GREAT KING OF THAILAND, KING BHUMIBHOL

GREAT KING OF THAILAND, KING BHUMIBHOL
LONG LIVE THE KING BHUMIBHOL

วันพุธที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2557

"Improving Corporate Governance : Key to Advancing Thailand"/ศอกกลับ “อียู (EU) และอเมริกา (USA)

อานันท์ชี้ไทยเจอคอร์รัปชันกินลึกต้องเร่งแก้ไข

อานันท์"ชี้คอร์รัปชันภาครัฐเป็นเรื่องอันตรายที่สุด ชี้คนกลุ่มหนึ่งได้อำนาจมากเกินและไม่หยุดยั้ง ระบุถึงจังหวะปิดเมืองไทยชั่วคราวเพื่อซ่อมแซม เมื่อวันที่ 24 มิ.ย.นายอานันท์ ปันยารชุน อดีตนายกรัฐมนตรี.............. อ่านต่อได้ที่ : http://bit.ly/1wsxtlQ

 







By Michael Yon
US Secretary of State John Kerry threatens Thailand
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ จอห์น แครรี่ ขู่ไทย
(เขียนเสียดสี ประชดประชัน, ผู้แปล)

"ประเทศไทยจะต้องจัดการเลือกตั้งในทันที เราสนับสนุนประชาธิปไตย เหมือนอย่างในอิรัก ที่ที่เราส่งกำลังกองกำลังสู้รบทางทหารลงไปในขณะนี้ และเรายังได้เตรียมการโจมตีทางอากาศไว้เพิ่มเติมอีกด้วย ในช่วงเวลานี้ การชะลอการเลือกตั้งออกไปไม่ได้นำมาซึ่งสิ่งใดเลย นอกจากสันติภาพ และ การเพิ่มความแตกแยกทางด้านการต่างประเทศและการร่วมมือกันทางทหาร ประเทศไทยจงใคร่ครวญในเรื่องนี้ คุณต้องการการสนับสนุนจากอเมริกา หรือ ปรารถนาที่จะทำการนี้ด้วยตัวของตัวเอง? เราได้ทำการสนับสนุนเงินช่วยเหลือหลายพันล้านดอลล่าร์ให้กับอิรัก และ อุทิศชีวิตคนหนุ่มชาวอเมริกันอีกนับหลายพันคน คนไทยควรจะเอาตามอย่างที่มีเกียรติของอิรักและซีเรีย หรือ เสี่ยงที่จะสูญเสียเงิน 10 ล้านเหรียญ ซึ่งก็จะมีค่าประมาณเท่ากับขนที่ก้นของช้างหนึ่งเส้น"

"ต่อไปจะมาตรการการคว่ำบาตรเพิ่มเติมออกมา ภาพเซลฟี่รองเท้าของท่านเอกอัครราชทูตคริสตี้ เคนนี่ เป็นภาพที่แสดงถึงความอบอุ่น ผมได้เตรียมการออกคำสั่งให้พนักงานในกระทรวงการต่างประเทศทั้งหมดถ่ายภาพเซล ฟี่รองเท้าแล้วทำการโพสต์บนเฟซบุ๊คของไทย และไม่อนุญาตให้สิ่งนี้ถูกยกระดับเป็นสงครามเซลฟี่"

"สุดท้ายนี้ ยังมีประเทศและประชาชนในประเทศเหล่านั้นอีกมากมายให้เราได้ดูหมิ่นเหยียด หยาม เมื่อวานนี้ผมได้ไปหยามหน้าชาวเคิร์ดมา ผมยังเตรียมพร้อมสำหรับการไปดูหมิ่นชาวโปแลนด์ และ แคนนาดาก็อยู่ฝ่ายเดียวกับเรา พวกเราได้ทำการดูหมิ่นเหยียดหยามคนอเมริกันที่มีคุณภาพและฉลาดหลักแหลมมา เป็นเวลาหลายต่อหลายปีแล้ว"

"Thailand must immediately hold elections. We support democracy, such as in Iraq, where we are redeploying combat troops at this moment, and preparing for more airstrikes. Meanwhile, suspending elections in Thailand has led to nothing but peace, and increasing severance of diplomatic and military cooperation. Think about it, Thailand. Do you want American support, or wish to go it alone? We donated billions of dollars to Iraq and supported democracy by sacrificing thousands of young American lives. Thailand must follow the honorable examples of Iraq and Syria, or risk losing $10 million US dollars, roughly the equivalent of a hair on an elephant's rump."

"More sanctions will follow. The disrespectful shoe-selfie by US Ambassador Kristie Kenney was a warning shot. I am prepared to order the entire US Department of State to take shoe selfies and to post them on Thai Facebook pages. Do not allow this to escalate into a selfie-war."

"In closing, there are many other countries and peoples to insult. Yesterday I insulted the Kurds. I am prepared to insult the Polish, and the Canadians are in our sites. We have been insulting the most productive and intelligent Americans for years."

 

