GREAT KING OF THAILAND, KING BHUMIBHOL

GREAT KING OF THAILAND, KING BHUMIBHOL
LONG LIVE THE KING BHUMIBHOL

วันจันทร์ที่ 17 มีนาคม พ.ศ. 2557

หลักการปฎิบัติ "แยกกายแยกใจ"


"แยกกายแยกใจ" ได้หลักปฏิบัติเยอะเลยนะลองอ่านกันดูครับ

หลวงพ่อปราโมทย์ : นี้บางคนนี่ที่อินทรีย์แก่กล้านะ พอทำความรู้ตัวขึ้นมาปุ๊บ จิตตั้งมั่นมันรู้ตัวปุ๊บ เริ่มเดินปัญญาได้เองนะ มันเห็นกายแยกออกไปส่วนหนึ่งจิตเป็นคนดู เห็นเวทนาแยกเป็นส่วนหนึ่ง จิตเป็นคนดู เห็นสังขารที่เป็นกุศลเป็นอกุศลนะแยกไปส่วนหนึ่งจิตเป็นคนดู แยกออกมาได้ แล้วเห็นจิตนั้นเกิดดับเดี๋ยวก็เป็นผู้รู้ เดี๋ยวก็เป็นผู้หลง นี่บางคนที่เค้า...ทำมาแล้วนะพอจิตตั้งมั่นปุ๊บมันเห็นเองเลย นี้บางคนไม่เป็น บางคนไม่เป็นก็ต้องฝึกเอา

วิธีฝึกก็คือช่วยมันหัดแยกธาตุแยกขันธ์ ช่วยมัน วิธีช่วยทำอย่างไรดี นั่งก็ได้นะ นั่งให้สบายนะ เอาให้สบายสุดๆเลยนั่ง แต่อย่างนั่งหลับก็แล้วกัน สมมติว่านั่งสมาธิแล้วสบายก็นั่งสมาธิไป นั่งเก้าอี้แล้วสบายก็นั่งเก้าอี้ไปนะ มีเก้าอี้ตัวละแสนนั่งแล้วแทบจะปลิวแทบจะลอยก็นั่งไป ไม่เป็นไรหรอก ไม่ได้เกี่ยวกับท่านั่งหรอก หลวงพ่อพุธเคยสอนหลวงพ่อนะว่า ไม่เกี่ยวกับอิริยาบถเลย ท่านบอกเอาหัวทิ่มพื้นนะเท้าชี้ฟ้า ก็ภาวนาได้ นี่ไม่ได้อยู่ที่อิริยาบถนะ เพราะฉะนั้นเบื้องต้นนั่งให้สบายไปก่อน นั่งให้สบายนะแล้วค่อยๆสังเกตไป ร่างกายที่นั่งอยู่นี่เป็นสิ่งที่จิตไปรู้เข้า ค่อยๆหัดดู บางคนมันรู้เอง ถ้าคนไหนมันไม่รู้เองนะก็ช่วยมันหน่อย บางทีครูบาอาจารย์ ให้พิจารณากาย ร่างกายอยู่ส่วนหนึ่ง จิตอยู่ส่วนหนึ่ง ร่างกายเป็นวัตถุเป็นก้อนธาตุนี่ พิจารณา ๆ ไป ช่วยมัน ช่วยมันดูเพื่อให้เห็นว่าร่างกายเป็นส่วนหนึ่ง จิตอยู่ส่วนหนึ่ง หรือถ้าเราไม่พิจารณาเรานั่งดูเอาเลยก็ได้ เห็นร่างกายที่หายใจออก เห็นร่างกายที่หายใจเข้า เห็นร่างกายที่นั่ง ดูไปอย่างนี้ หรือร่างกายจะยืน จะเดิน จะนั่ง จะนอน จริงๆได้ทุกอิริยาบถนะ แต่เอานั่งไว้ก่อน หรือใครถนัดเดินก็เดินไว้ก่อน ยกเว้นนอนนะ นอนนี่เอาไว้ทีหลังอย่าเพิ่งเลย หัดง่ายเกินไป งั้นเอายืน เอาเดิน เอานั่งไว้ก่อน ใครถนัดอะไรก็เอาอันนั้นแหละ

อย่างหลวงพ่อถนัดนั่ง หลวงพ่อก็นั่งดูเห็นร่างกายหายใจ ใจเป็นคนดู ร่างกายหายใจ ใจเป็นคนดู ฝึกอย่างนี้ ดูไปๆ จะเห็นเลยว่าร่างกายเป็นสิ่งที่ใจไปรู้เข้า ร่างกายกับใจนั้นเป็นคนละอันกัน นี่มันเริ่มแยกแล้ว เริ่มแยกขันธ์แล้ว รูปขันธ์อยู่ส่วนหนึ่ง นามขันธ์อยู่ส่วนหนึ่ง นั่งต่อไปเรื่อยๆ นั่งให้สบาย นั่งเก้าอี้ตัวละหมื่น ตัวละแสนอะไรก็นั่งไป นั่งไปๆ สักพักหนึ่งก็เมื่อย มีไหมนั่งเก้าอี้แพงๆแล้วไม่เมื่อย ที่หลวงพ่อสังเกตนะ เก้าอี้ยิ่งแพงยิ่งนั่งแล้วเมื่อย เราคงไม่มีบุญนะ เวลาไปเทศน์ที่ไหนนะเค้าจะจัดเก้าอี้ที่นั่งแล้วยุบไปครึ่งตัว โผล่หัวออกมาหน่อยนึง โอ๊ยเมื่อยจะตาย นั่งเกร็งไว้ตลอดเลย นั่งลงไปนะประเดี๋ยวนึงก็เมื่อยขึ้นมา พอเมื่อยเราค่อยๆสังเกตนะ ร่างกายอยู่ส่วนหนึ่งนะ ความเมื่อย ร่างกายยังไม่ได้ขยับเลย เมื่อกี้ไม่เมื่อย ตอนนี้ชักเมื่อยขึ้นมาแล้วนี่ ค่อยดูอย่างนี้ เราจะเห็นว่าความเมื่อยกับร่างกายนี้เป็นคนละอันกัน ความเมื่อยเป็นสิ่งที่แปลกปลอมเข้ามา เห็นว่าเวทนากับกายนี้เป็นคนละส่วนกันจริงๆ จิตเป็นคนดู นี่เราแยกได้สามขันธ์แล้วนะ

ทีแรกนั่งไปหรือเดินไปแล้วเห็นว่าร่างกายที่เคลื่อนไหว ร่างกายที่นั่งอยู่นี้เป็นของถูกรู้ถูกดู จิตเป็นคนดูนี่แยกกายกับจิตออก ถัดจากนั้น แยกต่อไปอีก นั่งไปเรื่อยๆ เดินไปเรื่อยๆ มันเกิดปวดเกิดเมื่อยขึ้นมา เราเห็นร่างกายอยู่ส่วนหนึ่งนะความปวดความเมื่อยเป็นสิ่งที่แทรกเข้ามา เข้ามาทีหลังหรอก ทีแรกไม่ปวดไม่เมื่อยนะ ความปวดความเมื่อยแทรกเข้ามา เป็นอีกขันธ์หนึ่ง ร่างกายกับความปวดเมื่อยคนละอันกัน จิตเป็นคนดู นี่ได้สามขันธ์แล้วนะ

ต่อไปพอร่างกายมันปวดมันเมื่อยมากขึ้นๆ จิตชักจะกระสับกระส่ายแล้ว ถ้าเราดูเป็นเราจะเห็นว่าจิตไม่ได้เมื่อย กายก็ไม่ได้เมื่อย ความปวดความเมื่อยนั้นแทรกเข้ามาอยู่ในกาย จิตไม่ได้เมื่อยเลยนะ จิตไม่เกี่ยวเลยแต่จิตกระสับกระส่ายเพราะจิตมันรักกาย มันรักว่า นี่ร่างกายของเรา ว่านั่งอย่างนี้เดี๋ยวจะเป็นอัมพาตนะ ยังไม่เคยเห็นใครนั่งสมาธิเป็นอัมพาตสักคนเลยนะ มีแต่ไปทำอย่างอื่นเป็นอัมพาต นี่เราค่อยดูไป พอมันเจ็บมันปวดมากขึ้นๆนะ ใจมันกระสับกระส่าย เราจะเห็นเลยนะว่า เมื่อกี้ใจมันเฉยๆนะ ตอนนี้ใจมันกระสับกระส่าย ใจกับความกระสับกระส่ายมันคนละอันกันอีก นี่ค่อยดูอย่างนี้ ทีแรกก็ดูกายนะกับจิต มีจิตเป็นคนรู้คนดู ต่อมาความปวดความเมื่อยมันแทรกเข้ามาในกายเราก็เห็นความปวดความเมื่อยเป็นอีกสิ่งหนึ่ง ไม่ใช่กาย พอมันปวดเมื่อยมากนะความกระสับกระส่ายแทรกเข้ามาในจิต พอมีสติรู้ทันอีกก็เห็นว่า ความกระสับกระส่ายก็ไม่ใช่จิต ความกระสับกระส่ายกับความปวดเมื่อยก็คนละอันกัน ความปวดอยู่ที่กายนะแต่ว่าใจมันทุรนทุรายขึ้นมา กังวลขึ้นมา กลุ้มใจขึ้นมา หงุดหงิดขึ้นมา โมโหขึ้นมา นี่มันมาเกิดที่ใจ แล้วมันก็ไม่ใช่ใจด้วย ความโกรธก็ไม่ใช่ใจ ความหงุดหงิดก็ไม่ใช่ใจ ใจเป็นคนดู นี่หัดแยกมันอย่างนี้นะ นี่ได้สี่ขันธ์แล้ว ได้ร่างกายนะ ขันธ์หนึ่ง เวทนาความปวดความเมื่อยขันธ์หนึ่ง ความทุรนทุรายของจิตใจนี่เป็นสังขารขันธ์อีกขันธ์หนึ่ง จิตเป็นคนดูอีกขันธ์หนึ่ง สัญญาขันธ์อย่างเพิ่งไปยุ่งกับมัน ยุ่งกับสัญญาเร็วเกินไปเดี๋ยวบ้า เรียกสัญญาวิปลาส เอาไว้ก่อน งั้นเวลาท่านสอนท่านจะสอน กาย เวทนา จิต เห็นไหมจะสอนตรงนี้ แต่สัญญาเว้นไว้ก่อนอย่าเพิ่งไปยุ่ง บางคนไปยุ่งกับสัญญานะ พยายามดัดแปลงสัญญาเช่น เห็นโต๊ะเรียกเก้าอี้ อย่างนั้นอย่าไปยุ่งกับมัน ให้รู้ รู้ลูกเดียวนะ รู้ลงในกาย รู้เวทนา รู้ความปรุงแต่งที่เป็นกุศล-อกุศลของจิต แล้วก็รู้จิตใจของเราแต่ละส่วนๆ นี่หัดแยกอย่างนี้นะ ถ้ามันไม่แยกเองก็ช่วยมันแยก ตามวิธีที่หลวงพ่อเล่านี่ นั่งดูมันไป ค่อยๆพิจารณาค่อยๆแยกนะ

ที่นี้พอมันแยกแล้วนะ ขันธ์แต่ละขันธ์จะไม่ใช่ตัวเราแล้วจะแสดงไตรลักษณ์ให้เห็นเลย ร่างกายถ้ามันแยกออกมาจากจิตเมื่อไร ร่างกายจะไม่ใช่ตัวเรา จะรู้สึกนะเป็นความรู้สึก ไม่ใช่ความคิด จะรู้สึกว่าร่างกายไม่ใช่ตัวเราความปวดความเมื่อยก็ไม่ใช่ตัวเรา จิตใจที่เป็นสุข ทุกข์ก็ไม่ใช่เรา จิตใจที่เป็นกุศล-อกุศลนี่ไม่ใช่เรา ไม่มีตัวเรา ตัวจิตเองที่เป็นผู้รู้ผู้ดูก็ไม่ใช่เรา เกิดแล้วก็ดับไป เกิดแล้วก็ดับไป เดี๋ยวก็เป็นผู้รู้ เดี๋ยวก็เป็นผู้คิด ผู้รู้ไม่เที่ยงหรอก ทนอยู่ไม่ได้ สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นทนอยู่ไม่ได้ สิ่งใดทนอยู่ไม่ได้สิ่งนั้นไม่ใช่ตัวเรา คำว่าเรา หมายถึง เราถาวร มีเราที่เป็นอมตะ นี่เรียก อัตตา อัตตาหมายถึงมีตัวตนเราถาวร ไม่มีตัวเราถาวรมีแต่ตัวเราที่ปรุงขึ้นมาแว๊บๆ เราภาวนารู้สึกมั้ยบางทีมีเราขึ้นมาแว๊บๆ แต่เดี๋ยวเดียวหายไปแล้ว อันนั้นไม่ใช่อัตตา เค้าเรียกว่ามานะ ไม่ใช่ตัวอัตตานะ อัตตาไม่มี มันเป็นตัวมานะ เป็นตัวสำคัญมั่นหมายว่ามีเรา มีกูขึ้นมา ค่อยดูลงไปเรื่อย ไม่มีอะไรเป็นเรา คือไม่มีสิ่งที่เป็นตัวตนถาวร กายก็ไม่ใช่ตัวตนถาวรนะ ไม่ใช่ตัวเราเลยเป็นของถูกรู้ถูกดู เวทนาคือความรู้สึกสุขทุกข์ ไม่ว่าจะเกิดที่กายหรือเกิดที่ใจก็ไม่ใช่ตัวเรา เป็นสิ่งที่จิตไปรู้เข้า กุศล-อกุศลทั้งหลายนี่เกิดที่ใจไม่เกิดที่กาย เวทนานี่เกิดได้ทั้งกายทั้งใจ กุศล-อกุศลเกิดที่ใจ จิตไปรู้เข้าก็เห็นว่าไม่ใช่เรา

ตัวจิตเองละ ทำอย่างไรดี เราก็มีจิตเห็นจิต มีจิตดวงใหม่ไปรู้จิตดวงเก่าที่เพิ่งดับไปสดๆร้อนๆ เราก็จะเห็นว่าจิตนั้นไม่คงที่หรอก เช่นจิตเมื่อกี้หลงตอนนี้รู้สึก หรือรู้สึกอยู่พักหนึ่งก็หลงไปใหม่ ตอนหลงไปนะก็จะไม่รู้นะว่าเมื่อกี้รู้สึกตัวอยู่เพราะหลงอยู่ ก็จะเว้นไปช๊อตหนึ่ง พอหลงไปอีก พอมีสติรู้ทันว่าเมื่อกี้หลงนะก็กลับมารู้ได้อีก พอรู้แล้วก็บางทีก็เกิดสติ เกิดจิตอีกดวงหนึ่งรู้ว่าจิตเมื่อกี้รู้สึกตัวอยู่ อย่างนี้ก็มีนะ เพราะอย่างนั้น จิตนี่เราเลือกไม่ได้ว่าเป็นจิตที่รู้สึกตัวหรือเป็นจิตที่หลง เราเลือกไม่ได้นะ แล้วแต่มันจะเกิดนะเราบังคับมันไม่ได้ นี่คืออนัตตานะ บังคับไม่ได้หรอก ไม่อยู่ในอำนาจ เราเฝ้ารู้ไปนะ มันมีแต่ของไม่เที่ยงมีแต่ของเป็นอนัตตาบังคับไม่ได้ จิตนี่ จิตเดี๋ยวก็สุข เดี๋ยวก็หายไป กลายเป็นจิตเฉยๆ เฉยๆสักพักหนึ่งอาจจะสุขขึ้นมาอีกก็ได้ หรืออาจจะทุกข์ก็ได้ มันทุกข์ไป รู้ด้วยความเป็นกลางไม่ใช่หายไปอีก อาจจะเกิดจิตเฉยๆขึ้นมาอีกหรือเกิดจิตที่ยินดี อย่างบางทีเราทุกข์ๆ อยู่นะ เรามีสติรู้ทันนะจิตเบิกบาน จิตที่เบิกบานเป็นจิตอีกดวงหนึ่ง นี่เฝ้ารู้ลงไปนะ มีแต่เกิดดับ อันนั้นเกิดอันนี้ดับ อันนั้นเกิดอันนี้ดับ หมุนเวียนเปลี่ยนแปลงไปอยู่ในกายนี่แหละ ร่างกายก็เกิดดับนะ เดี๋ยวหายใจออกหายใจเข้า เดี๋ยวยืน เดินนั่งนอน เดี๋ยวเคลื่อนไหว เดี๋ยวหยุดนิ่ง เปลี่ยนแปลงไปเรื่อย

