภูมิภาคนี้อีกต่อไปแล้ว และ ทักษิณ ก็เก็บความลับของอเมริกาไว้เยอะ ในฐานะขี้ข้าไส้ศึก ที่อเมริกาสนับสนุน ..ในการล้มล้างการปกครองในประเทศไทย !!..

ย้อนกลับไปมองดูผลงานทักษิณ มีอะไรที่ทำให้ รัฐบาลอเมริกาได้สำเร็จเป็นชิ้นเป็นอันบ้าง ??.. ไม่มีเลยนะ ..แรกเลย เรื่อง เปลี่ยนแปลงการปกครอง เรื่องลดพระราชอำนาจ ลดบทบาทสถาบันพระมหากษัตริย์ในประเทศไทย ก็ช่างห่างไกลความจริงเหลือเกิน ..เรื่องผลประโยชน์บ่อน้ำมันตรงพื้นที่ทับซ้อนอ่าวไทย ก็หมดสิทธิ์เพราะ ไทย-ขแมร์ เจรจาไม่ลงตัว ..กฎหมายเขตเศรษฐกิจพิเศษก็ล่มไม่เป็นท่า.. แผนจัดตั้งรัฐปัตตานี ตอนนี้ก็มีแต่ โจรแขก กับ แมงโม้ และ สถานการณ์ความรุนแรงที่ยากจะจบ ..

สนามบินอู่ตะเภา จะเข้ามาใช้ก็โดนต่อต้าน ..ฐานทัพเรือ ที่รัฐบาลขี้ข้าทักษิณไปทำสัญญากับกระทรวงกลาโหมสหรัฐ ตอนนี้ก็กลายเป็นเรื่องราวใหญ่โต รู้เห็นกันไปทั่ว ..บ่องตง. หาก รัฐบาลอเมริกา ยังขืนมัวโง่ ใช้งาน ขี้ข้าไร้สมรรถภาพแบบทักษิณต่อไปมีหวัง .. โดนจีนกวาดผลประโยชน์ในภูมิภาคนี้..ไปแดกเรียบ แน่ๆ !!

ตอนนี้หาก รัฐบาลอเมริกา ไม่อยากจะแพ้พ่ายต่อการขยายอำนาจทางเศรษฐกิจของจีนลงมายังภูมิภาคนี้ อเมริกาต้องกล้าที่จะ สลัดขี้ข้าไร้ความสามารถออกไปไกลๆตัว และ เลือกที่จะสนับสนุนให้เกิดมีการปฏิรูปเกิดขึ้นในประเทศไทย เพื่อนำความสงบสุขมาสู่ประเทศไทยอย่างยั่งยืน หากคนไทยยังขัดแย้งกันแบบนี้ต่อไป อเมริกาหมดสิทธิ์หาที่พื้นที่ยืนในภูมิภาคนี้แน่นอนล้านเปอร์เซ็นต์ เพราะอเมริกาจะกลายเป็น ..เพื่อนอันตรายในสายตาคนไทยแทน !!

อย่าได้แปลกใจ เหตุใด ? ..สถานการณ์ตอนนี้ อะไรๆ ก็ไม่เป็นใจให้กับ ทักษิณ และ เหล่าขี้ข้า เหตุผลก็เพราะว่า ระบอบทักษิณ ได้รับโอกาสโกงกินประเทศนี้มานานแล้วไง สิบกว่าปีมาแล้ว ที่รัฐบาลอเมริกา ร่วมถึงพันธมิตรนานาชาติ มหาอำนาจทางเศรษฐกิจโลกอื่นๆ เอาหูไปนาเอาตาไปไร่ ต่อปัญหาการทุจริตคอรัปชั่นในประเทศไทย โดยเลือกที่จะไปพล่ามเรื่อง การเลือกตั้ง เรื่องประชาธิปไตย เอามากดหัวคนไทยแทน !!

สถานการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองในประเทศไทย ตอนนี้มันจึงเป็นช่วงท้ายเกม ที่บรรยากาศทุกสิ่งทุกอย่างเป็นใจให้กับมวลมหาประชาชนไปหมดทุกด้าน ตอนนี้.กำนันสุเทพ และ มวลมหาประชาชน ก็เล่น เพลย์ เซฟ ไปเรื่อยๆ .. ไม่ต้องไปแลกอะไรมาก เพราะ 4 เดือน ที่ผ่านมา กับ การชุมนุมใหญ่ กับ กิจกรรมขับเคลื่อนมวลชนขับไล่รัฐบาลทรราช ถือว่าประสบความสำเร็จอย่างท่วมท้นในทุกๆด้าน ..