"เปลว สีเงิน" คนปลายซอย
'เหยียบที่ควรเหยียบ-ยกที่ควรยก'
คงเพราะหมู่นี้เมฆแปรอักษรเป็นรูปร่างต่างๆ บ่อย ผมเลยไม่ค่อยว่าง เพราะต้องคอยเช็ดน้ำหู-น้ำตา และทั้งหายใจ-หายคอไม่ค่อยออก กินยาเข้าไปเม็ด-ครึ่งเม็ด...
..........เสร็จเลย!
เสร็จนะ หมายถึง เปลี่ยนจาก "เมาเมฆ" ไปเป็น "เมายา" แก้แพ้ เอาแต่ง่วงเหงาหาวนอน จะตื่น แต่เส้นประสาทในหัวดูมันไม่ค่อยยอมตื่น ฉะนั้น ก็ฝืนๆ คุยกันไปละกัน
เห็นข่าวแวบๆ ว่านายจารุพงศ์ เรืองสุวรรณ ร่างทรงทักษิณในคราบ "หัวหน้าพรรคเพื่อไทย" กับนายจักรภพ เพ็ญแข
ถือฤกษ์ "๒๔ มิถุนา" เปิดตัวขบวนการแดงทั้งแผ่นดิน ซึ่งจำแลงมาในรูปแบบใหม่ว่า "องค์กรเสรีไทย" ผ่าน ยูทูบ เฟซบุ๊ก เมื่อวันก่อน
ก็ดูผ่านๆ ไม่ได้ให้ความสนใจอะไร.....!
ไม่ใช่เพราะผมหยิ่ง ยกตนเหนือคนระดับ มือ-ตีนทักษิณ เพื่อการล้มชาติ-ล้มแผ่นดิน "บ้านเกิด-เมืองนอน" ตัวเองและโคตรเหง้าหรอก
แต่เห็นการนำเอาชื่อ "เสรีไทย" มาใช้ แค่นั้น นายจารุพงศ์ หรือใครต่อใครในแก๊ง มันก็หมดราคาค่าคน แถมต่ำกว่า "ราคาตะกวด" ในเขาดินด้วยซ้ำ
เพราะคำว่า "เสรีไทย"
ให้ความหมายด้านการรับรู้เป็นสากล คือคุณูปการด้านความเสียสละยิ่งใหญ่ของคณะบุคคล คณะหนึ่ง
ช่วยให้ไทยพ้นสภาพ "ประเทศแพ้สงคราม" ดำรงเอกราชเสรี ธงไทยได้ไปร่วมโบกสะบัด
ในพิธีสวนสนามประกาศชัยชนะร่วมกับฝ่ายสัมพันธมิตรในฐานะ...ผู้ชนะด้วย
อันเป็นเหตุการณ์ ช่วงสงครามมหาเอเชียบูรพา ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของสงครามโลกครั้งที่ ๒!
แล้วที่สถุลจารุพงศ์เอาชื่อเสรีไทยมาใช้กับแก๊ง "ล่มชาติ-ล่มสถาบัน" ของตัวเองเพื่อสถาปนาทักษิณเป็นใหญ่ในแผ่นดิน แบบนี้
มันเป็นคุณูปการยิ่งใหญ่กับชาติบ้านเมืองตรงไหน มันทำจัญไรกับชาติบ้านเมืองชัดๆ?
แค่ชื่อก็ฉ้อฉล ปล้นเอาไปใช้แล้ว แล้วอย่างอื่นที่เป็นเนื้อหนัง มันจะเหลือให้เชื่อ ให้ศรัทธาว่า ไม่ทำด้วยปรารถนาร้ายต่อสังคมชาติได้ตรงไหน
หือ....ไอ้หัวหยิกหน้ากล้อ!?
เหมือนหมาเห่าให้เป็นเสียงราชสีห์ ดูๆ ตามเพจก็เขี่ยมันทิ้งไปเหอะ อย่าไปให้ความสนใจ หรือส่งต่อ จะเป็นการช่วยแพร่เชื้อจัญไรต่อสังคมชาติเปล่าๆ
ความจริง การขุดรูประกาศองค์กรเสรีไทยนำร่อง ด้วยหวังขั้นต่อไป ถ้ามีหลายชาติสนับสนุน ก็จะถึงขั้นตั้ง "รัฐบาลโจรพลัดถิ่น" นั้น
มันเป็นการ "ย้อนอดีตฝัน"
จากศตวรรษก่อน มาลมๆ แล้งๆ ในศตวรรษปัจจุบันโดยแท้
แค่ "คิดใหม่" ไอ้หัวหยิกมันยังคิดไม่เป็น ต้องไปอาศัยชื่อเสรีไทยเขามาเป็นคราบหุ้มโจร แถมยังไม่กล้าบอกว่าซุกอยู่ไหน อาศัยดินแดนประเทศใด "ทำใต้ดิน"
แบบนี้นะ ย้อนไปซัก ๒ พันปีพอได้
แต่กับปัจจุบัน ที่โลกหันซีกตะวันออกรับแสงอรุณใหม่
มึงก็จงเป็นโจร "จมรูอยู่ในดิน" นี่เถอะ.....
โผล่ให้เห็นในแผ่นดินไทยเมื่อไหร่-วันไหน ไม่ถูก คสช.จับหรอก
แต่จะถูก ปชช. "กระทืบ" เละก่อน!
นายจารุพงศ์นี่ เท่าที่จำได้ เดิมเป็นข้าราชการ กทม.สมัยรัฐบาลทักษิณโอนย้ายมาเป็นข้าราชการกระทรวง
พ่อของนายจารุพงศ์ คือนายจารุบุตร เรืองสุวรรณ
นี่ผมเคยสัมผัสท่านผ่านงานข่าวสารอยู่บ้าง ตอนที่นายจารุบุตรเป็น "ประธานสภาผู้แทนฯ" สมัยรัฐบาลพลเอกเปรม
คือปี ๒๕๒๗ ผมจำได้ว่าตอนนั้น ผมเป็นหัวหน้าข่าวหน้า ๑ อยู่หนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่ง
นักข่าวเชียงใหม่โทรศัพท์รายงานข่าวมาให้พาดหัวแต่เช้าว่า
"นายจารุบุตรเสียชีวิตคาโรงแรม"!
ท่านไปธุระหรือราชการอะไรก็จำไม่ได้ จำได้แต่ว่า พักโรงแรมที่เชียงใหม่ รุ่งขึ้นเช้า...แง้มประตูห้อง พบท่านนอน "หัวใจวาย" คาเตียงไปแล้ว
ก็น่าเสียดาย ท่านเป็นนักการเมืองที่ดีคนหนึ่ง ทำประโยชน์ฝากไว้กับชาติบ้านเมืองที่คนรุ่นหลังควรจดจำหลายอย่าง
ย้อนกลับมาถึง "นายจารุพงศ์" ผู้ลูก
การเอาชื่อ "เสรีไทย" อันมีคุณูปการกับชาติบ้านเมือง ไปตั้งให้กับแก๊ง "ทรยศชาติ-ทรยศแผ่นดิน" ที่ตัวเองอุปโลกน์ นั้น
เท่ากับ "เนรคุณ" นายจารุบุตร "ผู้พ่อ" โดยแท้!
เพราะในขบวนการเสรีไทย ที่รวมตัวเคลื่อนไหวใต้ดินเพื่อต่อต้านญี่ปุ่นครั้งนั้น มี ๓ กลุ่ม แยกกันเคลื่อนไหว คือ
▶กลุ่มแรก ในเมืองไทย นำโดย รมว.คลัง "นายปรีดี พนมยงค์"
▶กลุ่มที่สอง คนไทยในสหรัฐ นำโดยทูตไทยประจำวอชิงตัน ดี.ซี. "ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช"
▶กลุ่มที่สาม คนไทยในอังกฤษ นำโดย นักเรียนไทยเคมบริดจ์ รวมถึง "สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี" และราชนิกุลอีกหลายพระองค์
สมาชิกเสรีไทยมีมากมาย เช่น
นายควง อภัยวงศ์
หลวงอดุล อดุลเดชจรัส
นายดิเรก ชัยนาม
นายทวี บุณยเกตุ
นายป๋วย อึ๊งภากรณ์
พล.อ.อ.สิทธิ เศวตศิลา และ ฯลฯ
ยังมีอีกคนที่เป็นสมาชิกขบวนการ "เสรีไทย" นี้ด้วย คือ
"นายจารุบุตร เรืองสุวรรณ-ผู้กอบกู้"
พ่อนายจารุพงศ์ เรืองสุวรรรณ "ผู้กบฏ" คนนี้แหละ!
เท่าที่ผมเฝ้าสังเกต ท่ามกลางปฏิกิริยา "จักรวรรดินิยมอำนาจทุนตะวันตก" นำโดยสหรัฐ-อียู ออกมาดิสเครดิตคสช.
พวกขบวนการ "แดงทั้งแผ่นดิน ทักษิณสถาปนา" แอบกระดี๊กระด๊า เป็นกระดี่ได้น้ำอยู่ตามหลืบ-ตามซอกกันยกใหญ่
ตีขลุมเอาว่า นั่นคือการ "ต้านรัฐประหาร คสช."
โดยประเทศมหาอำนาจตะวันตกเป็นหัวขบวน ส่งสัญญาณแนวร่วม "ประชาธิปไตยระบอบทักษิณ"
โถ...สิ้นคิด-สิ้นหวัง กระทั่ง "กำตด" มากำหนดเป็นเนื้อ!
ไอ้พวกยุโรป ที่เห็นว่ารวย เพราะกินบุญเก่าที่บรรพบุรุษมันเที่ยวออกเรือปล้นเอาทรัพย์สมบัติชาติอื่นไป สร้างความอยู่ดี-กินดีให้ประเทศมันเมื่อศตวรรษก่อนๆ
แต่ตอนนี้ "บุญเก่า" หมดแล้ว กำลังตกอยู่ในสภาพ "เศรษฐีตกยาก" แต่จมไม่ลง ยกเว้นอังกฤษ เป็นยุโรปชาติเดียวที่ "ฉลาดสุด" เหมือนขงเบ้งหลอกโจโฉ เอาโซ่ล่ามเรือติดกันเป็นแพ
คือหลอก ๒๐-๓๐ ประเทศในยุโรปให้รวมเป็นอียู เลิกระบบเงินตัวเองให้หมด แล้วใช้เงินยูโรเป็นสกุลเดียวกัน
แต่ตัวเอง "ไม่เลิก" จึงรอดประเทศเดียว!
รอดขณะอียูกำลังตายหมู่ จึงรวมหัวสหรัฐเล่น "หมาหมู่" หวังต้อนหมู คสช.เข้าเล้า แต่คิดผิด คสช.เป็นหมูป่าเขี้ยวตัน
ไม่ขายชาติ ด้วยไม่ยอมยกสิทธิเหนือชาติ "แลกรำ" เหมือนระบอบทักษิณ กับพวกกลุ่มทุนตะวันตก
มันจึงโกรธ...แสดงศักดาข่มขู่ หลู่ศักดิ์ศรี ไม่ต้อนรับรัฐมนตรี คสช.เข้ายุโรปบ้างละ จะตัดช่วยเหลือ ตัดสิทธิ์ทางการค้าบ้างละ จะเลิกฝึกคอบราโกลด์ กับทหารไทย ในเมืองไทยบ้างละ
เชิญเลย....จะไปฝึกที่ไหน กับใคร รีบไสหัวไปเลย จะจนตาย-ละลายล้ม ทั้งยุโรป-สหรัฐรอมร่ออยู่แล้ว ยังทำสะแอ๋ง!
ไอ้การรีบพูด-รีบออกข่าว "ดิสเครดิต" กองทัพไทยน่ะ ไม่เผื่อทางเดินตัวเองที่จะต้องคลานกลับมาเลียน้ำลาย ขอใช้ประเทศไทยเป็นสถานที่ฝึกในปีหน้าอีกหรือ?
เอาให้แน่นะ...ไอ้มหามิตรที่ "แว้งกัด"
ทุกครั้งยามไทยมีทุกข์ ครั้งต้มยำกุ้งก็ทีแล้ว...
ขอให้มหามิตรช่วยหน่อย
คองเกรสมันว่าไงรู้มั้ย...มันบอกว่า ช่วยทำไม ไม่มีประโยชน์ ประเทศไทยไกลจากสหรัฐ ช่วยเม็กซิโกดีกว่า อยู่ใกล้กัน!
ปกติ ปฏิวัติ-รัฐประหารทุกครั้ง สหรัฐทำไม่รู้-ไม่ชี้ จะตัดการช่วยโน่น-ช่วยนี่ "ตามกติกา" ของเขาที่มีอยู่ ก็ทำภายในเงียบๆ เพราะเช็กแล้ว "ประโยชน์ไม่เสีย
แต่คราวนี้ ตีเกราะ-เคาะโลก ให้รู้ว่ากู...โกรธ!
เพราะ...คสช.ทำ "ก้อนเนื้อ" ที่รัฐบาลยิ่งลักษณ์กำลังป้อนเข้าปากให้หล่น รู้ๆ สันดานไอ้กันกันอยู่
ไปดูโทรทัศน์เครือข่าย CFR ในบ้านเขาซี
เอาพลเอกประยุทธ์ เอาบรรยากาศคืนความสุขให้คนไทย ในเมืองไทยตัดต่อเป็นเรื่อง "โจ๊ก" แล้วพากย์ ล้อเลียน-เสียดสี ชนิดไม่มีมรรยาท หยาบ-ทราม-สถุล-ถ่อยอเมริกันสุดๆ
คอบราโกลด์ น่ะ คล้าย "ส่งเสริมการขาย" หลังไปยุยง-ส่งเสริมให้เกิดสงครามในดินแดนโน้น-นี้ แล้วเอาอาวุธสงครามรุ่นใหม่ๆ มาโชว์ ให้แต่ละประเทศดู "ผ่านกองทัพ" เพื่อยั่วน้ำลายให้ซื้อเท่านั้น
มาฝึกในภูมิภาคนี้ ฝึกพวกเขาให้ชินการรบ ในพื้นสภาพของภูมิภาคนี้มากกว่าเพราะเข็ดตั้งแต่ "สงครามเวียดนาม" ซึ่งเขารู้ตะวันตก แต่ไม่รู้ตะวันออก
เลยม่อยกระรอก "ยกธง" กลับบ้าน!
เห็นเมื่อวาน (๒๕ มิ.ย.) นายหนิงฟู่ขุย เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำไทย และคณะ เข้าพบ พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง มิใช่หรือ?
ท่านทูตจีนประจำไทยบอกว่า....
"ภายใต้การนำของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ และ พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง ผู้บัญชาการทหารอากาศ และหัวหน้าฝ่ายเศรษฐกิจ คณะรักษาความสงบแห่งชาติ
จะทำให้การค้าระหว่างไทยกับสาธารณรัฐประชาชนจีน ที่หยุดชะงักลง กลับมาฟื้นตัวในเร็ววันนี้
ทางการจีน จะให้ความสำคัญทางด้านการค้าการลงทุน กับไทย เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนา ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับจีนให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น"
เอ้า...ใครเก่งฝรั่ง ช่วยแปลเป็นภาษาอังกฤษ-ฝรั่งเศส ไปให้สหรัฐกับอียูมันอ่านทีซิ!
# ไทยโพสต์ # 26-06-2557