ถ้าภาวนานะ ถ้ามีสมาธิหนุน ลงไปก็เห็นเกิดดับจริงๆ เป็นกลุ่มๆ เป็นหย่อมๆ อยู่ในกายนี้ วับๆๆๆๆ ถ้าไม่เห็นก็ดูไป กายที่หายใจออกอันนึง กายที่หายใจเข้าอันนึง กายที่ยืนเดินนั่งนอนคนละอันๆ ดูไป ไม่มีตัวเราหรอก คนละอันกัน ไม่ใช่ตัวตนถาวร เวทนาก็ไม่ใช่ตัวตนถาวร เกิดแล้วก็ดับ สังขารก็ไม่ใช่ตัวตนถาวร ดีได้ก็ยังชั่วได้ ชั่วได้ก็ยังดีได้ จิตเองก็เกิดดับ เดี๋ยวก็รู้ เดี๋ยวก็หลง เดี๋ยวก็รู้ เดี๋ยวก็คิด เดี๋ยวก็รู้ เดี๋ยวก็เพ่ง เดี๋ยวไปทางตา เดี๋ยวไปทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทางใจ นี่ ก็ดูลงไปอย่างนี้ มีปัญญานะ เห็นเลยทุกอย่างในกายในใจนี้ เกิดดับหมดเลย ไม่มีตัวไหนเลย กายก็ไม่ใช่เรา เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ นั้นไม่ใช่เราสักอันเดียว ดูไปซ้ำไปซ้ำมา ปัญญามันเกิดว่าตัวเราไม่มี จิตมันสรุปได้ว่าตัวเราไม่มี เพราะจริงๆไม่มี จิตมันไม่ยอมรับ พามันดูทุกวันๆ มันเห็นความจริงในที่สุดมันต้องยอมรับ ยอมรับได้ ได้เป็นพระโสดาบันนะ ละความเห็นผิดไป เอาแค่โสดานะ เอาแค่นี้ก่อน
See More






บทเรียนของพระพุทธเจ้า ๓ บท สีลสิกขา จิตสิกขา ปัญญาสิกขา

สีลสิกขาเป็นการเตรียมความพร้อมจัดระเบียบกายวาจา จิตตสิกขาเป็นการเตรียมความพร้อมของจิตให้พร้อมสำหรับการเจริญปัญญา เป็นการจัดระเบียบจิตใจ ก็คือเป็นการฝึกให้จิตตั้งมั่นเป็น ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน นั่นเอง

เพราะฉะนั้นเราจะต้องมาเรียนเรื่องจิตก่อนถึงจะไปเดินปัญญาได้ ถ้าไม่เรียนเรื่องจิตก่อนจะไปเดินปัญญา ก็จะเอาจิตที่ไม่มีคุณภาพไปเจริญปัญญา มัน...ไปไม่รอดหรอก มันก็กลายไปเป็นการเพ่งรูปเพ่งนาม เพราะไม่สามารถรู้รูปรู้นามตามความเป็นจริงได้

เพราะฉะนั้นเราจะมาฝึกจิตของเรา หัดพุทโธไป หัดหายใจไป หัดดูท้องพองยุบไป อะไรก็ได้สักอย่างหนึ่งนะ หาเครื่องอยู่ให้จิตสักอย่างหนึ่งนะ ถ้าไม่มีเครื่องอยู่เลย จู่ๆจะไปดูมันเลย ดูยาก จิตมันว่องไว มันหนีเร็ว แล้วพอหนีทีหนึ่ง ถ้าไม่มีบ้านให้จิตอยู่ จะหนีนาน หลงนาน เราก็มาพุทโธ มาหายใจ มาดูท้องพองยุบ จะขยับมือทำจังหวะตามอย่างหลวงพ่อเทียนก็ได้ อะไรก็ได้สักอย่างหนึ่ง หรือจะอยู่กับพุทโธๆไปเรื่อยๆก็ได้ บริกรรมเอา

ให้มีเครื่องอยู่ให้จิตอยู่ เพื่อที่จะรู้ทันจิต ตัวนี้ตัวสำคัญ ไม่ใช่มีเครื่องอยู่ให้จิตอยู่ เพื่อให้จิตสงบ แต่มีเครื่องอยู่ให้จิตอยู่เพื่อที่จะรู้ทันจิต ถึงจะเรียกว่าจิตตสิกขา มีเครื่องอยู่ให้จิตสงบจะไม่ได้เรียนเรื่องจิต ไม่ใช่จิตตสิกขาจริง

เพราะฉะนั้นเราอยู่กับพุทโธๆแล้วเราก็คอยรู้ทันจิต จิตหนีไปคิดรู้ทัน จิตหนีไปคิดรู้ทัน หรือจิตไปเพ่งจิตนิ่งๆ ก็รู้ทัน เวลาเรารู้ลมหายใจ ถ้าคนไหนถนัด รู้ลมหายใจ แต่รู้ลมหายใจเพื่อจะรู้ทันจิต ไม่ใช่เพื่อให้จิตนิ่งอยู่กับลมหายใจ รู้พุทโธก็เพื่อรู้ทันจิต ไม่ใช่ให้จิตนิ่งอยู่กับพุทโธ ดูท้องพองยุบก็เพื่อให้รู้ทันจิต ไม่ใช่ให้จิตไปนิ่งอยู่กับท้อง เดินจงกรมยกเท้าย่างเท้านะ ก็เพื่อจะรู้ทันจิต ไม่ใช่ให้จิตไปอยู่ที่เท้า ไม่ใช่ให้จิตหลงไปเพ่ง เพราะฉะนั้นการที่เราหัดกรรมฐานสักอย่างหนึ่ง มีบ้านให้จิตอยู่แล้วรู้ทันจิตอยู่เรื่อยๆ มันจะเป็นการซ้อมรู้เวลาจิตหลงไป

จิตหลงไปคิดกับจิตหลงไปเพ่ง จิตหลงมี ๒ อัน หลงไปคิดกับหลงไปเพ่ง ก็เผลอกับเพ่งเท่านั้นเอง จิตเพ่งก็ถือว่าหลงเหมือนกัน แต่หลงแบบผู้ดีหน่อย จิตหลงไปก็หลงแบบผู้ร้าย

หลวงพ่อมีหลานคนหนึ่งนะ เล็กๆ แล้วมันบอกว่า มันเห็นแล้วล่ะว่า จิตเผลอกับจิตเพ่งเนี่ย จิตเพ่งเนี่ยเป็นจิตหลงแบบมีปัญญา เด็กใช้คำอย่างนี้นะ หลงแบบฉลาด หลงแบบคนฉลาด แต่ก็ยังหลง มันเห็นอยู่แล้วแบบนี้ยังหลงอยู่

เพราะฉะนั้นเรามาคอยรู้ทันจิตที่หลงบ่อยๆ พุทโธไปจิตหนีไปคิดรู้ทัน จิตไปเพ่งจิตรู้ทัน หายใจไปจิตหนีไปคิดรู้ทัน จิตไปเพ่งลมหายใจรู้ทัน ดูท้องพองยุบนะจิตหนีไปคิดรู้ทัน จิตไปเพ่งท้องรู้ทัน เดินจงกรมยกเท้าย่างเท้าอยู่ จิตหนีไปคิดรู้ทัน จิตไปเพ่งเท้ารู้ทัน หรือเดินจงกรมแล้วรู้ร่างกายทั้งร่างกายอยู่ จิตหนีไปคิดรู้ทัน จิตเพ่งร่างกายทั้งร่างกาย ก็รู้ทันอีก จิตเผลอก็รู้ จิตเพ่งก็รู้ ฝึกซ้อมตัวนี้ให้มากเลย เป็นพื้นฐานที่สำคัญ

หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
See More



มุตโตทัย โดย หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต (พ.ศ. ๒๔๑๓ - ๒๔๙๒)

อกิริยาเป็นที่สุดโลก สุดสมมติบัญญัติ

สัจจานํ จตุโร ปทา ขีณาสวา ชุติมันโต เต โลเก ปรินิพพุตา...

สัจธรรมทั้ง ๔ คือ ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค ยังเป็นกิริยา

เพราะแต่ละสัจจะๆ ย่อมมีอาการต้องทำ คือ

ทุกข์ ต้องทำการกำหนดรู้

สมุทัย ต้องละ

นิโรธ ต้องทำให้แจ้ง

มรรค ต้องเจริญให้มาก

ดังนี้ ล้วนเป็นอาการที่จะต้องทำทั้งหมด

ถ้าเป็นอาการที่จะต้องทำ ก็ต้องเป็นกิริยา

เพราะเหตุนั้นจึงรวมความได้ว่า สัจจะทั้ง ๔ เป็นกิริยา

จึงสมกับบาทคาถาข้างต้นนั้น

ความว่า สัจจะทั้ง ๔ เป็นเท้า

หรือเป็นเครื่องเหยียบก้าวขึ้นไปหรือก้าวขึ้นไป ๔ พัก จึงจะเสร็จกิจ

ต่อจากนั้นจึงเรียกว่า อกิริยา

อุปมาดังเขียนเลข ๑ ๒ ๓ ๔ ๕ ๖ ๗ ๘ ๙ ๐

แล้วลบ ๑ – ๙ ทิ้งเสียเหลือแต่ ๐ (ศูนย์) ไม่เขียนอีกต่อไป

คงอ่านว่า ศูนย์แต่ไม่มีค่าอะไรเลย

จะนำไปบวกลบคูณหารกับเลขจำนวนใดๆ ไม่ได้ทั้งสิ้น

แต่จะปฏิเสธว่าไม่มีหาได้ไม่เพราะปรากฏอยู่ว่า ๐ (ศูนย์)

นี่แหละคือ ปัญญารอบรู้

เพราะทำลายกิริยา คือความสมมติ

หรือว่า ลบสมมติลงเสียจนหมดสิ้น

ไม่เข้าไปยึดถือสมมติทั้งหลาย
See More






เรื่องราวทั้งหลายไม่ว่าเรื่องอะไร ก็ทำให้คนเราเกิดความรู้สึกเพียง 3 ชนิด คือ สุข ทุกข์ เฉยๆ

ถ้าไปพิจารณาที่ความคิดก็จะพบว่ามีร้อยแปดพันเก้าหลายหลายสารพัดเรื่อง แต่หากระลึกรู้ที่ความรู้สึกจะพบว่ามีแค่ 3 ชนิดเท่านั้น

คนเรามักวุ่นวายอยู่กับความคิด การปรุงแต่งเรื่องราวต่างๆเสียส่วนใหญ่ จึงทำให้รู้สึกว่าเรื่องราวปัญหาต่างๆนั้นมีมากมาย...

แต่หากฝึกฝนการมีสติสัมปชัญญะ รู้สึกตัวทั่วพร้อมให้มากไว้ จะพบว่าการสังเกตชนิดของอารมณ์ความรู้สึก จะทำให้เข้าใจปัญหาต่างๆในชีวิตได้ดีขึ้น

เพราะความรู้สึก สุข ทุกข์ หรือ เฉยๆ ไม่ได้ขึ้นอยู่ที่ว่าเป็นความคิดเรื่องใด แต่ขึ้นอยู่ที่ลักษณะของจิตเข้าไปยึดมั่นถือมั่นกับความคิดนั้นๆ

หากจิตเข้าไปยึดในลักษณะดึงดูดเคลิบเคลิ้มเพลิดเพลิน ก็คือ "สุข"

หากจิตเข้าไปยึดถือในลักษณะของ การผลักออก ความต้องการที่จะสลัดหลุดพ้นออกจากสภาวะนั้น ก็คือ "ทุกข์"

ส่วนจิตที่เข้าไปยึดในลักษณะนิ่งสงบอยู่ด้วยความไม่รู้ ก็คือ "เฉยๆ"

การมีสติสัมปชัญญะรู้สึกตัวทั่วพร้อม ปล่อยวางเรื่องราวต่างๆ ปล่อยวางสุขและทุกข์ไป จิตก็จะค่อยๆน้อมเข้าสู่ความรู้สึก "เฉยๆ"

แต่ความรู้สึก "เฉยๆ" ในตอนแรกนั้น ยังเป็นเฉยแบบไม่รู้ เฉยแบบยังมี "อวิชชา" อยู่ ซึ่งเราต้องอาศัยความเพียร อาศัยสติ และ ปัญญาเข้ามาช่วย

หากสติปัญญาในการสังเกตสภาวะ พิจารณาเรื่องราวต่างๆจนเกิดญาณปัญญาเกิดวิชชาขึ้นมาแล้ว จากเฉยๆไม่รู้ ก็จะกลายเป็นเฉยเพราะรู้แจ้งเห็นจริงแทน
See More







"สมาธิจะเกิดขึ้นได้ต่อเมื่อเราหมดความตั้งใจ วิปัสสนาจะเกิดขึ้นมาได้ต่อเมื่อเราหมดความคิด หมดความตั้งใจ คือ ความว่างของจิต สมาธิก็เกิด การหมดความคิดก็คือความว่างของจิต วิปัสสนาคือปัญญาก็เกิด"...หลวงพ่อพุธ ฐานิโย



วิธีใช้ปัญญาอบรมสมาธิ

ปัญญาที่อบรมสมาธิ เป็นอุบายวิธีที่ช่วยย่นเวลาทำสมาธิได้อย่างดี

วิธีใช้ปัญญาอบรมสมาธินั้น...

