
"แยกกายแยกใจ" ได้หลักปฏิบัติเยอะเลยนะลอง
หลวงพ่อปราโมทย์ : นี้บางคนนี่ที่อินทรีย์แก่ก
วิธีฝึกก็คือช่วยมันหัดแยกธ
อย่างหลวงพ่อถนัดนั่ง หลวงพ่อก็นั่งดูเห็นร่างกาย
ทีแรกนั่งไปหรือเดินไปแล้วเ
ต่อไปพอร่างกายมันปวดมันเมื
ที่นี้พอมันแยกแล้วนะ ขันธ์แต่ละขันธ์จะไม่ใช่ตัว
ตัวจิตเองละ ทำอย่างไรดี เราก็มีจิตเห็นจิต มีจิตดวงใหม่ไปรู้จิตดวงเก่
ถ้าภาวนานะ ถ้ามีสมาธิหนุน ลงไปก็เห็นเกิดดับจริงๆ เป็นกลุ่มๆ เป็นหย่อมๆ อยู่ในกายนี้ วับๆๆๆๆ ถ้าไม่เห็นก็ดูไป กายที่หายใจออกอันนึง กายที่หายใจเข้าอันนึง กายที่ยืนเดินนั่งนอนคนละอั

บทเรียนของพระพุทธเจ้า ๓ บท สีลสิกขา จิตสิกขา ปัญญาสิกขา
สีลสิกขาเป็นการเตรียมความพ ร้อมจัดระเบียบกายวาจา จิตตสิกขาเป็นการเตรียมความ พร้อมของจิตให้พร้อมสำหรับก ารเจริญปัญญา เป็นการจัดระเบียบจิตใจ ก็คือเป็นการฝึกให้จิตตั้งม ั่นเป็น ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน นั่นเอง
เพราะฉะนั้นเราจะต้องมาเรีย นเรื่องจิตก่อนถึงจะไปเดินป ัญญาได้ ถ้าไม่เรียนเรื่องจิตก่อนจะ ไปเดินปัญญา ก็จะเอาจิตที่ไม่มีคุณภาพไป เจริญปัญญา มัน...ไปไม่รอดหรอก มันก็กลายไปเป็นการเพ่งรูปเ พ่งนาม เพราะไม่สามารถรู้รูปรู้นาม ตามความเป็นจริงได้
เพราะฉะนั้นเราจะมาฝึกจิตขอ งเรา หัดพุทโธไป หัดหายใจไป หัดดูท้องพองยุบไป อะไรก็ได้สักอย่างหนึ่งนะ หาเครื่องอยู่ให้จิตสักอย่า งหนึ่งนะ ถ้าไม่มีเครื่องอยู่เลย จู่ๆจะไปดูมันเลย ดูยาก จิตมันว่องไว มันหนีเร็ว แล้วพอหนีทีหนึ่ง ถ้าไม่มีบ้านให้จิตอยู่ จะหนีนาน หลงนาน เราก็มาพุทโธ มาหายใจ มาดูท้องพองยุบ จะขยับมือทำจังหวะตามอย่างห ลวงพ่อเทียนก็ได้ อะไรก็ได้สักอย่างหนึ่ง หรือจะอยู่กับพุทโธๆไปเรื่อ ยๆก็ได้ บริกรรมเอา
ให้มีเครื่องอยู่ให้จิตอยู่ เพื่อที่จะรู้ทันจิต ตัวนี้ตัวสำคัญ ไม่ใช่มีเครื่องอยู่ให้จิตอ ยู่ เพื่อให้จิตสงบ แต่มีเครื่องอยู่ให้จิตอยู่ เพื่อที่จะรู้ทันจิต ถึงจะเรียกว่าจิตตสิกขา มีเครื่องอยู่ให้จิตสงบจะไม ่ได้เรียนเรื่องจิต ไม่ใช่จิตตสิกขาจริง