●●ไปเถิดทั้งคู่ ไปสู่ประตูสวรรค์ ศอกกลับ “อียู (EU) และอเมริกา (USA)


วานนี้ ว่าด้วยท่าทีของสหภาพยุโรป (EU) ที่ออกอาการรุกเร้ากดดันการแก้วิกฤติภายในประเทศไทยของ คสช.ไปแล้ว ถึงวันนี้ ปรากฏว่ากระแสความคิดและปฏิกิริยาต่อท่าทีของอียูในสังคมไทยร้อนแรงยิ่งขึ้น

นักคิด นักวิชาการ บุคคลที่มีชื่อเสียงหลายคน ออกมาแสดงความคิดเห็นตอบโต้ ทั้งอียูและสหรัฐอเมริกา อย่างแหลมคม   ขอประมวลเรียงร้อยคร่าวๆ ดังนี้

1)   ดร.สมเกียรติ โอสถสภา แสดงความเห็นในเฟซบุ๊ค ตอกกลับอียูแบบรู้เช่นเห็นชาติว่า “อียูยอมรัสเซีย เพื่อจะเอาแก๊ส รัสเซียเป็นประชาธิปไตยมากกว่าไทยหรือ

อียูไปหาอาหรับ สังคมที่นั่นเป็นประชาธิปไตยกว่าไทยหรือ เขาเลือกตั้งอะไรกันหรือ อียูไปหาจีน จีนเป็นสังคมประชาธิปไตยกว่าไทยหรือ

อียูเซ็นสัญญาความร่วมมือกับเวียดนาม เวียดนามเป็นประชาธิปไตยกว่าไทยหรือ  อียูร่วมมือกับอินโดนีเซีย ที่นั่นเป็นประชาธิปไตยกว่าไทยหรือเพ้อเจ้อ”

2)    คุณชัย ราชวัตร การ์ตูนนิสต์ชั้นครูของประเทศไทย ประกาศผ่านเฟซบุ๊ค หยันท่าทีของอเมริกาที่ข่มขู่ว่ากำลังพิจารณาย้ายการซ้อมรบร่วม “คอบร้าโกลด์” บอกว่า

“555555 ไอ้กันเอ๋ย แกจะย้ายค็อบบ้าค็อบบออะไรของแกไปฝึกที่ไหนก็เชิญเลย มันผลประโยชน์ทางการทหารของแกเพื่อปิดล้อมจีน ไม่ใช่ผลประโยชน์ของเรา ช่วยไม่ได้ถ้าแกเลือกผลักมิตรไปเป็นศัตรู และถ้าวันไหนทหารไทยนึกสนุก เราจะร่วมฝึกทหารกับจีนหรือรัสเซีย เพื่อสกัดการรุกรานทางทหารของแกในแถบเอเซีย เแล้วตอนนั้นแกอย่ากระอักโลหิตก็แล้วกัน”

3)    ดร.เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง เขียนข้อคิดความเห็นผ่านเฟซบุ๊ค ว่าด้วยเรื่อง “สหรัฐอเมริกาและสหภาพยุโรป (EU) ไม่ใช่มิตรในโลกประชาธิปไตย” เนื้อความระบุว่า

“การเลือกตั้งและรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ดูจะเป็นความเชื่อดุจศาสนา
ใหม่ของชาวตะวันตกว่าเป็นสิ่งวิเศษสุด บ้านเมืองจะเจริญพัฒนาและเป็นธรรมได้จะต้องมีผู้บริหารที่มาจากการเลือกตั้ง

คงไม่มีใครปฏิเสธว่า หากสังคมใดมีการเลือกตั้งที่สะท้อนความต้องการของคนส่วนใหญ่ในสังคมได้อย่างแท้จริง การเลือกตั้งก็เป็นวิธีหนึ่งที่ดีที่จะได้ผู้บริหารประเทศที่ตรงใจ

คำถามมีอยู่ว่า

1.  หากการเลือกตั้งในอเมริกาหรือสหภาพยุโรป (EU) มีปรากฏการณ์ดังต่อไปนี้ เขาจะยังเชื่อว่าเป็นการเลือกตั้งอีกต่อไปหรือไม่ 
(1) การซื้อเสียงเพื่อให้ลงคะแนนเลือกพรรคหนึ่งพรรคใด คนหนึ่งคนใด
(2) ทุจริตโกงการเลือกตั้ง ทั้งที่เป็นการโกงรายบุคคล และโกงยกหน่วยโดยเจ้าหน้าที่สมคบกันในหน่วยเลือกตั้ง
(3) สัญญาว่าจะเอาเงินหลวงมาแจก มาสร้างโครงการให้ประโยชน์เฉพาะพื้นที่ เฉพาะกลุ่มบุคคล หรือนโยบายประชานิยม
(4) เจ้าหน้าที่ตำรวจตรวจจับ และเอาผิดกับผู้สมัครที่เป็นฝ่ายตรงข้าม
(5) เกรงกลัวอิทธิพลของผู้กว้างขวางในท้องถิ่น และ/หรือตอบแทนบุญคุณของผู้อุปถัมภ์ในท้องถิ่น จึงเลือกคนบางคน
(6) ระบบอุปถัมภ์เข้มข้น ที่ชาวบ้านจะเลือกผู้มีพระคุณ เลือกคนที่หวังจะได้พึ่งพาเป็นรายบุคคล เลือกผู้ที่จะให้ผลประโยชน์เฉพาะหน้า เลือกคนที่โกงแล้วเอามาแบ่งให้ท้องถิ่นหรือตัวเอง