ถ้าใครสามารถแยกจิตกับอารมณ์ออกจากกันได้ชำนาญแล้ว

จะรู้สึกว่าทำสมาธิได้ง่ายมาก คือแทบไม่ต้องทำอะไรเลย

เพียงแต่ระลึกรู้นิวรณ์ธรรมที่กำลังปรากฏกับจิต

แล้วเห็นว่านิวรณ์ไม่ใช่จิต จิตเป็นกลาง นิวรณ์ก็จะดับจากจิต

จิตเข้าถึงรู้ ที่เป็นกลาง และสงบเพราะพ้นจากความรบกวนของนิวรณ์ต่างๆ

ถ้าย้อนออกมารู้ภายนอก ก็เป็นการใช้งานของขณิกสมาธิ

ถ้าจะรู้ธรรมละเอียดภายใน ก็ดำเนินไปในอุปจารสมาธิ

หากจะเข้าอัปปนาสมาธิต่อ ก็ทำสติระลึกรู้ลมหายใจต่อไปเลย

หรือถ้าจะเข้าอรูปฌาน ก็ทำสติระลึกรู้ความว่างของจิตต่อไปเลย

เมื่อจิตเคล้าเคลียกับลมหายใจ หรือความว่าง โดยไม่มีการควบคุมแล้ว

จิตก็จะเข้าถึงอัปปนาสมาธิเอง

เป็นภาวะที่เหลือแต่รู้ กับสิ่งที่ถูกรู้เพียงอันเดียว

จิตจะสงัดจากกาม สงัดจากอกุศลธรรม

แต่ทำอะไรไม่ค่อยได้ครับ ดูจะเป็นที่พักเอากำลังเสียมากกว่า

มีอีกวิธีหนึ่งคือ การใช้ความคิดพิจารณาธรรมเอาตรงๆ นี่แหละครับ

เช่นพิจารณาร่างกาย ให้เห็นเป็นธาตุ เป็นอสุภะ หรือพิจารณาความตาย

เมื่อพิจารณาไปแล้ว ถ้าจิตเกิดสลด หรือจิตเห็นจริงในระดับหนึ่ง(ไม่ถึงขั้นเห็นแจ้ง)

จิตจะวางการพิจารณา แล้วรวมสงบเข้ามาเป็นสมาธิเป็นคราวๆ ไป

แต่สมาธิด้วยวิธีนี้มักจะไปได้เพียงอุปจารสมาธิ

และใช้เวลามากกว่าวิธีแรกที่แยกอารมณ์อันเป็นศัตรูของสมาธิออกไปเลย

โดยคุณ สันตินันท์



หลวงพ่อปราโมทย์ : ทำอย่างไรจิตจะตั้งมั่น จิตใจจะอยู่กับเนื้อกับตัว ? (ถ้าไม่ได้อ่านคงต้องเสียดายมากครับ ความเห็นผู้โพสต์ครับ)

จิตใจจะตั้งมั่นอยู่กับเนื้อกับตัวได้ มีวิธีฝึกอันแรก ฝึกสมถะ ฝึกสมถะไปนะ พุทโธๆไปก็ได้ หายใจไปก็ได้ แล้วคอยรู้ทันจิตไว้ พุทโธ พุทโธ พุทโธไป แล้วคอยรู้ทันจิตไปเรื่อย อย่างนี้เป็นสมถะแบบง่ายๆ แบบง่ายๆที่พวกเราพอจะทำได้ เพราะฉะนั้นเราหัดพุทโธไป หัดหายใจไป พอจิตเราเคลื่อนไหว เ...รารู้ทัน จิตเคลื่อนไหว รู้ทัน ในที่สุดจิตจะสงบ จิตจะตั้งมั่น ไม่หนีไปแล้ว เพราะหนีไปทีไรถูกรู้ทุกที

จิตนี้เหมือนเด็กซน สติเหมือนพ่อแม่ พอเด็กจะหนีออกจากบ้าน พ่อแม่หันมาดูนะ เด็กมันกลับมาไม่กล้าไปเที่ยว เนี่ยสติก็เหมือนกัน มันคอยดู ดูจิตใจอยู่ พอจิตใจจะหนีไปคิดนะ สติรู้ทันไปเรื่อย จิตใจก็ไม่หนีไป จิตใจก็สงบ จิตใจก็ตั้งมั่นอยู่กับเนื้อกับตัวได้ นี่ก็วิธีหนึ่งนะ ไม่ยาก อันนี้ง่ายๆ ใครๆก็ทำได้ เพราะฉะนั้นพวกเราทั้งหลายนะ ลองดู หายใจเข้าหรือพุทโธเข้าก็ได้นะ แล้วก็คอยรู้ทันจิตไป พอจิตไหลไปแล้วรู้ ไหลไปแล้วรู้ ในที่สุดจิตจะตั้งมั่นขึ้นมา อันนี้เป็นวิธีทำสมถะที่ง่ายที่สุดแล้วนะ

สมถะอีกชนิดหนึ่งเป็นสมถะเต็มรูปแบบ อันนั้นทำยากแล้ว ในยุคนี้ที่มาเรียนกับหลวงพ่อ หลวงพ่อเห็นอยู่ไม่กี่คน มีไม่มากที่ทำสมถะเต็มรูปแบบได้ เห็นมีคุณดำเกิง มีอาจารย์วิชา อาจารย์วิชาเป็นลูกศิษย์อาจารย์วิริยังค์ทำอานาปานสติ คุณดำเกิงเป็นลูกศิษย์ท่านเจ้าคุณนรฯ ท่านก็ทำอานาปานสติเหมือนกัน พวกนี้เขาฝึกสมาธิ เขาฝึกกันทุกวัน หายใจไปนะ หายใจไป หัดใหม่ๆก็จะไปรู้ลมหายใจเข้า-ลมหายใจออก ลมหายใจเนี่ยเขาเรียกว่า “บริกรรมนิมิต” ไปรู้ลมหายใจ ไม่เอาสติไปที่อื่นแล้ว มีแต่สติอยู่กับลม แต่ว่าไม่เผลอตัว ไม่เคลิ้ม ไม่ลืมตัว รู้สึกตัวอยู่ แล้วก็เห็นร่างกายนี้หายใจ ใจเป็นคนดูอยู่ เห็นลมอยู่ เอาลมหายใจนี้เป็นอารมณ์

หายใจไปนะ ทีแรกลมหายใจจะยาว หายใจเป็นธรรมชาติเนี่ย เราจะหายใจยาว หายใจลึกนะ หายใจไปถึงท้องเลย ทีนี้พอเราหายใจไปเรื่อย จนเริ่มสงบ ลมหายใจจะสั้น สั้นๆนะ จนขึ้นมาอยู่ที่ปลายจมูกนี้หน่อยเดียว เพราะฉะนั้นพอลมมันละเอียด ลมมันสั้น ค่อยๆละเอียดๆนะ ใจนี้มันจะโล่งว่าง จะสว่าง มันจะรู้สึกสว่าง

ทำไมรู้สึกสว่าง เวลาคนนั่งสมาธินะ เลือดจะมาเลี้ยงสมองส่วนหน้านี้เยอะ ถ้าคนฟุ้งซ่าน เลือดจะไปเลี้ยงที่อื่น ไปเลี้ยงมือเลี้ยงเท้าบ้าง เลี้ยงปาก แต่พอจิตเริ่มสงบนะ เลือดมาอยู่ที่ตรงนี้เยอะ จะให้ความรู้สึกว่าสว่าง สบาย แต่ไม่ใช่ว่าสว่างขึ้นมาเพราะเลือดมาอยู่ที่หัวหรอกนะ อันนี้สำหรับมนุษย์นะ เทวดาเขาไม่มีเลือดนี่ เขานั่งสมาธิเขาก็สว่างได้เหมือนกัน พอจิตมันสงบมันก็จะสว่างขึ้นมา

ทีนี้สว่างทีแรกมันก็จะสว่างอยู่ตรงนี้ เป็นดวงขึ้นมา ให้เราดูดวงสว่างตรงนี้แทนลมหายใจ เพราะลมหายใจสั้น..จนลมหายใจหยุดไปแล้ว จะเป็นดวงสว่างขึ้นมา ใช้แสงสว่างตรงนี้แทนลมหายใจ ตัวนี้เรียกว่า “อุคคหนิมิต” ไม่ใช่บริกรรมนิมิตแล้ว ตัวลมเป็นแค่บริกรรมนิมิตนะ พอมันเป็นความสว่างเกิดขึ้น เป็นอุคคหนิมิต ใช้ความสว่างนี้เป็นอารมณ์กรรมฐาน หายใจไปเรื่อย..แต่มันไม่รู้สึกว่าหายใจเท่าไหร่ มันเหมือนหายใจทางผิวหนัง แต่ใจมันจะสว่าง รู้ในความสว่าง มันก็ใหญ่ๆขึ้นมาได้นะถ้าฝึกชำนาญ ถ้าไม่ชำนาญก็จะถลำลงไปในแสงแล้วก็เบลอไปเลย เคลิ้มๆไป ถ้าชำนาญก็จะขยับได้ ให้ใหญ่แค่ไหนก็ได้ ให้เต็มโลกก็ได้ จิตใจก็เริ่มมีปีติมีควาสุขขึ้นมา นี่ได้สมาธิ

พอมีสมาธิขึ้นมาแล้ว ก็ยังไม่หยุดอยู่แค่นั้น จิตมันยังตรึกมันยังตรองถึงดวงสว่างนี้อยู่ เรียกว่ามีวิตกมีวิจารอยู่ จิตยังไม่ละเอียดจริง เราเฝ้ารู้ไปนะ จิตมันสงบขึ้นมานี้ มันทิ้งการตรึกการตรองในตัวนิมิต ไม่เอานิมิตนะ มันกลับมารู้ที่จิตได้ จิตมันตั้งมั่นขึ้นมาเป็นตัวผู้รู้ขึ้นมา พอจิตตั้งมั่นเป็นตัวผู้รู้แล้ว มันจะเห็นว่ามีความสุขเกิดขึ้น มันมีความสุขอยู่แล้วล่ะ แต่ทีแรกมันหวือหวา มันไม่ดูความสุขนะ มันมัวแต่ไปดูนิมิต จิตมันเปลี่ยนจากการรู้นิมิตมาดูความสุขแทน ความสุขก็จะดับให้ดู เป็นอุเบกขาขึ้นมา มีปีติ มีสุข สุดท้ายจิตเป็นอุเบกขา แล้วทรงตัวเป็นผู้รู้อยู่ บางทีร่างกายหายไปเลย ไม่มีร่างกายแล้ว

ทีนี้พอออกจากสมาธิมาแล้วเนี่ย จิตที่ฝึกมาจนมีตัวผู้รู้นะ ตัวผู้รู้นี้ยังทรงอยู่ได้ บางคนทรงอยู่ได้นานเลย ถ้าสมาธิทำมานานนะ ทำมาปราณีตลึกซึ้ง ตัวผู้รู้จะทรงอยู่นาน ตัวผู้รู้ที่ทรงอยู่นานจะดูจิตไม่ได้ อย่าไปดูจิตนะเวลามันทรงตัวผู้รู้อยู่ มันจะไม่มีอะไรให้ดู มันจะว่างๆ ให้ดูกายไว้

เห็นร่างกายยืนเดินนั่งนอนนะ ใจเป็นคนดู มันจะดูได้ทั้งวันเลยคราวนี้ มันจะเห็นเหมือนคนอื่นเคลื่อนไหวตลอดวันตลอดเวลา มันจะรู้สึกอย่างนี้ อาจารย์เหน่งรู้สึกไหม มันจะรู้สึกเหมือนเห็นคนอื่นทั้งวัน ปัญญามันเริ่มเกิด จิตมีสมาธิเป็นผู้รู้ผู้ดู แล้วร่างกายเคลื่อนไหว สติรู้ทันความเคลื่อนไหวของกายด้วยจิตที่ตั้งมั่นเป็นแค่ผู้รู้ผู้ดู ปัญญาจะเกิด จะเห็นทันทีว่าร่างกายนี้ไม่ใช่ตัวเรา

เพราะฉะนั้นปัญญาเกิดได้ด้วย ๒ เหตุผล อันหนึ่งจิตตั้งมั่นเป็นผู้รู้ผู้ดู อันที่สองมีสติระลึกรู้ลงไปที่กายก็จะเห็นว่ากายไม่ใช่ตัวเรา สติระลึกรู้ในเวทนาก็จะเห็นเวทนาไม่ใช่เรา สติระลึกรู้จิตทีเป็นกุศลอกุศลนะ ก็จะเห็นว่าจิตก็ไม่ใช่เรา สติระลึกรู้ เป็นตัวผู้รู้อยู่

ถ้าประคองไว้มากนะ เหมือนตัวผู้รู้เด่นดวงอยู่อย่างนี้ จะเห็นว่าทุกอย่างในโลกธาตุนี้ไม่เที่ยง ยกเว้นผู้รู้ พวกนี้ยังเดินต่อไม่ได้จริง ยังยึดตัวผู้รู้อยู่ จะเห็นตัวผู้รู้เที่ยง หลวงปู่หล้า ภูจ้อก้อ เคยสอนไว้นะ “ใครเห็นผู้รู้เที่ยง ยังเป็นมิจฉาทิฏฐิอยู่” เพราะฉะนั้นตัวผู้รู้เราก็ไม่ประคองไว้ มีตัวผู้รู้ก็สักแต่ว่าอาศัยไปรู้กาย รู้เวทนา รู้สังขาร รู้อะไรไป แต่เราไม่ประคองตัวผู้รู้

ถ้าเราไม่ประคองตัวผู้รู้ไว้ เราจะพบปรากฏการณ์อันหนึ่งว่า ตัวผู้รู้ก็ไม่เที่ยง ตัวผู้รู้เองเดี๋ยวก็เป็นตัวผู้รู้เดี๋ยวก็เป็นตัวผู้คิด ตัวผู้รู้เดี๋ยวก็เป็นตัวผู้รู้เดี๋ยวก็เป็นตัวผู้หลง เดี๋ยวก็เป็นตัวผู้รู้เดี๋ยวเป็นตัวผู้เพ่งนะ นี่มีความแปรปรวน ตัวผู้รู้เองไม่คงที่ ในที่สุดก็จะเห็นเลยนะว่า ขันธ์ทั้งหมดแม้กระทั่งตัวจิตเอง เกิดดับตลอด ไม่มีตัวไหนคงที่เลย

แต่การที่เราจะรู้ขันธ์ทั้งหลายแล้วเห็นความเกิดดับได้ จิตต้องตั้งมั่น จิตต้องเป็นกลาง ถ้าจิตถลำลงไปในอารมณ์ จะไม่เห็นหรอก ปัญญาจะไม่เกิด เพราะฉะนั้นจิตต้องตั้งมั่น บางคนถึงบอกว่าต้องทำสมาธิก่อน อันนี้ก็ถูกเหมือนกัน แต่ว่าไม่ใช่ ๑๐๐ เปอร์เซนต์ ไม่ใช่ทุกคนต้องทำสมาธิในรูปแบบก่อน บางคนทำไม่ได้ บางคนไม่มีวันทำได้นะ เพราะฉะนั้นบางคนต้องใช้ปัญญาก่อน ใช้ปัญญานำสมาธิ บางคนที่ทำสมาธิได้ก็ใช้สมาธินำปัญญา คนที่เชี่ยวชาญทั้งสมาธิและเชี่ยวชาญในการดูจิต จะใช้สมาธิและปัญญาควบกันได้ เพราะฉะนั้นมันมี ๓ แบบนะ การปฏิบัตินี้
See More