เพราะฉะนั้นเราอยู่กับพุทโธ ๆแล้วเราก็คอยรู้ทันจิต จิตหนีไปคิดรู้ทัน จิตหนีไปคิดรู้ทัน หรือจิตไปเพ่งจิตนิ่งๆ ก็รู้ทัน เวลาเรารู้ลมหายใจ ถ้าคนไหนถนัด รู้ลมหายใจ แต่รู้ลมหายใจเพื่อจะรู้ทัน จิต ไม่ใช่เพื่อให้จิตนิ่งอยู่ก ับลมหายใจ รู้พุทโธก็เพื่อรู้ทันจิต ไม่ใช่ให้จิตนิ่งอยู่กับพุท โธ ดูท้องพองยุบก็เพื่อให้รู้ท ันจิต ไม่ใช่ให้จิตไปนิ่งอยู่กับท ้อง เดินจงกรมยกเท้าย่างเท้านะ ก็เพื่อจะรู้ทันจิต ไม่ใช่ให้จิตไปอยู่ที่เท้า ไม่ใช่ให้จิตหลงไปเพ่ง เพราะฉะนั้นการที่เราหัดกรร มฐานสักอย่างหนึ่ง มีบ้านให้จิตอยู่แล้วรู้ทัน จิตอยู่เรื่อยๆ มันจะเป็นการซ้อมรู้เวลาจิต หลงไป
จิตหลงไปคิดกับจิตหลงไปเพ่ง จิตหลงมี ๒ อัน หลงไปคิดกับหลงไปเพ่ง ก็เผลอกับเพ่งเท่านั้นเอง จิตเพ่งก็ถือว่าหลงเหมือนกั น แต่หลงแบบผู้ดีหน่อย จิตหลงไปก็หลงแบบผู้ร้าย
หลวงพ่อมีหลานคนหนึ่งนะ เล็กๆ แล้วมันบอกว่า มันเห็นแล้วล่ะว่า จิตเผลอกับจิตเพ่งเนี่ย จิตเพ่งเนี่ยเป็นจิตหลงแบบม ีปัญญา เด็กใช้คำอย่างนี้นะ หลงแบบฉลาด หลงแบบคนฉลาด แต่ก็ยังหลง มันเห็นอยู่แล้วแบบนี้ยังหล งอยู่
เพราะฉะนั้นเรามาคอยรู้ทันจ ิตที่หลงบ่อยๆ พุทโธไปจิตหนีไปคิดรู้ทัน จิตไปเพ่งจิตรู้ทัน หายใจไปจิตหนีไปคิดรู้ทัน จิตไปเพ่งลมหายใจรู้ทัน ดูท้องพองยุบนะจิตหนีไปคิดร ู้ทัน จิตไปเพ่งท้องรู้ทัน เดินจงกรมยกเท้าย่างเท้าอยู ่ จิตหนีไปคิดรู้ทัน จิตไปเพ่งเท้ารู้ทัน หรือเดินจงกรมแล้วรู้ร่างกา ยทั้งร่างกายอยู่ จิตหนีไปคิดรู้ทัน จิตเพ่งร่างกายทั้งร่างกาย ก็รู้ทันอีก จิตเผลอก็รู้ จิตเพ่งก็รู้ ฝึกซ้อมตัวนี้ให้มากเลย เป็นพื้นฐานที่สำคัญ
หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโชSee More
สีลสิกขาเป็นการเตรียมความพ
เพราะฉะนั้นเราจะต้องมาเรีย
เพราะฉะนั้นเราจะมาฝึกจิตขอ
ให้มีเครื่องอยู่ให้จิตอยู่
เพราะฉะนั้นเราอยู่กับพุทโธ
จิตหลงไปคิดกับจิตหลงไปเพ่ง
หลวงพ่อมีหลานคนหนึ่งนะ เล็กๆ แล้วมันบอกว่า มันเห็นแล้วล่ะว่า จิตเผลอกับจิตเพ่งเนี่ย จิตเพ่งเนี่ยเป็นจิตหลงแบบม
เพราะฉะนั้นเรามาคอยรู้ทันจ
หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโชSee More

มุตโตทัย โดย หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต (พ.ศ. ๒๔๑๓ - ๒๔๙๒)
อกิริยาเป็นที่สุดโลก สุดสมมติบัญญัติ
สัจจานํ จตุโร ปทา ขีณาสวา ชุติมันโต เต โลเก ปรินิพพุตา...