2.   ชาติตะวันตกอย่างสหรัฐอเมริกาและสหภาพยุโรป (EU) หากเจอประสบการณ์เช่นนี้ เขายังชื่นชมพอใจรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งหรือไม่ คือ เมื่อได้อำนาจรัฐจากการเลือกตั้งก็ใช้เงินซื้อเสียงสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) ควบคุมสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส) ในรัฐสภา เปลี่ยนกำหนดกฎเกณฑ์พื่อเอื้อประโยชน์ทางนโยบาย ให้กับกิจการของตนและพรรคพวก และโกงทุจริต คอรัปชั่นในโครงการต่างๆ โดยหลีกเลี่ยงกฎเกณฑ์และการตรวจสอบที่กำหนดไว้

3.  เมื่อได้อำนาจรัฐก็แก้ไขกฎหมาย แม้กฎหมายสูงสุด คือ แก้รัฐธรรมนูญให้เอื้อกับพฤติ กรรมชั่วของผู้มีอำนาจ สิ่งใดที่ยังแก้ไขไม่ได้ แต่ได้ทำผิดรัฐธรรมนูญ ผิดกฎหมาย ก็หาทางวิ่งเต้น ติดสินบน แก้พยานหลักฐานให้ไม่ต้องรับโทษ ถ้าคนสหรัฐอเมริกาและสหภาพยุโรป (EU) มีรัฐบาลจากการเลือกตั้งที่มีพฤติกรรมเช่นนี้ ยังคิดส่งเสริมรัฐบาลเช่นนี้ให้ปกครองบ้านเมืองอีกต่อไปหรือไม่

4.  ถ้าคนในประเทศสหภาพยุโรป (EU) และสหรัฐอเมริกา กำลังตั้งกองกำลังเตรียมใช้อาวุธเข้าประหาร โดยที่รัฐบาลที่อ้างมาจากการเลือกและตำรวจรู้เห็นเป็นใจไม่ปราบปราม สหภาพยุโรป (EU) และสหรัฐอเมริกาจะนิ่งวางเฉยต่อไปหรือไม่ และกรณีที่เกิดในประเทศอื่น เช่น อิรัก เกาหลี เวียดนาม กองทัพของประเทศพวกนี้มีภารกิจใดที่เข้ายึดครองปราบปราม

ประชาธิปไตยจึงไม่ใช่ดูผิวเผินเฉพาะมาจากประชาชน (มาจากเลือกตั้ง) แต่ต้องทำเพื่อประชาชน อาจารย์พุทธทาสเคยให้ความเห็นกับผมในรายการ เวทีชาวบ้าน ว่า “ประชาธิปไตย ประโยชน์ของประชาชนเป็นใหญ่ ไม่ใช่ประชาชนเป็นใหญ่ ประชาชนเป็นใหญ่นั้นมันไม่แน่ ประชาชนบ้าบอก็ได้ ของประชาชน โดยประชาชน ถ้าประชาชนเห็นแก่ตัวแล้วฉิบหายหมด”

การที่เพื่อนบ้านเขาประสบปัญหาภายในบ้าน ในครอบครัวเขา เราคงต้องปล่อยให้ครอบครัวเขา บ้านเขาตัดสินใจหาวิธีในการแก้ปัญหาของเขาเอง เพราะบ้านเขาก็น่าจะรู้ปัญหาของเขาดีที่สุด อย่างมากเราก็ให้ข้อมูล ให้ทางเลือกในการแก้ปัญหา แต่ไม่ใช่บังคับให้เพื่อนบ้านต้องตัดสินใจตามแบบฉบับของเรา

สหรัฐอเมริกาและสหภาพยุโรป (EU) ที่ประกาศลดความสัมพันธ์กับไทย เมื่อเห็นว่าไทยประสบปัญหาและแก้ปัญหาในวิธีของไทยที่ไม่ตรงกับวิธีแก้ปัญหาที่เขาคิด จึงเป็นมิตรประเทศที่ดีไม่ได้ เพราะมิตรคนนี้ปรารถนาเพียงบังคับเพื่อนให้ทำตามใจ ตามความต้องการ ตามความเชื่อของตนเอง

สหรัฐอเมริกาและสหภาพยุโรป (EU) จึงไม่ใช่มิตรแท้ แต่เป็นมิตรที่เห็นแก่ตัว และไม่ใช่มิตรที่อยู่ในโลกประชาธิปไตย”

4) ไมเคิล ยอน นักข่าวหัวเห็ดชาวอเมริกัน ผู้ผ่านงานข่าวภาคสนามสมรภูมิทหารอเมริกันในต่างแดนมาอย่างโชกโชน ถึงกับแสดงความผิดหวังต่อรัฐบาลของตน ระบุในเฟซบุ๊คบางตอนว่า

“...คนไทยนั้นตระหนักรู้จริงว่าพวกเราก็ผิดหวัง ในรัฐบาลของพวกเราด้วยเช่น
กัน ความรักใคร่และสัมพันธ์ที่ลึกซึ้งระหว่างคนไทยกับชาวอเมริกันยังคงสนิทแนบแน่นเหมือนอย่างที่เคยเป็นมา ชาวไทยกับชาวอเมริกันมีการติดต่อสัมพันธ์กันในหลายมิติ ซึ่งนั่นทำให้ในส่วนบุคคล สายใยความเป็นมนุษย์ยังคงไม่ถูกแตะต้อง และยังไม่โดนทำร้ายทำลายลงไป...

...คนอเมริกันที่ใช้ชีวิตอาศัยอยู่ที่นี่จำนวนมาก และจะใช้ชีวิตบั้นปลายจวบจนวันตายที่นี่ และเป็นความจริงแบบเดียวกันกับคนไทยในสหรัฐฯ

คนไทยมีเมืองของพวกเขาในแคลิฟอร์เนีย และอเมริกาก็ต้อนรับพวกเขาเป็น
อย่างดี มีประชาชนหลายต่อหลายรุ่นที่เป็นลูกหลานของการแต่งงานระหว่างคนไทยกับคนอเมริกัน มีการสายเลือดผสมกันมาอย่างยาวนาน และลึกซึ้ง และจะเป็นเช่นนี้ตลอดไป

แต่พวกเรามีปัญหากับรัฐบาลของพวกเรา ประเทศไทยได้เปลี่ยนช่องทางเกี่ยวกับรัฐบาลของพวกเขา หรือจะต้องเสี่ยงกับการตกอยู่ในภาวะสงครามกลางเมืองเหมือนอย่างอิรัค
พวกเราจำนวนมากสนับสนุนการเปลี่ยนช่องทางมากกว่าสงครามกลางเมือง
พวกเราไม่ได้มีความพอใจที่กองทัพไทยจะต้องเป็นผู้ที่ต้องทำการเปลี่ยนแปลง แต่พวกเขาได้ทำงานนี้ได้อย่างดี และมันก็กำราบสงครามกลางเมืองเอาไว้ได้ก่อนที่มันจะเกิด ประเทศไทยมีความสงบสันตินับตั้งแต่มีรัฐประหาร สิ่งนี้จะเปลี่ยนแปลงไปหรือไม่?พวกเราไม่ทราบ แต่สำหรับตอนนี้มันมีความสงบสันติมากกว่าที่ผ่านมา และหลายสิ่งหลายอย่างก็มีการพัฒนาที่ดีขึ้นเท่าที่ผ่านมา

ตอนนี้พวกเราต้องการเปลี่ยนแปลงอเมริกา...”