นอกจากจะ สร้างมวลชน พันธมิตร และ ประชาชนคนสนับสนุนได้มหาศาล เปิดหูเปิดตาให้คนไทยตาสว่างได้ครึ่งค่อนประเทศ ช่วยเหลือชาวบ้านชาวนาให้ได้มีที่ยืนที่ต่อสู้ ยังสามารถ ถีบส่งให้ ระบอบทักษิณ ที่กุมอำนาจรัฐเสียงข้างมาก ไปตกที่นั่งลำบากในฐานะ ..พรรคการเมืองเสียงข้างน้อย ไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว !! ..

แผนยุทธศาสตร์ ..จัดทัพใหญ่ ปรับทัพใหม่ ที่สวนลุมพินี ..ก็เป็นอีกหนึ่งในการปรับกระบวนทัพให้เหมาะสมเข้ากับสถานการณ์ในยามนี้ ที่ มวลมหาประชาชน ควรจะมาเล่นเกมตั้งรับ มากกว่าเกมบุก .. จัดชุดจรยุทธ์ไว้รอสวนกลับ ตั้งฐานที่มั่นให้ใหญ่ และ ทำงานเรื่อง การปฏิรูปให้เข้มข้นขึ้น ก็น่าจะเพียงพอ ..

พื้นที่สวนลุมพินี ..เป็นพื้นที่ที่เหมาะต่อการดูแลรักษาความปลอดภัย มีเนื้อที่เหลือเฟือมากมายเพียงพอต่อการแยกย่อย เปิดเวทีสาธารณะระดมความคิดเห็นเกี่ยวกับการทำแผนการปฏิรูปประเทศ จะเป็นในอาคาร หรือ เวทีใต้ร่มเงาไม้ก็ทำได้ ..มีฐานที่มั่นมวลชนคนสีลมจำนวนมหาศาล คนกรุงเทพฯเดินทางไปร่วมได้สะดวกเหมือนเดิม มันจึงเป็นอะไรที่ดูน่าจะอบอุ่น สนุกสนานครื้นเครง มากกว่าจะเคว้งคว้างไร้คน อย่างที่ฝ่ายขี้ข้าทักษิณปรามาส ..

ช่วงเวลาที่เหลือจากนี้ไป มันเป็นช่วงเวลาของการเก็บเนื้อเก็บตัว และ รอประกาศชัยชนะ เพื่อจะได้มาเดินหน้าปฏิรูปประเทศกันต่อไปในอนาคตเดือนสองเดือนข้าง ..ไม่ใช่ ช่วงเวลาที่ กำนันสุเทพ และ มวลมหาประชาชน นักรบนกหวีด จะเอาพิมเสนไปแลกเกลือ ตอนนี้นำทักษิณมันไป 9 ประตูต่อ0 .. อย่าปล่อยมันตีไข่แตก เด็ดขาด !!..

การคืนพื้นที่ แยกปทุมวัน อโศก ราชประสงค์ ให้คนกรุงเทพฯ มันจึงเป็นการปรับยุทธศาสตร์ที่จะส่งผลดีในอนาคต ..เพราะนอกจาก..จะได้มวลชนเพิ่มมากขึ้น และ ไม่ต้องมีหลายเวที ให้เป็นภาระต่อการดูแลความปลอดภัยแล้ว..

มันยังเป็นการ..เปิดพื้นที่กรุงเทพฯ ให้ ทหาร ไล่ล่า โจร ..

ได้สะดวก..มันส์สะเด็ด ยิ่งขึ้นด้วย !! ..






ระบอบทักษิณ : จุดเริ่มต้นและจุดจบ


ระบอบทักษิณ : จุดเริ่มต้นและจุดจบ





 ไม่มียุคใดสมัยใดที่ประวัติศาสตร์ไทยต้องจารึกว่า บุคคลหนึ่งที่เกิดบนแผ่นดินไทยได้คิดร้ายต่อแผ่นดินเกิด ยุยงปลุกปั่นคนไทยจำนวนมากให้เกลียดชังคนไทยด้วยกัน จนถึงขั้นห้ำหั่นเข่นฆ่าทำร้ายคนไทยด้วยกันเองโดยที่ไม่มีเรื่องบาดหมางส่วนตัวกันมาก่อน ไทยไม่มีสงครามแบ่งแยกผิวสี คนไทยทั้งหมดเป็นผิวเหลือง แต่ทักษิณยุยงให้แบ่งแยกด้วยสีเสื้อ ปั่นหัวคนเสื้อแดงเหมือนปั่นจิ้งหรีด เสี้ยมให้มองคนที่ไม่ใช่คนเสื้อแดงว่าเป็นศัตรู ขัดขวางไม่ให้ทักษิณกลับคืนสู่อำนาจ ฉะนั้นต้องใช้กำลังทำร้าย
 