สมถะและวิปัสสนา ล้วนมีส่วนเสริมกัน

ระหว่างเจริญวิปัสสนา กับสมถะ เจริญวิปัสสนาไปเยอะๆนั้นดีแน่เพราะได้ปัญญา การเจริญสมถะไปมากๆก็ดีทําให้มีสมาธิจิตตั้งมั่นอยู่กับตัวเรา แต่ถ้าเราเดินอย่างหนึ่งอย่างใดไปมากๆๆ โดยไม่มีอีกอันเสริมเลยจะหลุดในช่วงปลายๆ ที่ได้ฌาณหรือได้ญาณกันแล้ว เป็นผู้รู้แล้วแต่ยังไม่พ้นตน เรียกว่ารู้ระดับได้สภาวะหมดแล้วด้วย คนที่เจริญปัญญาทําวิปัสสนาไปมากๆจะหลุดเรื่องอารมณ์ ปัญญาญาณหยั...่งรู้แม้จะลอกอวิชชาไปเยอะแล้ว แต่อวิชชาตัวที่เหลือติดอยู่กลับมีแรงดึงให้เราหลุดเพิ่มขึ้นมากมายหลายเท่ากว่าเดิมมากนัก เช่น กาม ตัญหา แม้เราจะรู้หมดด้วยญาณแต่กามที่แทบจะร้อนเป็นไฟเผาร่าง ยิ่งถ้าไปเจออดีตคู่กรรมที่เคยร่วมกรรมกันมาผูกพันกันมากๆมา(แล้วโดนพบเจอแน่ๆ เพราะเป็นชาติท้ายๆของคุณแล้ว ยิ่งดึงให้มารีบเจอกันอีกก่อนอดเจอ เลยเจอบททดลองว่าผ่านไม่ผ่านไปในตัวอีกด้วย) ทําให้หลุดไปเริ่มใหม่กันไปก็เยอะ เพราะเราเชื่อมั่นในปัญญามากเกินไป โดยไม่เอาสมถะมาช่วยกํากับทําให้จิตตั้งมั่น "ไม่วอกแวกได้" สุดท้ายก็หลุดกันครับ ไปหัดเดินซํ้าวนกลับมาใหม่ซะ ส่วนในรายที่เน้นแต่สมถะเป็นหลักโดยไม่เอาวิปัสสนาไม่เอาปัญญาเลย จะเห็นได้เลยครับกลุ่มนี้ในช่วงปลายๆจะไม่ค่อยหลุดเรื่อง กาม ตัญหา เพราะกําลังของสมาธิที่มีมากๆๆแม้จะเป็นของชั่วคราว แต่กลุ่มนี้เจริญไปถึงจุดหนึ่งจะตันไปต่อไม่ได้อยู่กับสภาวะนิพพานเทียมว่างเทียม ว่างที่ไม่มีสติปัญญากํากับ ว่างแบบโล่งๆไม่มีอะไร เป็นว่างที่เกิดจากกําลังของสมถะซึ้งเสื่อมได้ หลงติดในสุขแห่งสมาธินั้น แต่จะไม่ได้มรรคผล และอวิชชาก็ไม่ได้หลุดออกไปจากจิตเลย ปัญญาญาณไม่สามารถทําหน้าที่ได้เพราะคลุมไปด้วยอวิชชา ยังหลงทางอยู่ ถ้าเอาวิปัสสนามาเสริมกลุ่มนี้ได้ จะเดินหน้าได้เร็วมากครับ 





จิตที่ส่งออกนอก เป็นสมุทัย
ผลอันเกิดจากจิตที่ส่งออกนอก เป็นทุกข์
จิตเห็นจิตอย่างแจ่มแจ้ง เป็นมรรค
ผลอันเกิดจากจิตเห็นจิต เป็นนิโรธ
...
จิตปรุงกิเลส คือ การที่จิตบังคับให้กาย วาจา ใจ กระทําสิ่งภายนอก ให้มี ให้เป็น ให้เลว ให้เกิดวิบากได้ แล้วยึดติดอยู่ว่า นั่นเป็นตัว นั่นเป็นตน ของเรา ของเขา, กิเลสปรุงจิต คือการที่สิ่งภายนอกเข้ามาทําให้จิตเป็นไปตามอํานาจของมัน แล้วยึดว่ามีตัว มีตนอยู่ สําคัญผิดจากความเป็นจริงอยู่รํ่าไป

...หลวงปู่ดูลย์ อตุโล







"นิพพาน คืออะไร?"
หลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ

"นิพพาน ว่าโดยย่อ หมายถึง
"ความพยศหมดไป"...
หรือความมีมานะทิฎฐิหมดไป
หรือความมีโทสะ โมหะ โลภะ หมดไป
หรืออีกคำหนึ่งว่า กิเลส ตัณหา อุปาทาน หมดไป
มีแต่ "ความเป็นปกติหรือว่างๆ"
นี่แหละ คือ "นิพพาน"

"นิพพาน" แปลว่า หมดความร้อน
มีแต่ "ความเย็นอกเย็นใจ" ไม่ใช่อื่นไกล
นิพพานมีอยู่ในคนทุกคนไม่ยกเว้น
จะเป็นผู้หญิง
ก็มีนิพพานอยู่เช่นกัน
จะเป็นผู้ชาย
ก็มีนิพพานอยู่เช่นกัน
จะเป็นพระสงฆ์องค์เณร
ก็มีนิพพานอยู่เช่นกัน
คนไทย จีน คนฝรั่งเศส คนอังกฤษ คนอเมริกา
คนเขมร คนญวน คนลาว
ก็มีนิพพานเช่นเดียวกัน
จะนับถือศาสนาไหน ลัทธิอะไรก็ตาม
มีนิพพานเช่นเดียวกัน
นิพพานคือ ความร้อนดับหมด
มีแต่ความเย็นอกเย็นใจ
คนโบราณจึงพูดว่า
"สวรรค์อยู่ในอก นรกอยู่ในใจ"
พระนิพพานก็อยู่ในใจ
เพียงแต่ว่าคนนั้นแหละ
จะทำให้มรรค ผล นิพพาน
ปรากฏขึ้นหรือไม่เท่านั้นเอง"






ให้รับสัมผัสถึงสิ่งต่างที่มากระทบกาย(เอาแค่หมวดกายพอ) แค่ให้รู้ เช่นเดินไปธรรมดาปกติ เวลาเท้ากระทบพื้น ก็ให้รู้สึกตัวเป็นสติ "แค่รู้" เวลาลมพัดผ่านกายก็ให้รู้ จุดที่ต้องรู้นี้สําคัญมากๆๆๆๆ ให้รู้แค่รู้ถึงความรู้สึกที่กายถูกโดนลมเท่านั้น อย่า!!!!! ไปให้ความหมายใดๆๆ อย่าไปคิด แค่รู้ว่ารับรู้ถึงความรู้สึกตัว โดยไม่มีอะไรต่อ ไม่คิดต่อ ไม่มีความหมายต่อ เช่นลมพัดกระทบกาย แค่ รู้ แต่ไม่ไปคิดแปรความหมายว่...าลมแรงลมช้าลมร้อนลมเย๊น "แค่รู้สึกตัว" อย่าไปให้ความหมายแม้แต่ไปคิดว่าเป็นลมด้วย!!!! นี้หล่ะคือการรับรู้ ถึงความรู้สึกตัวที่มันมีอยู่แล้วตามธรรมชาติ เป็นสติที่บริสุทธิ์ ปราศจากความคิด เป็นการเจริญวิปัสสนา แบบสติปัฏฐาน4 ในหมวดกาย ครับ ทําอันนี้ให้ได้กันทุกคนนะ สิ่งนี้เมื่อทําบ่อยๆแล้วจะทําให้สติมีกําลังมากขึ้นมาเรื่อยๆ จนก้าวหน้าในวิปัสสนาอย่างมากๆๆๆๆๆ หลังจากที่ รู้สึกในชีวิตประจําวันได้บ่อยแล้ว และให้ดีให้ทําควบคู่ไปกับการตามรู้ลมหายใจ ไปในชีวิตประจําวันด้วย ให้ทําบ่อยๆในทุกวันที่นึกได้ ให้ทําไปเรื่อยๆ อย่าไปเพ่งอย่าไปเกร็ง ทําไปเรื่อยๆเล่นๆ อย่าอยากได้สภาวะ แล้วจะได้เองโดยไม่รู้ตัว ถ้าไปอยากได้ไปคิดมากไปลังเลสับสนตอนทํา มันจะไม่ได้อะไร ให้ทําไปเลย ทําเล่นๆ ทําได้อย่างนี้ มรรคผลก็ไม่ไกลแล้วครับ

ให้รู้แค่ความรู้สึกตัวไปเรื่อยๆครับ เมื่อไหร่เผลอ!!! ก็ให้รู้ตัว ให้กลับมา รู้ความรู้สึกตัวพอ การรู้ความรู้สึกตัวจะค่อยๆเด่นชัดขึ้นไปเรื่อยๆ เป็นการเจริญสติวิปัสสนา จาก" ตอนแรกที่รู้แค่แว๊ปเดี๋ยว " แค่แว๊ปเดียว!!!! เท่านั้นนะ ไม่ต้องไปพยายามรักษาความรู้สึกตัว ถ้าไปพยายามให้รู้สึกตัวต่อไปนานๆ จะกลายเป็นการพยายามไปรู้สึกตัว จะไม่ใช่ความ" รู้สึกตัวที่บริสุทธิ์ " จะเป็น" การคิดรู้สึกตัวแทน " แยกดีดีนะครับ ตรงนี้หล่ะ ที่ไปสับสนกันทําผิดกันมาก ทําให้วิปัสสนาไม่เจริญ ปัญญาญาณที่จะรู้ธรรมจึงไม่เกิดกันครับ

การเดินจงกรม

ให้เดินสบายๆแบบเบาๆโล่งๆไม่ได้คิดอะไรไม่ได้ให้ความหมายใดๆ " รับรู้ความรู้สึกได้ที่กาย " เช่นเท้ากระทบพื้นก็ให้รู้แล้วจบ (ไม่ใช่ไปตามรู้เท้าก้าว กลายเป็นไปคิดเพ่งเท้าก้าวไป จะกลายเป็นสมถะ) ทําอย่างนี้ถึงเป็นการเจริญวิปัสสนาครับ หรือรู้วูบๆวาบๆแว๊ปเดียว ตอนลมพัดผ่านกาย หรืออยู่เฉยๆวูบผ่านกายผ่านกระประสาทกระแสเลือดในกาย แค่รู้ นั้นหล่ะ รู้ความรู้สึกตัวแล้ว

การเดินจงกรมถ้าจะทําสมถะในการเดินจงกรมให้เพ่งไปที่การก้าวย่างของเท้าก็จะได้สมถะเหมือนกันครับ เช่นตามรู้การก้าวย่างของขาเท้า จะได้สมถะครับ แต่ถ้าไม่ตามดูตามรู้ แต่แค่รู้แว๊ปๆๆ ตอนเท้ากระทบพื้น เกิดรู้ความรู้สึกตัว จะเป็นการเจริญสติความรู้สึกตัว จะเป็นการเจริญวิปัสสนาญาณเพื่อจะเอาปัญญาญาณในการรู้ธรรมได้เอง เพื่อเอามรรคผลครับ แต่สรุปทําอะไรแล้วดีแล้วชอบ ทําไปก่อนเลยครับไม่เป็นไร พอสมถะเข้มแข็งขึ้นมากๆ เดี๋ยวพอมาเจริญวิปัสสนามันก็จะไปได้เร็วมากๆครับ แต่ถ้าจะเอาแต่สมถะแล้วไม่เอาวิปัสสนามาช่วยในตอนท้าย ปฏิบัติไปมากๆก็ไปได้แค่พรหมครับ ไม่ถึงนิพพาน










ธรรมสนทนาของหลวงปู่ดูลย์
(ท่านมีอายุได้ ๙๐ ปี และได้เข้าพักที่ พระตำหนักทรงพรต วัดบวรฯ)