# กวนน้ำให้ใส โดย สารส้ม # แนวหน้า # 26-06-2557


พระราชทานสัมภาษณ์แก่นิตยสาร เนชั่นแนลจีโอกราฟฟิก/เรื่อง "นํ้าฝนในถังสักแก้ว"/ทวิตล่าสุดของ มจ จุลเจิม ยุคล



พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

พระราชทานสัมภาษณ์แก่นิตยสาร เนชั่นแนลจีโอกราฟฟิก
เมื่อปีพุทธศักราช ๒๕๒๕

●"...เมื่อข้าพเจ้ามารับหน้าที่นี้เมื่อ ๓๖ ปีล่วงมาแล้วนั้น
ข้าพเจ้าอายุเพียงแค่ ๑๘ ปี เวลานั้นทุกอย่างดูทรุดโทรมไปหมด
เก้าอี้และพรมขาดเป็นรู พื้นแตกคร่ำคร่า วังทั้งวังเกือบจะพังลงมา
เวลานั้นสงครามโลกเพิ่งสิ้นสุดลง ไม่มีใครสนใจอะไรใครทั้งสิ้น

ข้าพเจ้าต้องค่อยๆ ก่อสร้างทุกอย่างขึ้นมาใหม่ โดยไม่ใช้วิธีทุบทิ้ง
ข้าพเจ้าค่อยๆ ทำไปทีละเล็กละน้อย เป็นเวลา ๓๖ ปีเข้าไปแล้ว

ดังนั้นเราอาจเรียกรัชกาลนี้ได้กระมังว่า 'รัชกาลแห่งการปฏิรูป'
ขนบธรรมเนียมเก่าแก่ถูกรักษาไว้และเปลี่ยนแปรมาโดยลำดับ

เราเรียนรู้และได้ประสบการณ์ว่า ขนบประเพณีดั้งเดิม
อาจนำกลับมาใช้อีกครั้งหนึ่งเพื่อชีวิตในปัจจุบันและอนาคต..."

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
พระราชทานสัมภาษณ์แก่นิตยสาร เนชั่นแนลจีโอกราฟฟิก
เมื่อปีพุทธศักราช ๒๕๒๕
-------------------------------------------
#บทเรียนทางประวัติศาสตร์ ยุคเปลี่ยนผ่านสุดท้าย ของ ปรีดี พนมยงค์ อดีตหนึ่งในคณะผู้นำคณะราษฏร์ ที่นำกำลังเข้าปัฏิวัติเปลี่ยนแปลงการปกครอง ในปี พ.ศ.2475 และจุดเริ่มต้น ในยุคของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่9

นี่คือบางส่วนซึ่งถูกอ้างอิงในหนังสือ ประวัติศาสตร์ชื่อ
Thailand's working Royalty on National Geographic 1982
 
 
 ●●เรื่องเล่าของในหลวง เรื่อง "นํ้าฝนในถังสักแก้ว"


วันที่ ๑ มีนาคม ๒๕๐๑ ขณะที่ในหลวงทรงเสด็จพระราชดำเนินทอดพระเนตรโบราณสถานในเมืองศรีสัชนาลัยอยู่นั้น..

ในหลวงทรงตรัสสอบถามคุณย่าทวด "เล็ก เปล่งเสียง" อายุวัย 90 ปี เป็นชาวบ้าน ต.สารจิต อ.ศรีสัชนาลัย จ.สุโขทัย

ซึ่งคุณย่าทวดเล็กได้นำน้ำฝนลอยดอกมะลิ มาตั้งไว้หลายถังเผื่อหากข้าราชบริพารที่ติดตามขบวนเสด็จกระหายนํ้าจะได้ดืมนํ้ากัน

แต่ก็ไม่มีใครคาดคิดว่า...

พระองค์ทรงตรัสกับคุณย่าทวดเล็กว่า
"ย่าจ๋า ฉันขอดื่มน้ำในถังสักแก้วได้ไหม? "
คุณย่าทวดเล็กก็ทูลตอบว่า "ฉันไม่กล้าให้ในหลวงกินหรอก เพราะมันเป็นน้ำฝนและเป็นนํ้าธรรมดาด้วย"

ในหลวงก็ทรงแย้มพระสรวล (ยิ้ม) พระองค์ก็ทรงตรัสกับคุณย่าทวดเล็กว่า "ปกติฉันก็กินน้ำธรรมดาอย่างนี้นี่แหละย่า"

จากนั้นพระองค์ทรงตักนํ้าฝนในถังเสวย และพระองค์ยังตรัสว่า
"นํ้าฝนเย็นสดชื่นดี และยังหอมกลิ่นดอกมะลิอีกด้วย"

ภาพประกอบ
คือภาพจริงในเหตุการณ์จริง เมื่อปี ๒๕๐๑
"ดร. สุเมธ ตันติเวชกุล"
เลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนา


ทวิตล่าสุดของ มจ จุลเจิม ยุคล


ผมได้รับทราบเรื่องจากผู้ใกล้ชิดสมเด็จพระเทพฯ มาว่า ท่านทรงซื้อที่ดินแปลงเล็ก ในจังหวัดเชียงใหม่ และท่านทรงรับสั่งว่า จะปลูกบ้านหลังเล็ก ๆ

ขอย้ำนะครับ ปลูกบ้าน ท่านรับสั่งว่า ไม่ปลูกวัง เพราะต่อไปเขา ( เขา??? ) จะไล่ฉัน ไม่ให้อยู่วังแล้ว จึงใช้พระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ซื้อเอง

เหตุที่สมเด็จพระเทพฯ ใช้พระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ซื้อที่ดิน ท่านรับสั่งว่าเขาจะได้มายึดไม่ได้ ผมได้ฟังแล้วรู้สึกตีบตันในลำคอ ขอบตาร้อนผ่าว

สงสารท่านเหลือเกินแล้ว พระบิดาทรงงานหนักเพื่อชาติและประชาชนมาตลอด แต่สุดท้ายจะไม่มีอะไรเหลือ ..

ผมในฐานะปวงชนชาวไทย ขอกล่าวคำสัตย์สาบาน ด้วยชีวิต ณ ที่นี้ว่า ผมจะไม่ยอมให้มัน ไอ้ อี ผู้ใด มากระทำต่อพระองค์เยี่ยงนั้นได้

สถาบันพระมหากษัตริย์จะต้องธำรงอยู่คู่ประเทศไทย ตราบนานเท่านาน
.. ใครเล่าเหวยจะร่วมสู้กับกูบ้าง ..

หม่อมเจ้า จุลเจิม ยุคล

วันอังคารที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2557

ขู่ย้ายซ้อมรบ'คอบบร้าโกลด์'ไปที่อื่น/"นักเลงโลก"/ประณามแม้วปลุกผี "ปรีดี"



สหรัฐฯเล่นแรง!ตัดเงินช่วยเหลือไทยเพิ่ม-ขู่ย้ายซ้อมรบ'คอบบร้าโกลด์'ไปที่อื่น

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 25 มิถุนายน 2557

เอเอฟพี - ทางสหรัฐฯเมื่อวันอังคาร(24) ระงับความช่วยเหลือเพิ่มเติมกับไทยตอบโต้การรัฐประหาร และกำลังพิจารณาทบทวนย้ายการซ้อมรบร่วมใหญ่ที่สุดของภูมิภาคในไทยไปยังประเทศอื่น

สกอต มาร์เซียล เจ้าหน้าที่กระทรวงการต่างประเทศ สหรัฐฯกล่าวระหว่างให้ปากคำกับสภาคองเกรสว่า วอชิงตันได้ระงับเงินช่วยเหลือที่เกี่ยวข้องกับด้านความมั่นคงแก่ไทยเป็นจำนวน 4.7 ล้านดอลลาร์ ซึ่งคิดเป็นราวเกือบครึ่งหนึ่ง ของเงินช่วยเหลือจำนวน 10.5 ล้านดอลลาร์ ที่มอบแก่พันธมิตรเก่าแก่ในแต่ละปี

สหรัฐฯออกคำแถลงตำหนิกองทัพไทยอย่างทันควัน หลังจากทหารเพิกเฉยต่อคำเตือนไม่แทรกแซงความยุ่งเหยิงทางการเมือง และหนึ่งวันหลังจากรัฐประหารเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม กระทรวงต่างประเทศอเมริกา ก็แถลงระงับความช่วยเหลือจำนวน 3.5 ล้านดอลลาร์

เจ้าหน้าที่สหรัฐฯอีกคนเสริมว่านอกจากเงินอุดหนุนข้างต้นแล้ว ยังดำเนินการระงับความช่วยเหลือด้านอื่นๆเพิ่มเติมด้วย ในนั้นรวมถึงโครงการฝึกยิงปืนแก่ตำรวจไทย ที่วอชิงตันให้การสนับสนุน รวมถึงโปรแกรมเยือนอเมริกา เพื่อศึกษางานของเจ้าหน้าที่ตำรวจระดับอาวุโสของไทย