สัจธรรมทั้ง ๔ คือ ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค ยังเป็นกิริยา
เพราะแต่ละสัจจะๆ ย่อมมีอาการต้องทำ คือ
ทุกข์ ต้องทำการกำหนดรู้
สมุทัย ต้องละ
นิโรธ ต้องทำให้แจ้ง
มรรค ต้องเจริญให้มาก
ดังนี้ ล้วนเป็นอาการที่จะต้องทำทั ้งหมด
ถ้าเป็นอาการที่จะต้องทำ ก็ต้องเป็นกิริยา
เพราะเหตุนั้นจึงรวมความได้ ว่า สัจจะทั้ง ๔ เป็นกิริยา
จึงสมกับบาทคาถาข้างต้นนั้น
ความว่า สัจจะทั้ง ๔ เป็นเท้า
หรือเป็นเครื่องเหยียบก้าวข ึ้นไปหรือก้าวขึ้นไป ๔ พัก จึงจะเสร็จกิจ
ต่อจากนั้นจึงเรียกว่า อกิริยา
อุปมาดังเขียนเลข ๑ ๒ ๓ ๔ ๕ ๖ ๗ ๘ ๙ ๐
แล้วลบ ๑ – ๙ ทิ้งเสียเหลือแต่ ๐ (ศูนย์) ไม่เขียนอีกต่อไป
คงอ่านว่า ศูนย์แต่ไม่มีค่าอะไรเลย
จะนำไปบวกลบคูณหารกับเลขจำน วนใดๆ ไม่ได้ทั้งสิ้น
แต่จะปฏิเสธว่าไม่มีหาได้ไม ่เพราะปรากฏอยู่ว่า ๐ (ศูนย์)
นี่แหละคือ ปัญญารอบรู้
เพราะทำลายกิริยา คือความสมมติ
หรือว่า ลบสมมติลงเสียจนหมดสิ้น
ไม่เข้าไปยึดถือสมมติทั้งหล ายSee More
อกิริยาเป็นที่สุดโลก สุดสมมติบัญญัติ
สัจจานํ จตุโร ปทา ขีณาสวา ชุติมันโต เต โลเก ปรินิพพุตา...
สัจธรรมทั้ง ๔ คือ ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค ยังเป็นกิริยา
เพราะแต่ละสัจจะๆ ย่อมมีอาการต้องทำ คือ
ทุกข์ ต้องทำการกำหนดรู้
สมุทัย ต้องละ
นิโรธ ต้องทำให้แจ้ง
มรรค ต้องเจริญให้มาก
ดังนี้ ล้วนเป็นอาการที่จะต้องทำทั
ถ้าเป็นอาการที่จะต้องทำ ก็ต้องเป็นกิริยา
เพราะเหตุนั้นจึงรวมความได้
จึงสมกับบาทคาถาข้างต้นนั้น
ความว่า สัจจะทั้ง ๔ เป็นเท้า
หรือเป็นเครื่องเหยียบก้าวข
ต่อจากนั้นจึงเรียกว่า อกิริยา
อุปมาดังเขียนเลข ๑ ๒ ๓ ๔ ๕ ๖ ๗ ๘ ๙ ๐
แล้วลบ ๑ – ๙ ทิ้งเสียเหลือแต่ ๐ (ศูนย์) ไม่เขียนอีกต่อไป
คงอ่านว่า ศูนย์แต่ไม่มีค่าอะไรเลย
จะนำไปบวกลบคูณหารกับเลขจำน
แต่จะปฏิเสธว่าไม่มีหาได้ไม
นี่แหละคือ ปัญญารอบรู้
เพราะทำลายกิริยา คือความสมมติ
หรือว่า ลบสมมติลงเสียจนหมดสิ้น
ไม่เข้าไปยึดถือสมมติทั้งหล

เรื่องราวทั้งหลายไม่ว่าเรื ่องอะไร ก็ทำให้คนเราเกิดความรู้สึก เพียง 3 ชนิด คือ สุข ทุกข์ เฉยๆ
ถ้าไปพิจารณาที่ความคิดก็จะ พบว่ามีร้อยแปดพันเก้าหลายห ลายสารพัดเรื่อง แต่หากระลึกรู้ที่ความรู้สึ กจะพบว่ามีแค่ 3 ชนิดเท่านั้น
คนเรามักวุ่นวายอยู่กับความ คิด การปรุงแต่งเรื่องราวต่างๆเ สียส่วนใหญ่ จึงทำให้รู้สึกว่าเรื่องราว ปัญหาต่างๆนั้นมีมากมาย...