ถาม : พุทโธ เป็นอย่างไร
หลวงปู่ : เวลาภาวนาอย่าส่งจิตออกนอก ความรู้อะไรทั้งหลาย อย่าไปยึด ความรู้ที่เราเรียน กับตำรา หรือครูอาจารย์ อย่าเอามายุ่งเลย ให้ตัดอารมณ์ ออกให้หมด แล้วเวลาภาวนาไปให้มันรู้ รู้จากจิตของเรานี่แหละ จิตของเราสงบ เราจะรู้เอง ต้องภาวนาให้มากๆ เข้า เวลามันจะเป็น จะเป็นของมันเอง แล้วก็ความรู้...อะไรๆ ให้มันออกมาจากจิตของเรา ความรู้ที่ออกจากจิตที่สงบนั่นแหละ เป็นความรู้ที่ลึกซึ้งถึงที่สุด ให้มันรู้จากจิตเองนั่นแหละมันดี คือจิตมันสงบ ทำจิตให้เกิดอารมณ์อันเดียว แต่ก่อนภาวนา ก็อย่าส่งจิตออกนอก ให้จิตอยู่ในจิต และก็ให้จิตภาวนาเอาเอง ไม่ต้องบริกรรมทางปาก ให้จิตเป็นผู้บริกรรม พุทโธ พุทโธ อยู่นั่นแหละ เกิดครั้งเดียวเท่านั้น และ พุทโธ นั่นแหละจะผุดขึ้นในจิตของเรา เราจะได้รู้จักว่า พุทโธ นั้น เป็นอย่างไร แล้วรู้เอง เท่านั้นแหละ ไม่มีอะไรมากมาย ภาวนาให้มากๆ เข้า ใน อิริยาบถ ๔ ยืน เดิน นั่ง นอน อะไรๆ ทำให้หมดเลย บริกรรม พุทโธ ให้จิตว่าเอาเอง ว่านานๆ ไป จิตของเราติดอยู่กับ พุทโธ นั้นแล้วไม่ลำบาก มันจะว่าเอาเอง ถ้ามันติดกับ พุทโธ แล้วนะ นั่นแหละ มันใกล้จะเป็นสมาธิแล้ว ถ้าเป็นสมาธิแล้ว เราก็กำหนดสมาธิของเราอยู่นั่นแหละ เออ..จิตมันเป็นสมาธิ มันเป็นอย่างนั้นๆ แล้วเราก็รู้เอง เข้าไปรู้อยู่ในสมาธินั่น สมาธิสูงสุดอยู่ตรงนั้น คือ จิตมีอารมณ์เดียว จิตไม่ฟุ้งซ่าน ตัวจริงมันอยู่ตรงนั้น เรารู้อะไร เรารู้จากจิตของเราเอง เรารู้ถึงความบริสุทธิ์ของเราเลย นอกจากนั้นไม่มีอะไร แต่เราต้องพยายามให้มากๆ เข้า ก่อนจะนอนหรือลุกจากที่นอน เราต้องทำเสียก่อน ทำแล้วก็นั่งให้นานๆ เวลามันจะเป็น มันจะรู้เองดอก แต่ถ้ายังไม่เป็น บอกเท่าไร มันก็ไม่รู้ รู้จากจิตของเรานะ รู้ถึงความบริสุทธิ์ของเราเลย รู้ถึงความเป็นจริง เท่านั้นเอง.. ไม่มีอะไรมากมาย มีเท่านั้น รู้จากจิตที่เป็นสมาธิ รู้ถึงความเป็นจริงแล้ว เราก็หมดความสงสัยในพระพุทธศาสนา รู้ไม่ถึงความเป็นจริงก็ไม่หมดความสงสัยดอก ศาสนาเป็นอย่างไร เรารู้ของเราเอง อย่าปล่อยให้มันปรุงแต่งมากนัก ข้อสำคัญ ให้รู้จักจิตของเราเท่านั้นเอง เพราะว่าจิตคือ ตัวหลักธรรม นอกจากจิตแล้วไม่มีหลักธรรมใดๆ เลย
ถาม : การภาวนาเข้าไปเห็นจิตผู้รู้นั้น ทำอย่างไรครับ
หลวงปู่ : ทำให้มากๆ ทำให้บ่อยๆ
ถาม : เห็นจิตครั้งเดียวนี้ ใช้ได้ไหมครับ
หลวงปู่ : เห็นครั้งเดียวถ้าชัดเจนแล้วไม่ลืม ทำให้ชำนาญ เมื่อเกิดความสงบแล้วก็พิจารณาความสงบ หัดเข้าหัดออกให้ชำนาญ เมื่อเวลาภาวนา จิตสงบแล้ว พิจารณา รู้ว่าเป็นอย่างนี้ๆ เมื่อถึงเวลาคับขัน สิ่งที่พร้อมอยู่แล้วมันก็ย่อมเป็นไปเอง ก็มีเท่านั้นเอง ไม่มีอะไรมากมาย
ถาม : ในเวลาคับขันเกิดจะตายขึ้นมากะทันหัน และเราเข้าสมาธิไม่ทัน จะทำอย่างไรครับ
หลวงปู่ : นั่นแหละ ต้องหัดเข้าให้ชำนาญ ถ้าชำนาญแล้วอะไรมาปิดบังไม่ได้หรอก
ถาม : หลวงปู่ครับ ความสงบนั้นเราจะทำอย่างไรให้มีตลอดไป
หลวงปู่ : ความสงบ รึ ภาวนานั่นเอง ภาวนาให้จิตเกิด
ถาม : การงดเว้นจากการทำภาวนา จิตเราจะเสื่อมไหมครับ
หลวงปู่ : ถ้าหากเรารู้ถึงความเป็นจริงแล้ว ไม่เสื่อม ถ้ารู้ไม่ถึงความเป็นจริงมักจะเสื่อม
ถาม : คิดๆ ไป ทั้งที่คิดไปเห็นแต่กลับไม่เห็นอีก
หลวงปู่ : มันจะเห็นมาจากไหน ไปหาให้มันเห็น มันไม่เคยให้ใครเห็นหรอก เลิกหา เลิกคิดของเก่าที่เคยเห็น ทำเอาใหม่ ให้เลิกอยากรู้อยากเห็นของเก่า ทำใหม่อีกมันก็เกิดใหม่อีก อย่าไปยึดสิ่งที่เคยเป็นแล้วเกิดใหม่อีก ทำใหม่อีก ดูแต่จิตอย่างเดียว อะไรๆ ออกจากจิตอย่างเดียวเท่านั้น
ถาม : ดูจิตแล้วเห็นปรุงแต่งเรื่องราวมากมาย ไม่ชนะ จะตามดับ
หลวงปู่ : ต้องลำบากไปตามดับมันทำไม ดูแต่จิตอย่างเดียวมันก็ดับไปเอง มันออกไปปรุงแต่งข้างนอก มันเกิดจากต้นตอที่จิตทั้งนั้นหาแต่ต้นตอให้พบ ก็จะรู้แจ้งหมด อะไรก็ไปจากนี้ อะไรๆ ก็มารวมอยู่ที่นี้ทั้งหมด (ท่านพูดพลางเอาหัวแม่มือชี้ที่หน้าอก) สิ่งที่ได้รู้ได้เห็น แล้วอยากรู้อยากเห็นอีก นั่นแหละคือตัวกิเลส
ถาม : เมื่อถึงโลกุตตระแล้ว มีเมตตา กรุณาอะไรไหมครับ
หลวงปู่ : ไม่มีหรอก ความเมตตา กรุณา อยู่เหนือสิ่งเหล่านี้ทั้งหมด เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา อยู่ในโลกทั้งหมด จิตสูงสุดหลุดพ้น อยู่เหนือโลกทั้งหมด
ถาม : ไม่มีเมตตาหรือครับ
หลวงปู่ : มีก็ไม่ว่า ไม่มีก็ไม่ว่า เลิกพูดเลิกว่า เลิกอะไรๆ ทั้งหมด มันเป็นเพียงคำพูดแท้ๆ ให้ดูจิตอย่างเดียวเท่านั้น ความเป็นจริงแล้ว เป็นแต่เพียงคำพูด สลัดทุกสิ่งทุกอย่างซึ่งเป็นมายาออกเสีย ตัวผู้ที่รู้และเข้าใจอันนี้แหละคือตัว พุทธะ หมดภารกิจ หมดทุกอย่างที่จะทำอะไรต่อไปอีก พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ รวมลงอยู่ที่นี่ จบอยู่ที่นี่ ไม่มียาวต่อไปอีกไม่มีเล็ก...ใหญ่...หญิง...ชาย...อยู่ว่างเปล่า ไม่มีคำพูด เปล่า เปล่า บริสุทธิ์
(เสียงระฆังวัดบวรฯ ทำวัตรเย็นดังขึ้น รับประโยคสุดท้ายของหลวงปู่)

ดังนั้นคำภาวนา "พุทโธ" ของชีวิตแต่ละคนอาจจะมีเป็นแสนเป็นล้าน ๆ ครั้ง แต่จะมีเพียงหนึ่ง "พุทโธ" ครั้งสำคัญที่พลิกชีวิตให้กระจ่างในธรรมตลอดไป
See More







บันได 4 ขั้น ที่จะนำพาชีวิตเรา
ให้ผ่านพ้นปัญหาไปได้ คือ

 "เผชิญหน้า" อย่างมีสติ
"น้อมรับ" ด้วยความเต็มใจ
"จัดการแก้ไข" ไปทีละเปลาะอย่างใจเย็น...
และเมื่อทำทุกอย่างดีที่สุดแล้ว
ไม่ว่าผลจะเป็นอย่างไร...
สุดท้ายคือ..."ปล่อยวาง"...






 


อย่าปล่อยเวลาให้หมดไปโดยเปล่าประโยชน์

"เรานักปฏิบัติทั้งหลาย อย่าปล่อยเวลาให้หมดไปโดยเปล่าประโยชน์ ให้หมั่นภาวนาไว้ตลอดเวลา พอลืมตาตื่นก็ให้ภาวนาไปจนถึงเวลานอน ให้คำภาวนานั้นหายไปพร้อมกับการหลับ ทำเช่นนี้ให้เคยชิน ไม่ว่าขณะนั้นกำลังทำอะไรอยู่ก็ตาม ไม่ว่าจะอยู่ในรถ ในเรือ หรือเดินอยู่ ก็ต้องภาวนา อย่าประมาท การภาวนานี้นอกจากจะเป็นบุญ และทำให้จิตได้ทำงานแล้ว ยังช่วยให้เราไม่ประมาทในความตายด้วย เพร...าะไม่มีใครรู้หรอกว่า ตัวเองจะตายเมื่อไหร่ นอกจากพระอรหันต์ท่านเท่านั้น ฉะนั้น จงภาวนาไป ไม่เสียหาย ไม่เสียตังมีแต่กำไร..."

"...การภาวนานั้น ต้องเอาจิตจับองค์พระตลอดเวลา พระองค์ไหนก็ได้ ไม่ว่าจะเป็นพระพุทธรูป หรือพระอริยสงฆ์ องค์ใดก็ได้ที่เรานับถือ ที่เราคุ้นเคย เวลาตายจะได้มีที่ไป คือไปกับพระ เพราะจิตเราจะระลึกแต่พระตลอดเวลาจนเคยชิน ตัวอย่างมีให้ดูตั้งมากมาย เห็นไหมเวลาคนใกล้ตาย เขาจะมีคนไปคอยบอกอยู่ข้างหูว่า ให้คิดถึงพระเข้าไว้ ให้ภาวนา หรือไม่ก็สวดมนต์ พยายามทำทุกวิถีทางให้จิตของคนที่ใกล้ตาย คิดอยู่แต่เรื่องพระ เรื่องกุศล เพราะอะไร ก็เพราะว่าจิตของคนเราตอนที่ใกล้จะดับนี้แรงนัก ถ้าจิตตอนนั้นคิดแต่เรื่องดีๆ ในที่นี้หมายถึงเรื่องบุญ พอตายไปก็เสวยสุข ไม่ต้องไปนรก ถ้าคิดถึงเรื่องบาป ก็โน่น ไปเลยนรก ไปรับกรรมที่ตัวก่อ จำไว้ให้ดี แล้วก็ไปเลือกเอา จะภาวนาตอนนี้หรือจะรอใกล้ตายค่อยภาวนา ถึงตอนนั้นก็ตัวใครตัวมัน ถือว่าบอกแล้ว..."

เรียบเรียงจากคติธรรมคำสอนโดย
พระอาจารย์ วรงคต วิริยธโร (หลวงตาม้า)
วัดพุทธพรหมปัญโญ (วัดถ้ำเมืองนะ)
ต.เมืองนะ อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่
See More













ก้าวข้าม “ตุ๊กตายางทางการเมือง” กันเถอะ!!

         “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร”เป็นนักการเมืองหญิงที่“แพศยาทางประชาธิปไตย”  เธอคึกคะนองต่อการใช้ “มารยาสาไถย” ย่ำยีสังคม  แทบทุกวันที่เธอหยามเหยียดหลักการอันถูกต้องของบ้านเมือง สมคบกับสื่อสุนัขรับใช้ที่ยืนน้ำลายไหลอยู่รายรอบตัว คาบ “วาทกรรม”ที่ไร้เหตุไร้ผลมาปั่นหัวคนที่รักและเกลียดเธอให้ลุกขึ้นตบตีกันเอง ในขณะที่เธอกอดอำนาจเอาไว้แน่น โดยไม่สนใจว่า ตนเองทำระยำตำบอนอะไรเอาไว้ และสังคมเรียกร้องให้เธอ“รับผิดชอบการกระทำอันเลวทราม” ในทางการเมืองของเธอมากเพียงใด