นอกจากนี้แล้วนายมาร์เซียล บอกด้วยว่าสหรัฐฯกำลังพิจารณาย้ายการซ้อมรบร่วม"คอบบร้าโกลด์" หนึ่งในการซ้อมรบร่วมใหญ่ที่สุดของอเมริกา ซึ่งเป็นประกอบสำคัญของยุทธศาสตร์ปักหมุดอำนาจในเอเชียของวอชิงตัน ไปยังประเทศอื่น

ทั้งนี้สหรัฐฯและไทย จัดการซ้อมรบร่วม เป็นประจำทุกปีมาตั้งแต่ปี 1980 โดยในปีนี้มีทหารจากชาติต่างๆที่เป็นพันธมิตรกับอเมริกา ทั่วภูมิภาคเข้าร่วมกว่า 13,000 นาย "แน่นอนว่าเราจะจับตาอย่างใกล้ชิด มันจะขึ้นอยู่กับสถานการณ์

ที่นั่น" มาร์เซียลตอบคำถามของคองเกรส

ด้าน ส.ส.สตีฟ ชาบอต ประธานอนุกรรมการกิจการต่างประเทศ ภูมิภาคเอเชียของสภาคองเกรส บอกว่าหากยังคงมีการซ้อมรบในไทยอาจเป็นการส่งสารผิดๆแก่ไทยและทั่วโลก เนื่องด้วยธรรมชาติของคณะรัฐประหาร ที่มักปราบปรามผู้เห็นต่าง

ชาบอต เรียกร้องให้รัฐบาลของประธานาธิบดีบารัค โอบามา ศึกษาความเป็นไปได้ในการย้ายการซ้อมรบประจำปี 2015 ไปยังเมืองดาร์วิน ประเทศออสเตรเลีย ซึ่งมีนาวิกโยธินสหรัฐฯประจำการอยู่ราว 2,500 นาย ส่วนหนึ่งในแผนปักหมุดเอเชีย





สอบพิกัดปมบ่อน้ำมัน ซื้อที่ ส.ป.ก.4-01เจาะจริง

โดย ASTVผู้จัดการรายวัน 24 มิถุนายน 2557

ASTVผู้จัดการรายวัน - กรรมการสอบปมลอบขุดน้ำมัน พร้อม คตช.บุกตรวจพิกัดฐานเจาะน้ำมัน ดิบ L44-V D1-D2 เมืองมะขามหวาน เจอเจ้าของสัมปทานขวาง อนุญาตแต่ จนท.รัฐเข้าพื้นที่ พบซื้อที่ ส.ป.ก.9 ไร่ 1.7 ล้านมาเจาะน้ำมันจริง ยันความผิดสำเร็จแล้ว ด้าน"รสนา" จี้ รื้อระบบสัมปทาน อย่าปล่อยเอกชนกุมความมั่นคงพลังงานชาติ

วานนี้ (24 มิ.ย.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายจเรศักดิ์ นันตะวงษ์ ทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมจังหวัด (ทสจ.) เพชรบูรณ์ ในฐานะประธานคณะทำงานตรวจสอบ กรณีข่าวลักลอบขุดเจาะน้ำมันของบริษัทเอกชนที่ ต.บ่อรัง อ.วิเชียรบุรี ที่ผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบูรณ์ แต่งตั้งขึ้น ได้เดินทางไปที่ฐานขุดเจาะน้ำมันดิบ L44-V D1-D2 ที่บ้านหนองบัวขาว ต.บ่อรัง อ.ศรีเทพ พร้อมกับนำอุปกรณ์วัดค่าพิกัดจีพีเอสดาวเทียมไปตรวจวัดค่าพิกัดหลุมขุดเจาะน้ำมัน

แต่เมื่อไปถึงเจ้าหน้าที่บริษัท อีโค่ โอเรียนท์ รีซอสเซส (ประเทศไทย) จำกัด ที่ได้รับสัมปทานปิโตรเลียม อ้างระเบียบความปลอดภัยจึงห้ามสื่อมวลชน และคณะเครือข่ายภาคีต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชั่น

รวมทั้ง พ.ท.รัฐเขต แจ้งจำรัส นายทหารประจำกองบัญชาการกองทัพไทย เข้าไปภายในฐานขุดเจาะน้ำมัน โดยอนุญาตให้เฉพาะคณะทำงานตรวจวัดค่าพิกัดฐานขุดเจาะรอบๆ จำนวน 2 แห่ง

ส่วนผลการตรวจวัดวันนี้ พบว่า ฐานขุดเจาะอยู่ในพื้นที่ ส.ป.ก.410 จำนวน 9 ไร่ ผู้ถือครอง ที่เป็นราษฎรบ้านใหม่วิไลวรรณ์ หมู่ 10 ต.บ่อรัง ได้ขายให้บริษัทฯ ผู้ขุดเจาะน้ำมันดิบในราคา 1.7 ล้านบาท โดยส่งเงินโอนเข้าทางบัญชีเจ้าของที่ดินโดยตรงจากนั้นผู้ประกอบการได้เข้ามาทำการขุดเจาะน้ำมันดิบออกจากพื้นที่ไป

ขณะที่ผลการสำรวจตามพิกัด จีพีเอส บ่งบอกว่า พื้นที่ดังกล่าว อยู่ในเขตป่าไม้ถาวร และป่า 2484 ที่ทางกรมป่าไม้จะต้องรับผิดชอบ ทั้งเรื่องการบุกรุก ซึ่งผู้กล่าวโทษคือ ทหารประการกองทัพไทย และนำเรียนไปยังพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้า คสช.รับทราบ

ผศ.ดร.วิวัฒน์ชัย กุลมาตย์ ที่ปรึกษาผู้ทรงคุณวุฒิ เครือข่ายภาคีต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชั่น (คตช.) ระบุว่า ความผิดในเรื่องนี้สำเร็จรูปแล้ว ซึ่งก่อนหน้าที่กองบังคับการตำรวจกองปราบปรามการกระทำผิดเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จะเข้ามาในพื้นที่ได้ส่งเจ้าหน้าที่มาเก็บรวบรวมข้อมูลไว้เรียบร้อย จึงมั่นใจว่าหลักฐานเพียงพอ ที่จะดำเนินคดีต่อบริษัทเอกชนรายนี้ได้ พร้อมเรียกร้องให้กรมเชื้อเพลิง ออกมาปกป้องผลประโยชน์ของชาติให้มากกว่านี้ด้วย

●●●●"รสนา"จี้อย่าปล่อยเอกชนกุมพลังงานชาติ

น.ส.รสนา โตสิตระกูล อดีต ส.ว.กรุงเทพฯ ในฐานะแกนนำกลุ่มจับตาการปฏิรูปพลังงานไทย ได้โพสต์ข้อความลงบนเฟซบุ๊ก เช้าวานนี้ (24 มิ.ย.) ระบุว่า "ความมั่นคงทางพลังงานของประเทศ มีความสำคัญเกินกว่าจะปล่อยไว้ในมือของเอกชน"

กลุ่มจับตาปฏิรูปพลังงาน(จปพ.) เสนอต่อ คสช.ให้ชะลอการเปิดสัมปทานรอบ 21 ออกไปจนกว่าจะมีการแก้ไข พ.ร.บ.ปิโตรเลียมพ.ศ 2514 เพื่อแก้ไขระบบ การให้สิทธิการสำรวจและผลิตปิโตรเลียมจากระบบสัมปทาน เป็นระบบอื่น

ระบบสัมปทาน คือ การยกกรรมสิทธิ์ปิโตรเลียมทั้งหมดให้เอกชนที่ได้สัมปทาน และรัฐได้ค่าเช่าพื้นที่ ที่ให้สัมปทานในรูปของค่าภาคหลวง และผลประโยชน์ตอบแทนพิเศษ

ส่วนระบบแบ่งปันผลผลิต คือ ระบบที่รัฐยังเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในปิโตรเลียมที่ค้นพบทั้งใต้ดิน และที่นำขึ้นมา เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ ในข้อมูลเกี่ยวกับปริมาณสำรอง และเป็นเจ้าของอุปกรณ์การผลิต

เอกชนที่มาขอสิทธิสำรวจและผลิตปิโตรเลียม ไม่ใช่เจ้าของปิโตรเลียมทั้งหมด แต่เป็นเจ้าของเฉพาะส่วนแบ่งกำไรตามที่ตกลงกัน