       ทักษิณ ชินวัตร นำจุดอ่อนของคนไทยส่วนหนึ่งที่ด้อยการศึกษามาใช้ปูทางสู่อำนาจ แล้วใช้อำนาจปล้นชาติ รู้ว่าจะชนะเลือกตั้งแบบถล่มทลาย นอกจากจ่ายเงินซื้อเสียงให้มากกว่าพรรคอื่นแล้ว ยังนำมาตรการประชานิยมมาตกเหยื่อ เพื่อทำให้คนรากหญ้าเสพติดและโหยหาอยู่เรื่อยๆ และลงคะแนนให้พรรคของทักษิณไม่ว่าจะส่งใครมาลงสมัคร ส.ส.ในพรรคนี้จึงต้องภักดีต่อทักษิณยิ่งกว่าประชาชนที่ลงคะแนนให้ สภาทาสจึงเกิดขึ้นด้วยเหตุนี้
 
       เมื่อทักษิณใช้อำนาจในตำแหน่งนายกรัฐมนตรีโกงกินบ้านเมือง ถูกศาลตัดสินลงโทษ ทักษิณหนีคุกไปอยู่ต่างประเทศ แต่ยังอยากกลับมากอบโกยเหยื่อชิ้นโตที่หมายตาไว้และกำลังจะตะครุบไว้ได้ เหมือนเปรตที่ตะกุยตะกายกำลังจะคว้าส่วนบุญอยู่แค่เอื้อม จึงหว่านเงินซื้อ ส.ส., ผบ.เหล่าทัพ ตำรวจ ข้าราชการชั้นสูง กกต. อัยการสูงสุด ผู้พิพากษา นักวิชาการผีเปรต และกลุ่ม นปช.คอยป่วนสร้างสถาณการณ์ล้มรัฐบาลฝ่ายตรงข้าม รวมทั้งจัดตั้งกองกำลังชุดดำใช้อาวุธลอบทำร้ายผู้ชุมนุมที่ต่อต้านระบอบทักษิณ.......อ่านต่อ  
http://www.manager.co.th/Daily/ViewNews.aspx?newsid=9570000017575
 





MANA PRADITKET

MANA PRADITKET
Handpainted oil painting by Mana Praditket

NIRAN PAIJIT

NIRAN PAIJIT
Original handpainted oil painting by Niran Paijit

PRAYAD TIPPAWAN

PRAYAD TIPPAWAN
ORIGINAL IMPRESSIONAL OIL PAINTING BY PRAYAD TIPPAWAN

Achara 34 (24x36)

Achara 34 (24x36)
ORIGINALl OIL PAINTING

Amornsak Livisit 74 (24x36)

Amornsak Livisit 74 (24x36)
ORIGINAL OIL PAINTING, Impressionist style

Suwan Khanboon 11 (24x24 inches)

Suwan Khanboon 11 (24x24 inches)
Original handpainted oil painting abstract style

NIRAN PAIJIT

NIRAN PAIJIT
ORIGINAL ABSTRACT STYLE OIL PAINTING BY NIRAN PAIJIT

Chavalit (Pong)

Chavalit (Pong)
PINTO Horses

Komez 78 (22x30)

Komez 78 (22x30)
Original handpainted pastel painting on paper

KOMES

KOMES
Handpainted pastel painting by Komez

PRATHOUN

PRATHOUN
ORIGINAL HANDPAINTED OIL PAINTING BY PRATHOUN

THAVORN IN-AKORN

THAVORN IN-AKORN
ORIGINAL OIL PAINTING BY THAVORN IN-AKORN (SIZE 20x30")

THAVORN IN-AKORN

THAVORN IN-AKORN
Original oil painting by Thavorn In-akorn

Facebook


ORIGINAL HANDPAINTED OIL PAINTING

PHOTO GALLERY

PHOTO GALLERY

Facebook

PHOTO GALLERY