                อีกด้าน เธอเหมือน“ตุ๊กตายางทางการเมือง”ที่พี่ชายและบริวารใช้บำบัดกำหนัดทางอุดมการณ์อันผิดเพี้ยนของตัวเอง แต่ก็มีข้อดีอยู่บ้างเหมือนกัน ข้อดีที่สุดของยิ่งลักษณ์ก็คือ เธอเป็น“ขีดสุดแห่งความชั่วช้า”ของนักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้ง  ที่ทำให้ประชาชน“สุดทน” จนต้องออกมาแสดงตนขับไล่ เรียกร้องความรับผิดชอบ แต่ก็“ไม่มีสัญญาณตอบรับจากนายกฯ ชั่วที่ท่านเรียกร้อง”
                บริหารจัดการน้ำท่วม จนเกิดความเสียหาย (หรือจะเรียกว่าฉิบหายก็ได้) ที่ไม่ควรจะเสียหาย ถามว่า เธอรับผิดชอบเหมือนนักการเมืองในสังคมประชาธิปไตยที่ได้มาตรฐานไหม  ตอบว่า “ไม่”
                บริหารโครงการรับจำนำข้าว จนพินาศฉิบหายในทุกๆ ด้าน ปกปิดข้อมูลการดำเนินการ ปิดกั้นการตรวจสอบ ปล่อยปละละเลยให้มีการทุจริต ชักดาบเงินค่าข้าวชาวนา ไม่มาพบหน้า แต่ไปออกโทรทัศน์ แล้วบอกว่า โครงการนี้ดี ประสบความสำเร็จ บรรลุผล  ถามว่าเธอละอายใจ และแสดงความรับผิดชอบใดๆ ไหม ตอบว่า “ไม่”
                ปล่อยนักศึกษารามคำแหงถูกปิดล้อมมหาวิทยาลัยแล้วไล่ฆ่า เธอเคยเสียน้ำตาสักหยดไหม และรีบเร่งบัญชาการให้นำตัวคนทำมาลงโทษโดยด่วนหรือไม่ ตั้งกรรมการสอบจารุพงศ์ เรืองสุวรรณ กับจาตุรนต์ ฉายแสงที่ไปร่วมขึ้นเวทีกับ นปช.แล้วปล่อยให้“ตั้ง อาชีวะ” จาบจ้วงพระเจ้าอยู่หัวหรือไม่ และจากเวที นปช.นี้เอง ที่เป็น“เชื้อไฟ”ให้เกิดความรุนแรงในมหาวิทยาลัยรามคำแหงใช่หรือเปล่า
                ออกพ.ร.บ.นิรโทษกรรมผิดหลักทุกหลักของสังคมมนุษย์ เธอลาออกไหม รับผิดชอบอะไรไหม
                ประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน กับประชาชนที่มาใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญ แล้วปล่อยให้ประชาชนเหล่านั้น ถูกยิง ถูกระเบิด โดยไม่ให้ความคุ้มครอง แถมทำตนเป็นปฏิปักษ์กับประชาชน ปล่อยบริวารข่มขู่ประชาชนอยู่ตลอดเวลา
                เกินจะพรรณนา “ความเลวในทางการเมือง” ของเธอได้ครบถ้วนในพื้นที่อันจำกัดนี้
                ผมเชื่อว่า คนส่วนใหญ่ในแผ่นดินไทย ประจักษ์ชัด ทั้งตาและใจว่า “หญิงแพศยาทางประชาธิปไตย” คนนี้ เลวทรามปานใด  สิ่งที่สำคัญกว่าการก่นด่าและเรียกหาความรับผิดชอบที่ดูเหมือนบิดามารดามิเคยมอบให้แก่เธอมาก่อน  คือการใช้ “กฎหมาย” จัดการกับการกระทำผิดของเธอ และอีกด้านหนึ่ง  ปวงชนชาวไทยควรพร้อมใจกัน “ออกแบบประเทศไทย” แล้วเดินหน้าทำให้เป็นจริงจะดีที่สุด
                สถาบันออกแบบอนาคตประเทศไทย(FIT) เผยแพร่แนวทางปฏิรูปประเทศไทยที่เป็นข้อเสนออย่างกว้างของ ดร.สุรินทร์ พิศสุวรรณ น่าสนใจอยู่ไม่น้อย เขาเสนอการปฏิรูปในกรอบกว้างไว้ดังนี้ครับ
                1) ปฏิรูปการเมือง
                หลักการสำคัญข้อแรกของระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข คือ อำนาจทางการเมืองที่ได้มาจากประชาชนต้องมีขอบเขตจำกัด โดยกฎหมาย ตามกฎกติกาและค่านิยม ธรรมเนียมปฏิบัติอันทรงคุณค่าของสังคมและต้องตระหนักว่า“เสียงข้างมาก”ไม่ใช่“ประทานบัตร” หรือใบอนุญาต ที่ให้อำนาจผู้ถือสิทธิ์จัดการกับประเทศตามอำเภอใจ ไม่มีขอบเขต ไม่คำนึงถึงความถูกต้อง หลักนิติธรรม ค่านิยมของสังคมใดๆ ทั้งสิ้น
                สร้างเสริมกลไกในการตรวจสอบถ่วงดุลอำนาจฝ่ายต่างๆที่อาจจะเหลื่อมล้ำเกินเลยขอบเขตของกรอบกฎหมาย ละเมิดสิทธิฝ่ายอื่น เพื่อประโยชน์ส่วนตนหรือพวกพ้องครอบครัว และกำหนดให้มีกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชนอย่างรัดกุมและมีประสิทธิภาพ กลไกดังกล่าวต้องได้รับการปกป้องคุ้มครองไม่ให้มีการอ้างสิทธิจากเสียงข้างมาก เข้ามาก้าวก่าย จนเสียความเป็นกลาง ขาดอิสระ และไร้ประสิทธิภาพ
                2) ปฏิรูประบบตรวจสอบอันเข้มข้นจากภาคประชาชน เพื่อต่อต้านคอรัปชั่น การฉ้อราษฎร์บังหลวง
                ในระยะเวลาที่ผ่านมา การบริหารจัดการโอกาสและทรัพย์สมบัติของแผ่นดิน ทั้งในรูปของงบประมาณแผ่นดิน ทรัพยากรธรรมชาติ กิจการรัฐวิสาหกิจ ได้ถูกครอบงำ ตักตวงผลประโยชน์ทุกรูปแบบ จนทำให้ผลประโยชน์สูงสุดไม่ตกเป็นของประเทศชาติและประชาชน ถ้าคิดเป็นมูลค่าเป็นตัวเงินเกิดการรั่วไหลกว่า 300,000 ล้านบาทต่อปี
                นอกจากนั้น ทรัพย์สินของรัฐ สมบัติของแผ่นดินต้องได้รับการปกป้อง แยกส่วนชัดเจนจัดการ จากทรัพย์สินส่วนตัว ไม่ปะปนสับสนเป็นกงสีของตระกูล เครือญาติ และพรรคพวก มาตรการต่างๆ ที่ควรจะพิจารณาจัดตั้ง คือ
                มีองค์กรตรวจสอบภาคประชาชน ให้ภาคประชาชนมีสิทธิ์ตรวจสอบและฟ้องร้องดำเนินคดีได้,กำหนดให้มีบทลงโทษที่ชัดเจน มีกระบวนการกฎหมายให้มีการปฏิบัติอย่างรัดกุม ในการที่หน่วยงานรัฐไม่เปิดเผยข้อมูลข่าวสารต่อสาธารณะตาม พ.ร.บ. ข้อมูลข่าวสาร และคดีคอรัปชั่นไม่มีหมดอายุความ
                3) ปฏิรูประบบราชการและกระจายอำนาจ
                ระบบราชการต้องปลอดจากการเมือง ข้าราชการมีศักดิ์ศรี เป็นอิสระ มีสิทธิ์ในการบริหารจัดการกิจการภายในองค์กรของตนเองตามกรอบและกฎเกณฑ์โดยกฎหมายเฉพาะสำหรับแต่ละหน่วยงานที่ชัดเจน เพื่อมิให้เป็นกลไกเพื่อเพิ่มพูนแสวงหาและรักษาผลประโยชน์ของครอบครัว และพวกพ้อง เหมือนที่เป็นอยู่ตั้งแต่ในอดีตและรุนแรงยิ่งขึ้นเรื่อยๆ จนถึงปัจจุบัน
                กลไกการปกครองของรัฐต้องมีการกระจายโอกาสให้ประชาชนและภาคประชาสังคม มีส่วนร่วมกำหนดนโยบายของชุมชนและองค์กรปกครองท้องถิ่น ตลอดจนการใช้และเข้าถึงซึ่งทรัพยากรในท้องถิ่นของตน โดยคำนึงถึงการพัฒนาที่ยั่งยืน เพื่อคุณภาพชีวิตของประชากรของประเทศร่วมกัน
                ถึงเวลาหรือยัง ที่จะมีการเลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัด, ยกเลิกการปกครองส่วนภูมิภาค กระจายอำนาจราชการสู่ท้องถิ่น กำหนดให้หน่วยงานภายใต้สังกัดมหาดไทย การศึกษา การเกษตร  การพาณิชย์ การส่งเสริมการลงทุน ฯลฯ ไปอยู่ภายใต้อำนาจท้องถิ่น,งบประมาณของแผ่นดินไม่น้อยกว่า 35% ให้อยู่ในการดูแลของรัฐบาลท้องถิ่นในทุกระดับ, กำหนดการกระจายอำนาจให้เป็นวาระแห่งชาติที่ทุกรัฐบาลต้องดำเนินการ
                ตำรวจสังกัดท้องถิ่น อยู่ภายใต้ผู้ว่าราชการจังหวัดที่มาจากการเลือกตั้ง, ปฏิรูประบบราชการ ข้าราชการทำงานเพื่อประชาชนอย่างแท้จริง ตอบโจทย์สังคมที่เปลี่ยนไป,ขจัดการการแทรกแซงของภาคการเมือง และระบบอุปถัมภ์, มีการจัดตั้งสภาประชาชนในทุกจังหวัด เพื่อทำหน้าที่ตรวจสอบหน่วยงานท้องถิ่น และเป็นภาคีกับองค์กรระหว่างประเทศเพื่อต่อต้านคอรัปชั่น เพื่อผูกพันประเทศไทยต้องมีระบบการตรวจสอบ ป้องกันที่มีมาตรฐานเป็นที่ยอมรับในระดับสากลมากยิ่งขึ้น เช่น อนุสัญญา ต่อต้านคอรัปชั่นของOECD ปี 2011 และ ข้อตกลง ASEAN Supreme Audit Institutions Assembly
                4) ปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจและสังคม เพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางรายได้และโอกาส  ให้คนไทยหลุดพ้นจากความยากจน บนพื้นฐานเศรษฐกิจที่ยั่งยืน พัฒนาเศรษฐกิจของประเทศแบบทั่วถึง และเป็นธรรม มีเป้าหมายขจัดความเหลื่อมล้ำที่ชัดเจน มีดัชนีบอกวัดความเหลื่อมล้ำที่แม่นยำ ไม่ให้เกิดสภาพการ “รวยกระจุก จนกระจาย” อีกต่อไป
                ต้องสร้างโอกาสการเข้าถึงแหล่งทุนระยะยาว, แก้ปัญหาการถือครองที่ดิน ให้มีที่ดินทำกินอย่างทั่วถึง ควบคู่ไปกับการจัดการกับที่ดินที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์, ปรับโครงสร้างกระบวนการผลิต การจัดการหลังการเก็บเกี่ยว การแปรรูป การตลาด และการขนส่ง สำหรับภาคเกษตร ตามหลักเศรษฐกิจพอเพียง เกษตรอินทรีย์ และเกษตรผสมผสาน และลงทุนระบบชลประทาน ทุกชุมชนต้องเข้าถึงแหล่งน้ำได้
                5) ปฏิรูปการศึกษาเพื่อให้ทุกคนมีโอกาสทางการศึกษาที่มีคุณภาพอย่างเท่าเทียมกัน
                ให้โอกาสทางการศึกษา พัฒนาทรัพยากรมนุษย์อย่างทั่วถึงเพื่อการอยู่ร่วมกันอย่างสันติ เคารพและให้เกียรติต่อกัน มีความปรองดองในหมู่ประชากรที่มีความหลากหลาย ด้วยความเสมอภาค ปราศจากการแบ่งแยก เลือกปฏิบัติ กีดกัน รังเกียจเดียดฉันท์ เนื่องด้วยความแตกต่างทางสังคม วัฒนธรรม ศาสนา ตลอดจนความเห็นทางการเมืองที่ต่างกัน
                ต้องสร้างโอกาสที่เท่าเทียมกันในการเข้าถึงการศึกษา เด็กยากจนต้องได้เข้าเรียนทุกคน ไม่มีใครตกหล่นจากระบบการศึกษา (No child left behind) เพื่อให้มีอัตราการเข้าศึกษา 100% จาก อนุบาล 1 จนถึงมัธยมศึกษาปีที่ 6, มีการจัดการอบรมสำหรับครู รวมทั้งปรับปรุงหลักสูตรการเรียนให้มีมาตรฐาน น่าสนใจต่อผู้เรียน และมีการวัดผลโรงเรียน ครู และกระบวนการสอน อย่างโปร่งใส รัดกุม ได้มาตรฐาน โดยผู้เชี่ยวชาญและกระบวนการที่ตรวจสอบได้ โดยใช้ประสิทธิผลของนักเรียนเป็นดัชนีชี้วัด
                6) ปฏิรูประบบสวัสดิการเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีอย่างทั่วถึง โดยคำนึงถึงศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ (Human Dignity) และความมั่นคงมนุษย์ (Human Security)  จัดเก็บภาษีอย่างทั่วถึงเป็นธรรม มุ่งเป็น สังคมสวัสดิการ ให้ทุกชีวิตดำรงอยู่อย่างเสมอภาค มีความมั่นคงบนพื้นฐานแห่งศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์อย่างเท่าเทียมกัน– ทั้งชีวิตเราดูแล “จากครรภ์มารดาสู่เชิงตะกอน”  คือ ต้องการดูแลตั้งแต่อยู่ในครรภ์มารดา ช่วงก่อนเข้าเรียน และในช่วงวัยเรียน ตลอดจนจบการศึกษาขั้นพื้นฐาน และมีการขยายระบบประกันสังคมและบำนาญที่มีประสิทธิภาพ เหมาะสมและเป็นธรรม อย่างทั่วถึง
                7) เศรษฐกิจที่มีการแข่งขันอย่างโปร่งใส เป็นธรรม เพื่อคุ้มครองผู้บริโภคต้องบังคับใช้กฎหมายการแข่งขันทางการค้าอย่างจริงจัง และจัดตั้งองค์การคุ้มครองผู้บริโภคที่มีตัวแทนของภาคประชาชน และเป็นองค์กรที่เป็นอิสระนอกเหนือจากระบบราชการ
                8) ปฏิรูปสื่อสารมวลชน
                สิทธิเสรีภาพของสื่อมวลชนเป็นหลักการพื้นฐานที่สำคัญของระบอบประชาธิปไตย ประชาชนต้องมีข้อมูลสำหรับการตัดสินใจ มีส่วนร่วมทางการเมืองอย่างมีประสิทธิภาพ การแสดงออกซึ่งความคิดเห็นที่แตกต่าง โดยสันติ มีสิทธิ์ในการได้รับและเข้าถึงข้อมูลและข่าวสารของรัฐ จะต้องมีการคุ้มครอง ปกป้องอย่างจริงจัง ปราศจากการแทรกแซงโดยอำนาจรัฐ และอิทธิพลทางการเมือง ต้องไม่ถูกใช้เป็นเครื่องมือ  สื่อมวลชนทุกแขนงต้องนำเสนอข่าวที่เท่าเทียมกันระหว่างฝ่ายรัฐบาล ฝ่ายค้าน และ ภาคประชาชน  พร้อมทั้งกำหนดมาตรฐานจริยธรรมของสื่อ มีองค์กรวิชาชีพเป็นเครื่องมือในการควบคุมจริยธรรมและจรรยาบรรณของสื่อสารมวลชน
                9) ปฏิรูประบบยุติธรรม
                สิทธิการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมอย่างทั่วถึง มีการบังคับใช้กฎหมายอย่างเท่าทียม ไม่ใช้กระบวนยุติธรรมเพื่อเป็นเครื่องมือกลั่นแกล้งทางการเมือง และผู้ที่ด้อยโอกาสในสังคม ไม่มีสองมาตรฐาน  ต้องพิจารณาคดีในรูปแบบคณะอัยการ สำหรับคดีสำคัญ คดีที่มีความเกี่ยวกับสังคมส่วนรวม ไม่รวบอำนาจไว้ที่อัยการสูงสุด, มีตัวแทนภาคประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในระบบอัยการ เช่น อยู่ใน คณะกรรมการอัยการที่แต่งตั้งอัยการ หรือคัดเลือกองค์คณะอัยการในคดีที่สำคัญของแต่ท้องที่ เช่นคดีการเมืองในจังหวัด คดีการเมือง คดีผู้มีอิทธิพล และป้องกันการล้มคดี ในระดับตำรวจในคดีสำคัญให้อัยการร่วมในการสืบสวน หาพยานและหลักฐานด้วย
                กรอบคิดเหล่านี้ เป็น “ตุ๊กตา” ให้ติติงและคิดต่อ ซึ่งมีคุณค่ากว่า “ตุ๊กตายางทางการเมืองตัวนั้น”
                มาช่วยกันคิดให้สนุก และลงลึกถึงวิธีการที่เป็นไปได้ด้วยกันเถอะครับ  เลยเวลามองหา “วีรบุรุษ-วีรสตรี” เป็นเวลาที่คนไทยทุกคนต้องตระหนักในอำนาจของประชาชน แล้วออกแบบ “ระบบ” มาคุ้มครองบ้านเมือง  อย่าเอาอนาคตไปแขวนไว้กับ “ใครบางคน” อยู่อย่างเดียว เพราะคน มีทั้งชั่วและดีที่แกว่งไกวไปตามอำนาจและประโยชน์ได้ง่าย
                มาช่วยกันสร้างรั้วบ้านที่มั่นคง ป้องกัน “เหี้ย” โผล่จากน้ำมาคาบไก่ไปกินฟรีๆ กันเสียทีนะครับ  และหากมันหลุดรอดรั้วออกมาได้ ก็มีระบบอีกมากมายในบริเวณบ้านที่จะจัดการกับมัน!! 


"ศรส." ยกเลิก พรก.สงครามกองโจรจากกลุ่มที่เคยก่อเหตุปี53 จะเกิดขึ้นได้อีก !!!....