แต่หากฝึกฝนการมีสติสัมปชัญ ญะ รู้สึกตัวทั่วพร้อมให้มากไว ้ จะพบว่าการสังเกตชนิดของอาร มณ์ความรู้สึก จะทำให้เข้าใจปัญหาต่างๆในช ีวิตได้ดีขึ้น
เพราะความรู้สึก สุข ทุกข์ หรือ เฉยๆ ไม่ได้ขึ้นอยู่ที่ว่าเป็นคว ามคิดเรื่องใด แต่ขึ้นอยู่ที่ลักษณะของจิต เข้าไปยึดมั่นถือมั่นกับควา มคิดนั้นๆ
หากจิตเข้าไปยึดในลักษณะดึง ดูดเคลิบเคลิ้มเพลิดเพลิน ก็คือ "สุข"
หากจิตเข้าไปยึดถือในลักษณะ ของ การผลักออก ความต้องการที่จะสลัดหลุดพ้ นออกจากสภาวะนั้น ก็คือ "ทุกข์"
ส่วนจิตที่เข้าไปยึดในลักษณ ะนิ่งสงบอยู่ด้วยความไม่รู้ ก็คือ "เฉยๆ"
การมีสติสัมปชัญญะรู้สึกตัว ทั่วพร้อม ปล่อยวางเรื่องราวต่างๆ ปล่อยวางสุขและทุกข์ไป จิตก็จะค่อยๆน้อมเข้าสู่ควา มรู้สึก "เฉยๆ"
แต่ความรู้สึก "เฉยๆ" ในตอนแรกนั้น ยังเป็นเฉยแบบไม่รู้ เฉยแบบยังมี "อวิชชา" อยู่ ซึ่งเราต้องอาศัยความเพียร อาศัยสติ และ ปัญญาเข้ามาช่วย
หากสติปัญญาในการสังเกตสภาว ะ พิจารณาเรื่องราวต่างๆจนเกิ ดญาณปัญญาเกิดวิชชาขึ้นมาแล ้ว จากเฉยๆไม่รู้ ก็จะกลายเป็นเฉยเพราะรู้แจ้ งเห็นจริงแทนSee More
ถ้าไปพิจารณาที่ความคิดก็จะ
คนเรามักวุ่นวายอยู่กับความ
แต่หากฝึกฝนการมีสติสัมปชัญ
เพราะความรู้สึก สุข ทุกข์ หรือ เฉยๆ ไม่ได้ขึ้นอยู่ที่ว่าเป็นคว
หากจิตเข้าไปยึดในลักษณะดึง
หากจิตเข้าไปยึดถือในลักษณะ
ส่วนจิตที่เข้าไปยึดในลักษณ
การมีสติสัมปชัญญะรู้สึกตัว
แต่ความรู้สึก "เฉยๆ" ในตอนแรกนั้น ยังเป็นเฉยแบบไม่รู้ เฉยแบบยังมี "อวิชชา" อยู่ ซึ่งเราต้องอาศัยความเพียร อาศัยสติ และ ปัญญาเข้ามาช่วย
หากสติปัญญาในการสังเกตสภาว
"สมาธิจะเกิดขึ้นได้ต่อเมื่

วิธีใช้ปัญญาอบรมสมาธิ
ปัญญาที่อบรมสมาธิ เป็นอุบายวิธีที่ช่วยย่นเวล าทำสมาธิได้อย่างดี
วิธีใช้ปัญญาอบรมสมาธินั้น...