ส่วนปิโตรเลียมในส่วนแบ่งที่เป็นของรัฐ หากรัฐขายในราคาตลาดโลก เงินที่ได้ก็จะเป็นรายได้สำหรับงบประมาณแผ่นดิน ที่ใช้สร้างสาธารณูปโภคพื้นฐาน เป็นสวัสดิการด้านการรักษาพยาบาล หรือสวัสดิการด้านการศึกษาฟรีให้กับประชาชน ถ้ารัฐขายให้ประชาชนในราคาย่อมเยา ประชาชนก็ได้ประโยชน์ในการลดภาระค่าครองชีพ

แต่ในระบบสัมปทาน เอกชนเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ปิโตรเลียมทั้งหมด จึงต้องการขายปิโตรเลียมในราคาที่ได้กำไรสูงสุด ดังนั้นกฎหมายปิโตรเลียม ยอมรับกรรมสิทธิ์ของเอกชน จึงระบุว่าหากเอกชนขายปิโตรเลียมที่ขุดได้ในประเทศก็ให้ขายคนไทยได้เทียบเท่า"ราคานำเข้า"

การที่รัฐถือหุ้นใหญ่ในปตท. จึงทำให้ ปตท. ต้องอาศัยผู้บริหารในกระทรวงพลังงานที่นั่งอยู่ในบอร์ด ปตท.ช่วยชงเรื่องขอมติ กพช.และ มติ ครม.ให้อนุมัติการจัดสรรก๊าซหุงต้มให้ปิโตรเคมีใช้จากโรงแยกก๊าซเป็นลำดับแรกพร้อมกับครัวเรือนก่อนผู้ใช้กลุ่มอื่น

มติ ครม.ดังกล่าวเป็นการเปิดช่องให้กลุ่มปิโตรเคมี ซึ่งเป็นธุรกิจเอกชนในเครือ ปตท. ได้ใช้วัตถุดิบในราคาถูกกว่าผู้ใช้กลุ่มอื่น และอำพรางการผลักประชาชนที่เป็นผู้ใช้กลุ่มอื่นไปใช้ก๊าซหุงต้มในราคาตลาดโลก ด้วยการดึงเงินจากผู้ใช้น้ำมัน มาชดเชยให้บริษัท ปตท. ผ่านกองทุนน้ำมัน

ข้ออ้างที่ว่าเพื่อป้องกันไม่ให้นักการเมืองเข้ามาแทรกแซงกิจการ ปตท. จึงเสนอให้รัฐขายหุ้น ปตท.ออกไปเพื่อให้ ปตท.เป็นเอกชนนั้น ผลที่จะเกิดขึ้นคือ เมื่อ ปตท.เป็นเอกชนเต็มตัวโดยที่ยังครอบครองสาธารณสมบัติที่มีลักษณะผูกขาดอย่างท่อส่งก๊าซเป็นต้น
ปตท.ก็สามารถผูกขาดทำกำไรสูงสุดในการเลือกจัดสรรทรัพยากรเพื่อผลกำไรของตนเองเป็นหลักได้โดยสะดวก

สภาพการณ์ที่จะเกิดขึ้นคือ ทรัพยากรปิโตรเลียมที่ผลิตได้ในประเทศตามระบบสัมปทาน ก็เป็นกรรมสิทธิของเอกชน ที่เอกชนสามารถค้ากำไรสูงสุด โดยประชาชนไม่มีเกราะป้องกัน

สิ่งที่คาดหมายได้คือประชาชนจะถูกกีดกันออกจากการเข้าถึงทรัพยากรของตนเอง พลังงานที่เป็นประดุจ เลือดในระบบเศรษฐกิจของชาติ จะถูกผูกขาด กินรวบโดยสมบูรณ์จากกลุ่มทุนพลังงาน ที่ร้ายกาจไม่น้อยกว่านักการเมืองคอร์รัปชัน

กลุ่มจับตาปฏิรูปพลังงานไทย (จปพ.) จึงเสนอให้มีการจัดตั้งบรรษัทพลังงานแห่งชาติขึ้นใหม่เป็นบริษัทที่รัฐถือหุ้น100% บริหารแบบมืออาชีพ เพื่อดูแลการให้สิทธิการสำรวจและผลิตปิโตรเลียมซึ่งเป็นกิจการต้นน้ำ และดูแลให้ราคาพลังงานที่ปลายน้ำ มีราคาที่เป็นธรรมต่อประชาชน

บรรษัทพลังงานแห่งชาติบริหารงานเเบบบริษัท แต่มีภารกิจในฐานะเป็นองค์กรเพื่อการบริการสาธารณะแห่งชาติ( National Service) เพราะ "ความมั่นคงทางพลังงานของประเทศ มีความสำคัญเกินกว่าจะปล่อยไว้ในมือของเอกชน"

●●●● ลดภาษีดีเซลอีก1เดือน

นายรังสรรค์ ศรีวรศาสตร์ ปลัดกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ที่ประชุมคสช. ได้เห็นชอบในการต่ออายุ มาตรการลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซล จาก10% เป็น 0.05% ต่อไปอีก 1 เดือน โดยเริ่มตั้งแต่วันที่ 1 -31 ก.ค.57

แต่จากวิกฤตการณ์ในตะวันออกกลาง ทำให้ราคาน้ำมันดิบเริ่มสูงขึ้น จึงต้องให้ช่วยกันใช้น้ำมันอย่างประหยัด

นอกจากนี้ยังมีมาตรการการช่วยเหลือผู้ปรกอบการขนาดกลาง และขนาดย่อม หรือเอสเอ็มอี โดยมอบหมายให้สถาบันการเงินภาครัฐ ทั้งธนาคารออมสิน ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) และธนาคารเพื่อธุรกิจขนาดกลาง และขนาดย่อม (เอสเอ็มอีแบงค์) เข้ามาช่วยเหลือผู้ประกอบการโดยเฉพาะด้านการเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ง่ายขึ้น และให้ธนาคารแห่งประเทศไทย แจ้งไปยังธนาคารพาณิชย์ให้ช่วยเหลือผู้ประกอบการธุรกิจเอสเอ็มอี ในเรื่องของการลดอัตราดอกเบี้ย

ขณะเดียวกัน กองทุนเพื่อการอนุรักษ์โอโซน ได้อนุมัติเงินช่วยเหลือแบบให้เปล่า จำนวน 700 ล้านบาท ให้กับไทย เพื่อใช้ดำเนินการควบคุม การใช้สารไฮโดรคลอโรฟูลโอโรคาร์บอน (HCFCs) ที่สารผลกระทบต่อชั้นบรรยากาศ

ทั้งนี้ที่ประชุมเห็นชอบลงนามความตกลงว่าด้วยมาตรการการช่วยเหลือด้านการเงินของกลุ่มประเทศอาเซียน 10+3 (ซีเอ็มไอเอ็ม) ประกอบด้วยประเทศในแถบอาเซียนทั้ง 10 ประเทศ และประเทศญี่ปุ่น จีน เกาหลี เป็นมาตรการช่วยเหลือประเทศสมาชิกในกลุ่มที่ประสบปัญหาสภาพคล่องทางการเงิน

ก็จะมีวงเงินช่วยเหลือ โดย 10 ประเทศอาเซียนได้ลงวงเงินร้อยละ 20 และประเทศจีน ญี่ปุ่น เกาหลี ลงวงเงินร้อยละ 80 โดยเมื่อมีปัญหาสภาพคล่องทางการเงินจะได้รับการช่วยเหลือจากกองทุนทันที โดยไม่ต้องรอ จากประเทศอื่น (ไอเอ็มเอฟ)
 
 






 





 

วันนี้มาคุยถึงเรื่อง "นักเลงโลก" กันต่อดีกว่า มากันเป็นแพ็กเกจเห็นมั้ย...นำร่องด้วยสหรัฐจัดอันดับไทย แล้วอียูก็ตามมาติดๆ! เรียกว่าสหรัฐเตะตัดขาเราล้ม อียูก็โดดเหยียบอก มันมือมันตีน จักรวรรดินิยมอำนาจทุนตะวันตกเขาละ!

ไม่ใช่เรื่องแปลก "สหรัฐ-ยุโรป" ก็เหมือนเสี่ยเปี๋ยงกับทักษิณในตลาดค้าข้าว เป็นเงา-เป็นมือ-เป็นตีน-เป็นกระเป๋า "ซึ่งกันและกัน"

สหรัฐนั้น ใครๆ ก็นึกว่าเป็นลูกพี่ อียูเป็นลูกน้อง ก็โปรดเข้าใจให้ถูกต้องเสียใหม่ สหรัฐมีรากฐานมาจากสะเก็ดยุโรป

ฉะนั้น บทบาทจักรวรรดิอำนาจทุนตะวันตกที่คุมกลไกโลกมาตลอด ตั้งแต่ก่อนสงครามโลกครั้งที่ ๑ ที่ ๒ จวนเจียนจะถึงครั้งที่ ๓ นั้น
เจ้าอำนาจตัวจริงคือ "กลุ่มทุนยุโรป"!