Wassana Nanuam
โปรด ตั้งสติก่อน อ่าน.....
"พล.อ.ประยุทธ์" เปิดศึก แกนนำ นปช. ไม่ให้ค่า "จตุพร"ขึ้นแท่น ปธ.นปช.ชี้ก็แค่โจรไร้เกียรติ ท้า ให้จับอาวุธมาต่อสู้ทหาร แรงมีแรงไป เตือน ปชช.อย่าเดินตามคนเลว อยากให้ตาสว่าง บอก เขาไม่มีเกียรติพอที่จะคุยด้วย และผมก็ไม่ให้เกียรติเขา ในเมื่อคนไม่รู้จักให้เกียรติคนอื่นแล้วผมจะให้เกียรติเขาทำไม เพียงแต่เสียดาย พ่อแม่พี่น้องประชาชน ที่ให้คนเหล่านี้เดินนำหน้า มันไม่มีเกียรติ / แรงมาก็แรงไป ยันไม่ยอม ถ้าทำผิดกม.หมิ่นสถาบัน/ ด่าทำได้ไง ปลุกระดม คนไปเอาเงินธนาคาร
พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก กล่าวถึงการประเมินว่า สถานการณ์ต่อจากนี้จะรุนแรงหรือไม่ เพราะมีการเปลี่ยนตัวประธาน นปช. เป็นนาย จตุพร พรหมพันธ์
"ผมไม่ให้ความสำคัญกับคนพวกนี้ จะมียุทธศาสตร์หรือไม่ ผมไม่สนใจเป็นเรื่องของคนทำผิดกฎหมาย ทุกพวกทุกฝ่าย เดี๋ยวจะหาว่าผมลำเอียง ก็ผิดกฎหมายกันทั้งหมด จะฝ่ายซ้ายหรือขวา ก็ผิดกฎหมายวันหน้าก็ต้องมาสู้กันด้วยกฎหมายและเดินเข้าสู่การลงโทษดำเนินคดีคนละหลายร้อยคดี ถามว่าฝ่าย นปช. มีอยู่กี่คดีในศาลและอยู่ระหว่างประกันตัวอยู่ใช่หรือไม่ และหากมีการยกเลิกประกันตัวก็เดือดร้อนมาประท้วงอีก
สรุปแล้วประเทศนี้จะอยู่ด้วยอะไร อยู่ด้วยคนส่วนใหญ่หรือกฎหมาย และอย่าขอทุกกลุ่มอย่าทำผิดกฎหมายให้มากนัก"
"จะมารบกับทหาร ตำรวจ หรือเจ้าหน้าที่รัฐก็เอา คนแบบนี้จะไปร่วมมือกับเขาได้อีกหรือ ถ้าต่อสู้ด้วยกระบวนการประชาธิปไตย หรือต่อสู้ด้วยความไม่ชอบธรรม ก็ว่ากันไป ตามสิทธิรัฐธรรมนูญ
แต่อย่าใช้ความรุนแรง แต่ถ้าใช้หลักการว่า ต้องสู้กับ ทหาร เจ้าหน้าที่ ใช้อาวุธสงความ ใช้ความรุนแรง หรือแม้แต่ประกาศให้บุกธนาคารเพื่อเอาเงิน ให้ถาม ประธาน นปช.ว่าพูดแบบนี้หมายความว่าอย่างไร มาถามเจ้าหน้าที่แล้วให้มาตอบสู้กับโจร ไม่ใช่เรื่อง
"ถ้าแรงใส่ทหารมา ผมก็แรง เพราะฉะนั้นจะมาสู้กับเจ้าหน้าที่รัฐไม่ได้ ผมถามว่า ประกาศชัดเจนจะมาสู้กับเจ้าหน้าที่รัฐ ประกาศแบ่งโน้นแบ่งนี้ ก็ลองทำมาแล้วกัน ผมไม่ได้ท้าทาย แต่ผมไม่ยอมให้ใครมาแบ่งโน้นแบ่งนี้เหมือนกัน"ผบ.ทบ.กล่าว
เมื่อถามว่า ท่าทีของ ทบ.จะเป็นการผลัก นปช.ให้ไปอยู่อีกฝั่งหรือไม่ โดยเฉพาะการที่กองทัพแจ้งความดำเนินคดีกับฝ่าย นปช. พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ถามว่าเขาทำผิดกฎหมาย ด่ากองทัพ อยู่หรือไม่ ถ้าไม่เกี่ยวกับกองทัพ ผมจะไปยุ่งอะไรกับเขา ส่วนตัวก็ไม่ได้มีความขัดแย้งกัน ต่างคนต่างไม่รู้จักกันและผมก็ไม่อยากรู้จักกับเขา แล้ว ผมจะไปขัดแย้งกับเขาตรงไหน
เมื่อถามว่า จุดยืนของกองทัพอยู่ตรงไหน พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า กองทัพมีจุดยืนเป็นของประชาชนและประเทศชาติ แล้วผมไปยืนขัดกับเขาอยู่ตรงไหน ไปแย่งที่ยืนหรือไม่ มีแต่ที่ไปเขียนให้ตนกับเขาเป็นศัตรู เพราะผมไม่เป็นศัตรูกับใคร แต่บางครั้งจำเป็นเพราะต้องปกป้องนำพากองทัพ ต้องดูว่ากองทัพทำหน้าที่อะไร ซึ่งหากกลุ่ม กปปส.พูดแบ่งแยกประเทศหรือล้มสถาบัน ผมก็ยอมไม่ได้เหมือนกัน แต่นี้เขาพูดทำนองนี้หรือยัง ก็ยังไม่ได้พูด แล้ว นปช.พูดอย่างไร แล้วฝ่ายไหนต้องแก้ไขก่อน"
เมื่อถามว่า ต้องพูดคุยกับ แกนนำ นปช. เพื่อเคลียร์กัน หรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า เขาไม่มีเกียรติพอ และผมก็ไม่ให้เกียรติเขา ในเมื่อคนไม่รู้จักให้เกียรติคนอื่นแล้วผมจะให้เกียรติเขาทำไม เพียงแต่เสียดาย พ่อแม่พี่น้องประชาชน ที่ให้คนเหล่านี้เดินนำหน้า มันไม่มีเกียรติ ถ้าอะไรไม่ชอบธรรมและไม่เหมาะสมก็ฟ้องร้อง เรียกมาตามกระบวนการ ไม่ใช่ไปด่าหรือไปยุ่งเกี่ยวสถาบัน ด่าทหาร ศาล องค์กรอิสระ โดนไปหมด
" ขอถามว่าคนพวกนี้หรือจะให้เป็นผู้นำเรา คนที่เป็นผู้นำได้ต้องมีเกียรติ และไม่ใช่มีด้วยตัวเอง แต่คนอื่นมีให้เอง แต่ถ้ายังใช้วิธีการเลวๆ พูดหยาบคาย ฟังไม่ได้ คนแบบนี้หรือที่ท่านจะให้เขาเป็นใหญ่ เหมือนเราไปยกย่องคนไม่ดีมาเป็นผู้นำ เพราะฉะนั้นวันนี้ คนไทยต้องตาสว่าง และสิ่งที่เกิดขึ้นในวันนี้ไม่มีใครได้อะไร ไม่มีใครแพ้ชนะ หรือสำเร็จมีแต่แย่ด้วยกันทั้งหมด พอทหารเข้ามาช่วย ก็ด่าเล่นงานทหารอีก มากล่าวหาว่าทหารไปแบ่งพวกแบ่งฝ่าย มันไม่ใช่ ถามว่าถ้าอยู่เฉยๆได้หรือไม่ ไม่ออกมาช่วยประชาชนก็ไม่ได้ "
ผบ.ทบ.กล่าวว่า ทหารที่ออกมาดูแล 60-70 เปอเซ็นต์ ก็เป็นลูกเป็นหลานทั้งสองฝ่าย แต่มีคนตรงกลางมายุแหย่ มวลชนที่อาจจะเป็นเครือญาติกับทหารที่ออกมาปฎิบัติหน้าที่ ต้องมาต่อสู้ มารบกันเอง ขอถามว่า คนแบบนี้เป็นผู้นำประเภทไหน ผมมองว่าเราต้องว่าจะดำเนินคดีกับคนพวกนี้อย่างไร ทั้งในส่วนที่พูดให้เกิดความเกลียดชัง พูดให้เกิดความรุนแรง ตอบโต้การทำงานของเจ้าหน้าที่รัฐ บุกรุกสถานที่ บุกเข้าธนาคารเอาเงินมาใช้ พูดอย่างนี้ได้อย่างไร
"ผมคงทำงานบนความเกลียดชังและความไม่เป็นธรรมไม่ได้ กองทัพต้องทำงานภายใต้กฎหมาย มีคนบอกว่ากองทัพมีอำนาจมากมาย ตนอยากถามว่ามีอำนาจพอที่จะไปจับกุมใครได้หรือไม่ถ้าเป็นแบบนั้นก็ไม่ต้องมีตำรวจ ไม่ต้องมีกระบวนการยุติธรรม หากทหารสามารถทำอะไรได้เลย โดยไม่ต้องผ่านกระบวนการยุติธรรม จะเห็นได้ว่าทหารก็ต้องฟ้องร้อง ใช้อำนาจศาลในการปิดเว็ปไซต์ และสถานีวิทยุต่างๆ ที่ผิดกฎหมายต้องหมายศาลทั้งสิ้น ไม่มีหมายทหาร"
พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า วันนี้ทุกคนบอกว่าถึงเวลาที่ทหารต้องออกมาสักที สมมติว่าเกิดจลาจลก็เป็นเรื่องของกฎหมาย ซึ่งต้องใช้กฎหมายทุกฉบับแต่อยู่ว่าจะใช้อย่างไรให้ถูกต้อง การใช้พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ก็เริ่มมาจากพ.ร.บ.ความมั่นคง เพราะกฎหมายปกติมีข้อจำกัดและข้อห้ามในการทำงานของเจ้าหน้าที่จึงเพิ่มกฎหมายพิเศษ โดยรัฐบาลไม่ใช่ทหาร และขึ้นอยู่ที่รัฐบาลว่าจะใช้ใครเป็นผู้รับผิดชอบอย่านำทุกอย่างมาพันกันโดยที่ไม่เข้าใจ ในเมื่อมองว่าสถานการณ์ยังไม่มีความรุนแรงมากนักก็มอบให้เจ้าหน้าที่ตำรวจเป็นผู้ดูแล ทหารก็เป็นผู้ช่วยเจ้าพนักงาน ถึงแม้จะมีการยกเลิกพ.ร.ก.ฉุกเฉิน มาใช้ พ.ร.บ.ความมั่นคง ทหารก็เป็นผู้ช่วยเจ้าพนักงานและออกทำงานได้เหมือนเดิม ทุกอย่างขึ้นอยู่กับสถานการณ์ อย่างไรก็ตามยอมรับความว่าการตั้งจุดตรวจความมั่นคง 176 จุด ยังไม่สามารถหยุดการกระทำที่รุนแรงได้ ทั้งนี้ต้องดำเนินการกับคนที่นำอาวุธสงครามมาใช้


ระทึก ซุกระเบิด 2 ลูก หน้าอัยการ-สถาบันตุลาการ ถ.รัชดา 8.00 น 17 มี.ค. 57

17 มี.ค.57 - ระทึก!! วางบึ้มแสวงเครื่อง 15 กก. ซุกถังดับเพลิง 2 ลูกซ้อน หน้าอัยการ-สถาบันฯตุลาการ ริมถ.รัชดา โชคช่วยอีโอดีเก็บกู้ทัน
เมื่อเวลา 08.00 น. วันที่ 17 มีนาคม พ.ต.อ.ชาตรี กาญจนกันติ ผกก.สน.พหลโยธิน ได้รับแจ้งเหตุพบวัตถุระเบิดซุกซ่อนอยู่ในถังขยะ บนฟุตปาธริมถนนรัชดาภิเษก ตรงป้ายจุดจอดรถแท็กซี่อัจฉริยะ ด้านหน้าสำนักงานอัยการสูงสุด จึงไปตรวจสอบที่เกิดเหตุพร้อมด้วย พล.ต.ต.สุรนิตย์ พรหมบุตร ผบก.น.2 พ.ต.อ.กำธร อุ่ยเจริญ ผู้กำกับกลุ่มงานเก็บกู้และตรวจพิสูจน์วัตถุระเบิด หรือ อีโอดี เจ้าหน้าที่กองพิสูจน์หลักฐานและเจ้าหน้าที่อีโอดี รวมทั้งเจ้าหน้าที่ฝ่ายสืบสวน สน.พหลโยธิน








"พล.อ.ท.วัชระ" ชี้ระบุหาก "ศรส." ยกเลิก พรก.สงครามกองโจรจากกลุ่มที่เคยก่อเหตุปี53 จะเกิดขึ้นได้อีก !!!....
หาก ศรส.ระบอบทักษิณ ประกาศยกเลิกพรก.ทหารอาจจะต้องเลิกแถวกลับเข้ากรมกองเพราะทหารที่ออกมาเพราะมาตามที่รัฐบาลทรราชประกาศใช้ และสมรภูมิเลือดโหดในสงครามกองโจรก่อการร้ายก็จะเกิดขึ้น
พล.อ.ท.วัชระ เปิดเผย ข้อคิด การเปลี่ยนประธาน นปช.จากนางธิดา ถาวรเศรษฐ เป็น นายจตุพร พรหมพันธ์ กรณีนี้มีนัยยะสำคัญของระบอบทักษิณเชิงเปลี่ยนยุทธศาสตร์และยุทธวิธีของ นปช.หรือคนเสื้อแดงแต่สิ่งที่คนไทยสั...มผัสมาแล้วจากกรณีเหตุการณ์ พฤษภาคม 2553 ที่นายจตุพรเป็นแกนนำคนเสื้อแดงที่สร้างความรุนแรงมากที่สุดและได้ทำการเผาบ้านเผาเมืองด้วยคำยุยงร่วมกันกับนายณัฐวุฒิ ไสยเกื้อ และคำยุยงของนายอริสมันต์ ที่พูดประมาณนี้ว่า "ถ้าหากคนเสื้อแดงจะเอาขวดน้ำแล้วใส่น้ำมันเพียงคนละลิตรแล้วกรุงเทพฯก็จะเป็นทะเลเพลิง" ดังนั้นคนไทยอาจจะเผชิญความรุนแรงด้วยการนำกลุ่ม "อาสาสมัครพิทักษ์ประชาธิปไตยแห่งชาติ" ที่มี พล.อ.พัลลภ ปิ่นมณี เป็นที่ปรึกษา เข้ามาสลายมวลชน กปปส.ทุกเวที หลังจากรัฐบาลทรราชและทรราช ศรส.ระบอบทักษิณจะประกาศยกเลิกพรก.การบริหารราชการแผ่นดินในภาวะฉุกเฉิน 2548 และทหารอาจจะต้องเลิกแถวกลับเข้ากรมกองเพราะทหารออกมาตามที่รัฐบาลทรราชประกาศใช้บริหารราชการแผ่นดินและสมรภูมิเลือดโหดในสงครามกองโจรก่อการร้ายก็จะเกิดขึ้นและเราอาจจะต้องเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงประเทศตามแผนยุทธศาสตร์ปฏิวัติสถาปนาเป็นสาธารณรัฐซึ่งอาจจะใช้เวลานานตามแบบสงครามยืดเยื้อเป็นเวลามากกว่า 10 ปี แต่การเผาบ้านเมือง รายละเอียดจะบรรยายในครั้งต่อไป.
สรุปในชั้นต้นคือ กำลังติดอาวุธ นปช.จะใช้ความรุนแรงเพื่อสลายมวลชนโค่นระบอบทักษิณ. พล.อ.ท.วัชระ กล่าว




"พล.อ.ท.วัชระ" ชี้ระบุหาก "ศรส." ยกเลิกพรก.สงครามกองโจรจากกลุ่มที่เคยก่อเหตุปี53 จะเกิดขึ้นได้อีก !!!....
หาก ศรส.ระบอบทักษิณ ประกาศยกเลิกพรก.ทหารอาจจะต้องเลิกแถวกลับเข้ากรมกองเพราะทหารที่ออกมาเพราะมาตามที่รัฐบาลทรราชประกาศใช้ และสมรภูมิเลือดโหดในสงครามกองโจรก่อการร้ายก็จะเกิดขึ้น
พล.อ.ท.วัชระ เปิดเผย ข้อคิด การเปลี่ยนประธาน นปช.จากนางธิดา ถาวรเศรษฐ เป็น นายจตุพร พรหมพันธ์ กรณีนี้มีนัยยะสำคัญของระบอบทักษิณเชิงเปลี่ยนยุทธศาสตร์และยุทธวิธีของ นปช.หรือคนเสื้อแดงแต่สิ่งที่คนไทยสั...มผัสมาแล้วจากกรณีเหตุการณ์ พฤษภาคม 2553 ที่นายจตุพรเป็นแกนนำคนเสื้อแดงที่สร้างความรุนแรงมากที่สุดและได้ทำการเผาบ้านเผาเมืองด้วยคำยุยงร่วมกันกับนายณัฐวุฒิ ไสยเกื้อ และคำยุยงของนายอริสมันต์ ที่พูดประมาณนี้ว่า "ถ้าหากคนเสื้อแดงจะเอาขวดน้ำแล้วใส่น้ำมันเพียงคนละลิตรแล้วกรุงเทพฯก็จะเป็นทะเลเพลิง" ดังนั้นคนไทยอาจจะเผชิญความรุนแรงด้วยการนำกลุ่ม "อาสาสมัครพิทักษ์ประชาธิปไตยแห่งชาติ" ที่มี พล.อ.พัลลภ ปิ่นมณี เป็นที่ปรึกษา เข้ามาสลายมวลชน กปปส.ทุกเวที หลังจากรัฐบาลทรราชและทรราช ศรส.ระบอบทักษิณจะประกาศยกเลิกพรก.การบริหารราชการแผ่นดินในภาวะฉุกเฉิน 2548 และทหารอาจจะต้องเลิกแถวกลับเข้ากรมกองเพราะทหารออกมาตามที่รัฐบาลทรราชประกาศใช้บริหารราชการแผ่นดินและสมรภูมิเลือดโหดในสงครามกองโจรก่อการร้ายก็จะเกิดขึ้นและเราอาจจะต้องเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงประเทศตามแผนยุทธศาสตร์ปฏิวัติสถาปนาเป็นสาธารณรัฐซึ่งอาจจะใช้เวลานานตามแบบสงครามยืดเยื้อเป็นเวลามากกว่า 10 ปี แต่การเผาบ้านเมือง รายละเอียดจะบรรยายในครั้งต่อไป.
สรุปในชั้นต้นคือ กำลังติดอาวุธ นปช.จะใช้ความรุนแรงเพื่อสลายมวลชนโค่นระบอบทักษิณ. พล.อ.ท.วัชระ กล่าว