ถ้าใครสามารถแยกจิตกับอารมณ ์ออกจากกันได้ชำนาญแล้ว
จะรู้สึกว่าทำสมาธิได้ง่ายม าก คือแทบไม่ต้องทำอะไรเลย
เพียงแต่ระลึกรู้นิวรณ์ธรรม ที่กำลังปรากฏกับจิต
แล้วเห็นว่านิวรณ์ไม่ใช่จิต จิตเป็นกลาง นิวรณ์ก็จะดับจากจิต
จิตเข้าถึงรู้ ที่เป็นกลาง และสงบเพราะพ้นจากความรบกวน ของนิวรณ์ต่างๆ
ถ้าย้อนออกมารู้ภายนอก ก็เป็นการใช้งานของขณิกสมาธ ิ
ถ้าจะรู้ธรรมละเอียดภายใน ก็ดำเนินไปในอุปจารสมาธิ
หากจะเข้าอัปปนาสมาธิต่อ ก็ทำสติระลึกรู้ลมหายใจต่อไ ปเลย
หรือถ้าจะเข้าอรูปฌาน ก็ทำสติระลึกรู้ความว่างของ จิตต่อไปเลย
เมื่อจิตเคล้าเคลียกับลมหาย ใจ หรือความว่าง โดยไม่มีการควบคุมแล้ว
จิตก็จะเข้าถึงอัปปนาสมาธิเ อง
เป็นภาวะที่เหลือแต่รู้ กับสิ่งที่ถูกรู้เพียงอันเด ียว
จิตจะสงัดจากกาม สงัดจากอกุศลธรรม
แต่ทำอะไรไม่ค่อยได้ครับ ดูจะเป็นที่พักเอากำลังเสีย มากกว่า
มีอีกวิธีหนึ่งคือ การใช้ความคิดพิจารณาธรรมเอ าตรงๆ นี่แหละครับ
เช่นพิจารณาร่างกาย ให้เห็นเป็นธาตุ เป็นอสุภะ หรือพิจารณาความตาย
เมื่อพิจารณาไปแล้ว ถ้าจิตเกิดสลด หรือจิตเห็นจริงในระดับหนึ่ ง(ไม่ถึงขั้นเห็นแจ้ง)
จิตจะวางการพิจารณา แล้วรวมสงบเข้ามาเป็นสมาธิเ ป็นคราวๆ ไป
แต่สมาธิด้วยวิธีนี้มักจะไป ได้เพียงอุปจารสมาธิ
และใช้เวลามากกว่าวิธีแรกที ่แยกอารมณ์อันเป็นศัตรูของส มาธิออกไปเลย
โดยคุณ สันตินันท์
ปัญญาที่อบรมสมาธิ เป็นอุบายวิธีที่ช่วยย่นเวล
วิธีใช้ปัญญาอบรมสมาธินั้น...
ถ้าใครสามารถแยกจิตกับอารมณ
จะรู้สึกว่าทำสมาธิได้ง่ายม
เพียงแต่ระลึกรู้นิวรณ์ธรรม
แล้วเห็นว่านิวรณ์ไม่ใช่จิต
จิตเข้าถึงรู้ ที่เป็นกลาง และสงบเพราะพ้นจากความรบกวน
ถ้าย้อนออกมารู้ภายนอก ก็เป็นการใช้งานของขณิกสมาธ
ถ้าจะรู้ธรรมละเอียดภายใน ก็ดำเนินไปในอุปจารสมาธิ
หากจะเข้าอัปปนาสมาธิต่อ ก็ทำสติระลึกรู้ลมหายใจต่อไ
หรือถ้าจะเข้าอรูปฌาน ก็ทำสติระลึกรู้ความว่างของ
เมื่อจิตเคล้าเคลียกับลมหาย
จิตก็จะเข้าถึงอัปปนาสมาธิเ
เป็นภาวะที่เหลือแต่รู้ กับสิ่งที่ถูกรู้เพียงอันเด
จิตจะสงัดจากกาม สงัดจากอกุศลธรรม
แต่ทำอะไรไม่ค่อยได้ครับ ดูจะเป็นที่พักเอากำลังเสีย
มีอีกวิธีหนึ่งคือ การใช้ความคิดพิจารณาธรรมเอ
เช่นพิจารณาร่างกาย ให้เห็นเป็นธาตุ เป็นอสุภะ หรือพิจารณาความตาย