"พล.อ.ท.วัชระ" ชี้ระบุหาก "ศรส." ยกเลิกพรก.สงครามกองโจรจากกลุ่มที่เคยก่อเหตุปี53 จะเกิดขึ้นได้อีก !!!....
หาก ศรส.ระบอบทักษิณ ประกาศยกเลิกพรก.ทหารอาจจะต้องเลิกแถวกลับเข้ากรมกองเพราะทหารที่ออกมาเพราะมาตามที่รัฐบาลทรราชประกาศใช้ และสมรภูมิเลือดโหดในสงครามกองโจรก่อการร้ายก็จะเกิดขึ้น
พล.อ.ท.วัชระ เปิดเผย ข้อคิด การเปลี่ยนประธาน นปช.จากนางธิดา ถาวรเศรษฐ เป็น นายจตุพร พรหมพันธ์ กรณีนี้มีนัยยะสำคัญของระบอบทักษิณเชิงเปลี่ยนยุทธศาสตร์และยุทธวิธีของ นปช.หรือคนเสื้อแดงแต่สิ่งที่คนไทยสั...มผัสมาแล้วจากกรณีเหตุการณ์ พฤษภาคม 2553 ที่นายจตุพรเป็นแกนนำคนเสื้อแดงที่สร้างความรุนแรงมากที่สุดและได้ทำการเผาบ้านเผาเมืองด้วยคำยุยงร่วมกันกับนายณัฐวุฒิ ไสยเกื้อ และคำยุยงของนายอริสมันต์ ที่พูดประมาณนี้ว่า "ถ้าหากคนเสื้อแดงจะเอาขวดน้ำแล้วใส่น้ำมันเพียงคนละลิตรแล้วกรุงเทพฯก็จะเป็นทะเลเพลิง" ดังนั้นคนไทยอาจจะเผชิญความรุนแรงด้วยการนำกลุ่ม "อาสาสมัครพิทักษ์ประชาธิปไตยแห่งชาติ" ที่มี พล.อ.พัลลภ ปิ่นมณี เป็นที่ปรึกษา เข้ามาสลายมวลชน กปปส.ทุกเวที หลังจากรัฐบาลทรราชและทรราช ศรส.ระบอบทักษิณจะประกาศยกเลิกพรก.การบริหารราชการแผ่นดินในภาวะฉุกเฉิน 2548 และทหารอาจจะต้องเลิกแถวกลับเข้ากรมกองเพราะทหารออกมาตามที่รัฐบาลทรราชประกาศใช้บริหารราชการแผ่นดินและสมรภูมิเลือดโหดในสงครามกองโจรก่อการร้ายก็จะเกิดขึ้นและเราอาจจะต้องเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงประเทศตามแผนยุทธศาสตร์ปฏิวัติสถาปนาเป็นสาธารณรัฐซึ่งอาจจะใช้เวลานานตามแบบสงครามยืดเยื้อเป็นเวลามากกว่า 10 ปี แต่การเผาบ้านเมือง รายละเอียดจะบรรยายในครั้งต่อไป.
สรุปในชั้นต้นคือ กำลังติดอาวุธ นปช.จะใช้ความรุนแรงเพื่อสลายมวลชนโค่นระบอบทักษิณ. พล.อ.ท.วัชระ กล่าว








กปปส.เห็นพ้องปฏิรูปตำรวจ-ยุติถูกการเมืองแทรกแซง !!!!!



วงเสวนา กปปส.เห็นพ้องปฏิรูปตำรวจ-ยุติถูกการเมืองแทรกแซง !!!!!
เดลินิวส์ออนไลน์

วงเสนวนา กปปส.ครั้งที่ 4 เห็นพ้องปฏิรูปโครงสร้างตำรวจ กระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น ให้เป็นอิสระจากฝ่ายการเมือง อดีตรอง ผบ.ตร.เสนอให้ ปชช.ร่วมตรวจสอบตำรวจ
...
เมื่อวันที่ 17 มี.ค. ที่อาคารศูนย์เยาวชนสวนลุมพินี กปปส. ได้จัดเวทีระดมความคิดเพื่อการปฏิรูปประเทศไทย ครั้งที่ 4 เรื่อง “ปฏิรูประบบตำรวจและกระบวนการยุติธรรม” โดยมี ปรีชา วัชราภัย อดีตเลขาธิการ ก.พ.เป็นประธานในการเสวนา โดยนายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการ กปปส. ได้เดินทางมากล่าวเปิดการเสวนาตอนหนึ่งว่า

การเสวนาวันนี้เป็นเรื่องที่ประชาชนรอคอยที่จะปฏิรูป เนื่องจากปัญหาของตำรวจและความสัมพันธ์ระหว่างตำรวจกับประชาชนนั้น เป็นเรื่องที่ประชาชนคาดหวัง ทั้งนี้มีการศึกษาแนวทางวิธีการไว้มากมาย แต่ยังไม่มีโอกาสที่จะทำให้สำเร็จอย่างที่ประชาชนหวัง ดังนั้นการที่มวลมหาประชาชนได้ประกาศให้การปรับโครงสร้างตำรวจเป็นหนึ่งในการปฏิรูปประเทศ จึงทำให้คาดหวังว่าการปฏิรูปตำรวจจะสำเร็จตามที่คาดหวังได้ แต่มีคนนำการปฏิรูปตำรวจไปบิดเบือน และทำให้เกิดความสับสน อย่างไรก็ตามเชื่อว่าข้อสรุปในการเสวนาวันนี้จะทำให้ประชาชนและตำรวจมีความพึงพอใจทั้งสองฝ่าย

โดยพล.ต.อ.ไกรสุข สินศุข อดีตรอง ผบ.ตร. กล่าวตอนหนึ่งว่า องค์กรตำรวจเป็นองค์กรหนึ่งที่แปลงจากนโยบายรัฐไปปฏิบัติโดยมีภารกิจหลักในการรักษากฎหมาย และการรักษาความปลอดภัยให้ประชาชน

ทั้งนี้ระบบตำรวจมีการปฏิรูปมาแล้วหลายครั้ง แต่การปฏิรูปกรมตำรวจเป็นสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กลับกลายเป็นการรวบอำนาจที่ส่วนกลาง ไม่มีการกระจายอำนาจไปสู่ท้องถิ่น ทำให้สายการบังคับบัญชายาว เกิดอุปสรรค์หลายอย่างเป็นรูปแบบที่ล้าหลัง ดังนั้นการปฏิรูปตำรวจจึงเป็นการปฏิรูปสินค้าผูกขาดให้ดีขึ้น

ดังนั้นจึงถึงเวลาแล้วที่จะต้องปฏิรูป ทั้งนี้แนวทางกว้าง ๆ ที่จะปฏิรูปคือ

1.โครงสร้างตำรวจเพื่อให้สอดคล้องกับการกระจายอำนาจไปสู่ท้องถิ่น ควรแยกกองบัญชาการตำรวจภูธรทั้ง 9 ภาค และกองบัญชาการตำรวจนครบาล ออกจากส่วนกลาง เพื่อให้สามารถจัดสรรงบประมาณซื้ออุปกรณ์ที่จำเป็นต่อพื้นที่นั้น ๆ และให้มีความเป็นนิติบุคคล ซึ่งจะเป็นการลดสายการบังคับบัญชาให้สั้นลง

2.การบริหารปัจจุบันมีการแทรกแซงในเรื่องการแต่งตั้งตำรวจ ทำให้เกิดการเบี่ยงเบน สร้างปัญหาในการบริหาร ดังนั้นกฎหมายตำรวจจึงต้องเปลี่ยนแปลงเพื่อให้มีความเป็นอิสระจากฝ่ายการเมือง

3.การทำงาน โดยในการปฏิบัติงานของตำรวจที่ยังรวมหน้าที่สืบสวนสอบสวนไว้ด้วยกัน ทั้งจับเอง สอบสวนเอง ทำให้กลายเป็นขี้ปากชาวบ้าน ดังนั้นควรใช้เทคโนโลยีใหม่ๆ ในการหาตัวคนร้าย และควรทำตามหลักสากล

4.ควรยกเลิกตำแหน่งที่มีหน่วยงานอื่นรับผิดชอบอยู่แล้ว อาทิ ตำรวจที่ดิน กรมที่ดิน ก็สามารถทำแทนได้ ตำรวจรถไฟ และตำรวจป่าไม้ เป็นต้น เพื่อเพิ่มกำลังในงานที่สำคัญ

5.ที่สำคัญคือการได้มาของตำรวจ ที่แต่เดิมมาจากโรงเรียนรวมเหล่าทหารตำรวจและการสอบเข้าจากคนที่จบมหาวิทยาลัย ซึ่งในการปฏิรูปควรคิดเรื่องนี้ว่าการได้มาของตำรวจควรเป็นอย่างไร เพื่อให้ได้ตำรวจที่ดี และมีประสิทธิภาพ และ

6.การตรวจสอบตำรวจที่ผ่านมามีคณะกรรมการตำรวจ (กตร.) โดยมีนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน แต่ก็ไม่ได้ผล ดังนั้นควรมีองค์กรของประชาชนเข้าร่วมด้วย

ด้านนายคมสัน โพธิ์คง นักวิชาการจากกลุ่มสยามประชาภิวัฒน์ กล่าวว่า ระบบงานตำรวจมีปัญหาเรื่องโครงสร้าง ถ้าเรามองดูจะพบว่าการบริการงานตำรวจเป็นแบบระบบรวมศูนย์บริหารอำนาจ อีกทั้งปัญหาเชิงโครงสร้างอีก และยังมีปัญหาเรื่องการสอบสวนที่ยังขาดอิสระทั้งจากภายในองค์กร และการแทรกแซงจากฝ่ายการเมือง

นอกจากนั้นยังมีปัญหาอีกมาก ทั้งเรื่องการวิ่งเต้น เรื่องการซื้อตำแหน่ง อีกทั้งตำรวจชั้นประทวนมีความรู้น้อย ไม่สอดคล้องกับพื้นที่ประชาชน ขอเสนอให้ตำรวจกระจายอำนาจ ทำให้ภูธรมีอำนาจ อาจจะมีอธิบดีภาคเป็นผู้ดูแล ส่วนเรื่องระบบตำรวจแบบกึ่งทหาร ต้องพิจารณาใหม่ รวมทั้งเรื่องความเป็นมืออาชีพ ต้องให้ตำรวจเป็นมืออาชีพ ส่วนด้านการผลิตตำรวจนายร้อย ผู้สอนบางคนยังมีความรู้ไม่ตรงส่วน เรื่องนี้ต้องปรับและการผลิตตำรวจชั้นประทวนต้องให้มีความรู้เทียบเท่าอนุปริญญา

นายภิญโญ ทองชัย อดีตเลขาธิการ ป.ป.ท.กล่าวว่า เราต้องเข้าใจกระบวนการยุติธรรมที่เป้าหมายใหญ่คือการเอาคนเข้าคุก ซึ่งเราทำมาเป็นร้อยปี และเราพบว่ากฎหมายอาญามีมากกว่า 350 ฉบับ เพราะฉะนั้นไม่ต้องแปลกใจ การสอบสวนจึงเน้นไปทางนี้ทั้งหมด และจากงานวิจัยพบว่ากฎหมายอาญาเน้นจำคุกมากกว่าปรับ

ขณะที่ในต่างประเทศศึกษาการใช้โทษจำคุก เป็นการเพิ่มภาระให้แก่รัฐ ถ้าเป็นโทษปรับรัฐไม่ต้องเสียอะไรเลย ทั้งนี้ขอเสนอแนวทางในการปฏิรูป คือ

1.นำหลักกระบวนการยุติธรรมเชิงสมานฉันท์มาใช้ โดยเน้นการไกล่เกลี่ยเพื่อยุติข้อพิพาทในระดับชุมชนก่อนคดีขึ้นสู่ศาล

2.ปรับกระบวนการยุติธรรมที่เน้นปราบเป็นป้องปราม

โดยพิจารณาบทลงโทษให้เหมาะสม โดยอาจปรับการบริการสังคม และคุมประพฤติเป็นหลักแทนการจำคุก ซึ่งจะใช้เป็นมาตรการสุดท้าย เพื่อให้ผู้กระทำผิดได้รับโทษที่เหมาะสมและเป็นภาระแก่รัฐน้อยลง

3.เพิ่มประสิทธิภาพกระบวนการบังคับใช้กฎหมาย โดยปฏิรูปโครงสร้างและระบบงานสืบสวนของตำรวจ และปฏิรูประบบพิจารณากลั่นกรอง และการฟ้องคดีของอัยการ รวมทั้งให้มีการตรวจสอบซ้ำ และ

4.จัดตั้งองค์กร และกลไกให้ความช่วยเหลือประชาชนในทางกฎหมายและการฟ้องร้องคดี โดยกระทรวงยุติธรรมควรจัดองค์กรดังกล่าวในทุกองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น





ร่วมด้วยช่วยแชร์ //อย่าให้พวกมันมีที่ยืนในสังคมไทย
มีเสื้อแดงที่ใหน บ้านเมืองฉิบหายที่นั่น ,พวกมันแดงใจทรามถึงขนาด หมายหัว ท่านอาจารณ์ ว. วชิรเมธี

MANA PRADITKET

MANA PRADITKET
Handpainted oil painting by Mana Praditket

NIRAN PAIJIT

NIRAN PAIJIT
Original handpainted oil painting by Niran Paijit

PRAYAD TIPPAWAN

PRAYAD TIPPAWAN
ORIGINAL IMPRESSIONAL OIL PAINTING BY PRAYAD TIPPAWAN

Achara 34 (24x36)

Achara 34 (24x36)
ORIGINALl OIL PAINTING

Amornsak Livisit 74 (24x36)

Amornsak Livisit 74 (24x36)
ORIGINAL OIL PAINTING, Impressionist style

Suwan Khanboon 11 (24x24 inches)

Suwan Khanboon 11 (24x24 inches)
Original handpainted oil painting abstract style

NIRAN PAIJIT

NIRAN PAIJIT
ORIGINAL ABSTRACT STYLE OIL PAINTING BY NIRAN PAIJIT

Chavalit (Pong)

Chavalit (Pong)
PINTO Horses

Komez 78 (22x30)

Komez 78 (22x30)
Original handpainted pastel painting on paper

KOMES

KOMES
Handpainted pastel painting by Komez

PRATHOUN

PRATHOUN
ORIGINAL HANDPAINTED OIL PAINTING BY PRATHOUN

THAVORN IN-AKORN

THAVORN IN-AKORN
ORIGINAL OIL PAINTING BY THAVORN IN-AKORN (SIZE 20x30")

THAVORN IN-AKORN

THAVORN IN-AKORN
Original oil painting by Thavorn In-akorn

Facebook


ORIGINAL HANDPAINTED OIL PAINTING

PHOTO GALLERY

PHOTO GALLERY

Facebook

PHOTO GALLERY