เมื่อพิจารณาไปแล้ว ถ้าจิตเกิดสลด หรือจิตเห็นจริงในระดับหนึ่
จิตจะวางการพิจารณา แล้วรวมสงบเข้ามาเป็นสมาธิเ
แต่สมาธิด้วยวิธีนี้มักจะไป
และใช้เวลามากกว่าวิธีแรกที
โดยคุณ สันตินันท์
อย่าปล่อยเวลาให้หมดไปโดยเป ล่าประโยชน์
"เรานักปฏิบัติทั้งหลาย อย่าปล่อยเวลาให้หมดไปโดยเป ล่าประโยชน์ ให้หมั่นภาวนาไว้ตลอดเวลา พอลืมตาตื่นก็ให้ภาวนาไปจนถ ึงเวลานอน ให้คำภาวนานั้นหายไปพร้อมกั บการหลับ ทำเช่นนี้ให้เคยชิน ไม่ว่าขณะนั้นกำลังทำอะไรอย ู่ก็ตาม ไม่ว่าจะอยู่ในรถ ในเรือ หรือเดินอยู่ ก็ต้องภาวนา อย่าประมาท การภาวนานี้นอกจากจะเป็นบุญ และทำให้จิตได้ทำงานแล้ว ยังช่วยให้เราไม่ประมาทในคว ามตายด้วย เพร...าะไม่มีใครรู้หรอกว่า ตัวเองจะตายเมื่อไหร่ นอกจากพระอรหันต์ท่านเท่านั ้น ฉะนั้น จงภาวนาไป ไม่เสียหาย ไม่เสียตังมีแต่กำไร..."
"...การภาวนานั้น ต้องเอาจิตจับองค์พระตลอดเว ลา พระองค์ไหนก็ได้ ไม่ว่าจะเป็นพระพุทธรูป หรือพระอริยสงฆ์ องค์ใดก็ได้ที่เรานับถือ ที่เราคุ้นเคย เวลาตายจะได้มีที่ไป คือไปกับพระ เพราะจิตเราจะระลึกแต่พระตล อดเวลาจนเคยชิน ตัวอย่างมีให้ดูตั้งมากมาย เห็นไหมเวลาคนใกล้ตาย เขาจะมีคนไปคอยบอกอยู่ข้างห ูว่า ให้คิดถึงพระเข้าไว้ ให้ภาวนา หรือไม่ก็สวดมนต์ พยายามทำทุกวิถีทางให้จิตขอ งคนที่ใกล้ตาย คิดอยู่แต่เรื่องพระ เรื่องกุศล เพราะอะไร ก็เพราะว่าจิตของคนเราตอนที ่ใกล้จะดับนี้แรงนัก ถ้าจิตตอนนั้นคิดแต่เรื่องด ีๆ ในที่นี้หมายถึงเรื่องบุญ พอตายไปก็เสวยสุข ไม่ต้องไปนรก ถ้าคิดถึงเรื่องบาป ก็โน่น ไปเลยนรก ไปรับกรรมที่ตัวก่อ จำไว้ให้ดี แล้วก็ไปเลือกเอา จะภาวนาตอนนี้หรือจะรอใกล้ต ายค่อยภาวนา ถึงตอนนั้นก็ตัวใครตัวมัน ถือว่าบอกแล้ว..."
เรียบเรียงจากคติธรรมคำสอนโ ดย
พระอาจารย์ วรงคต วิริยธโร (หลวงตาม้า)
วัดพุทธพรหมปัญโญ (วัดถ้ำเมืองนะ)
ต.เมืองนะ อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่See More
"เรานักปฏิบัติทั้งหลาย อย่าปล่อยเวลาให้หมดไปโดยเป
"...การภาวนานั้น ต้องเอาจิตจับองค์พระตลอดเว
เรียบเรียงจากคติธรรมคำสอนโ
พระอาจารย์ วรงคต วิริยธโร (หลวงตาม้า)
วัดพุทธพรหมปัญโญ (วัดถ้ำเมืองนะ)
ต.เมืองนะ อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่See More


