สหรัฐที่เคลื่อนไหวในนาม CFR ทุกตัวกลไกหลักอันเป็นจักรผลักดันสหรัฐทั้งการเมือง-เศรษฐกิจ-การเงิน-การค้า-การศาสนา และการสังคม ให้หมุนอยู่บนความยิ่งใหญ่แห่งพญาอินทรีตราบทุกวันนี้

กลุ่มทุน-กลุ่มอำนาจดั้งเดิมยุโรป คือผู้ควบคุมกลไก "ชักใย" อยู่เบื้องหลังสหรัฐทั้งสิ้น!ก็...ยุโรปเกิดมาก่อนนับพันๆ ปี สหรัฐอเมริกา มาจากน้ำเชื้อหกแค่ ๒๐๐ กว่าปีนี่เอง!

เมื่อรู้ราก-รู้กำพืด "ตะวันตก" อย่างนี้แล้ว ก็รับรู้ท่าทีอียู จากแถลงการณ์วานซืน ด้วย "อุเบกขา-สัมมาสติ" ก็แล้วกัน  มันเป็นแบบฟอร์มประชาธิปไตยที่เขาจะกรอก "ข้อความในช่องว่าง" ให้กับประเทศเล็กประเทศน้อย บนความถูกใจ-ไม่ถูกใจของเขา ซึ่งขึ้นอยู่กับว่า ประเทศนั้นๆ เป็นเด็กดื้อ หรือเด็กดี ของเขาหรือไม่เท่านั้น!

เหมือนอาจารย์ชีกอให้เกรดลูกศิษย์ คนไหน "ตามใจอาจารย์" ตอบยังไงก็ได้ A ส่วนคนไหน 'จารย์ชวนไปดูหนัง ก็นั่งขมวดคิ้ว...แบบนี้ ปิ๋วทุกวิชา!

การที่อียูประกาศ "ไม่ต้อนรับรัฐมนตรี คสช." ให้เข้าประเทศก็ดี ระงับการลงนาม PCA ก็ดี แน่จริง...ให้มันตลอดไปนะ แล้วดูซิว่า ระยะยาว ใครจะต้องง้อใคร ในการอยู่ร่วมสังคมโลก?

ฉะนั้น โปรดเข้าใจ แถลงการณ์อียูก็ดี เทียร์ ๓ ของสหรัฐก็ดี มันแค่ "การค้า" กับ "การเมือง" ฉากหน้าประชาธิปไตยในเวทีโลกเท่านั้น

แต่เนื้อหาที่สหรัฐ-ยุโรปย้้ำกับ คสช.ว่า "ต้องรีบเลือกตั้ง" นั้น ฟังดูเหมือนไอ้ตีนโต "เบ่ง" บีบบังคับกับเรา แต่เราควรเข้าใจให้ตรงเจตนาที่เขาละไว้ด้วย

คำว่า "ต้องรีบเลือกตั้ง" นั้น เราต้องตีความให้ออกว่า นั่นคือ การบอกเป็นนัยจากสหรัฐ-ยุโรปว่า "ไอต้องปิดประตูใหญ่ที่ให้เข้า-ออกตามเวลานะ แต่ว่า..ไม่เป็นไร ถ้ามีปัญหาฉุกเฉินอย่างไรละก็ ไอแง้มประตูเล็กไว้ให้แล้วนะ"!

นี่ก็จะสิ้นมิถุนา เดือนหน้ากรกฎา อีก 2 เดือนตกกันยาก็คงถึงวาระ "คสช. เฟส ๒" มีรัฐบาลตามธรรมนูญปกครองชั่่วคราวแล้ว  นั่นเท่ากับส่งสัญญาณให้โลกรู้..."ก้าวไปสู่การเลือกตั้ง" อีกขั้นแล้ว!

เป็นไปตามนัยสหรัฐ-ยุโรป ที่ว่า "รีบเลือกตั้ง" ซึ่งก่อนจะถึงคำว่า "เลือกตั้ง" มันก็ต้องผ่านจากสัญญาณคำว่า "รีบ...." เป็นธรรมดา

สรุปความก็คือ ฟังเขา แต่เราไม่ต้องซีเรียส การจัดระเบียบภายในประเทศชาติของเราให้เข้าระบบแบบแผน สำคัญกว่า "รีบๆ...สักแต่ว่าให้มีเลือกตั้ง" ตามใจพวกเขา  การรีบๆ ด้วยตามใจเขานั่นแหละ จะทำให้เรา...พังอีก!

ตะวันตกน่ะ มันกำลังเข้าสู่ศตวรรษแห่ง Sunset
ส่วนบูรพา วันนี้กำลังเข้าสู่ศตวรรษแห่ง Sunrise

เห็นมั้ย...๔-๕ วันก่อน มีข่าวอยู่ชิ้น จีนกับอังกฤษ เซ็นสัญญาทำธุรกิจใช้เงิน

หยวนกับเงินปอนด์แลกเปลี่ยนกันโดยตรง ไม่ต้องพึ่งกระดาษดอลลาร์กงเต๊กของอเมริกันอีกต่อไปแล้ว!

▶นี่คือประเด็นที่เราต้องคิดเพื่อ "ก้าวสู่ศตวรรษใหม่" มัวคิดยอมจำนน คิดอยู่ในแอ่งรอยตีนยุโรป-สหรัฐ-ญี่ปุ่น ไม่ได้แล้ว และในกฎ-กติกาโลกที่ "สหรัฐ-ยุโรป" ตั้งขึ้น ไม่มีกฎ-กติกาไหน "ใช้บังคับได้"

▶▶ถ้าประเทศนั้นๆ "เชื่อมั่น" ในหลักการแห่ง "วิถีชาติ" ตัวเอง!

เพราะกฎ-กติกานั้น มันตั้งขึ้นมา "เพื่อเอา" กับชาติที่ ทั้งผู้นำและผู้ตาม ไม่ได้เรียนประวัติศาสตร์ เพื่อ "สืบสายเลือด" ชาติตัวเองเท่านั้น!

พูดก็พูดเถอะ ผมเหมือนหนุ่มที่หลงรักสาวหัวทิ่มเด่ เผอิญสาวคนนั้นในที่นี้ เป็นผู้ชายชื่อ "พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา" เมื่อวาน ประชุม ครม.คสช.ที่ทัพบก ก็ว่ากันไปสารพัดปัญหาตามประสาคนเก็บกวาดบ้านเมือง แต่ท่านทำให้ผมต้องรักหัวทิ่่ม-หัวตำ ด้วยเรื่อง ๒ เรื่อง
▶เรื่องแรก ผู้นำ คสช.พูดว่า....
"แม้สหรัฐอเมริกาและยุโรปจะมีท่าทีคัดค้านการเข้าบริหารงานของ คสช.อยู่บ้าง แต่ก็ต้องคำนึงถึงศักดิ์ศรีของประเทศไทยด้วย"  จบมั้ย...หรือใครยังข้อง?

▶เรื่องที่สอง ซึ่งคาดไม่ถึงว่าจะ "ล้ำลึก" ขนาดนี้ นั่นคือ....
"อนุมัติการเป็นเจ้าภาพจัดประชุมระดับ 'สุดยอดผู้นำ' แผนงานการพัฒนาความร่วมมือทางเศรษฐกิจในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง ๖ ประเทศ (GMS) ครั้งที่ ๕ ในประเทศไทย"
ปีหน้า ๒๕๕๘ เป็นปีอาเซียน ๑๐ ประเทศ จะรวมเป็น "ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน" หรือเขตการค้าเสรีอาเซียน ที่เรียกกันว่า AEC

ทุกวันนี้ ๑๐ ประเทศก็มี ไทย เมียนมาร์ ลาว เวียดนาม มาเลเซีย สิงคโปร์ อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ กัมพูชา และบรูไน

เอ้า....แล้วเราดูซี ใน ๑๐ ประเทศนี้ จะรวมเป็นหนึ่งเดียวทั้ง "เศรษฐกิจ-การเมือง-สังคม-วัฒนธรรม" เป็นเนื้อเดียวสนิทได้ตามเป้าหมาย AEC จริงๆ มีซักกี่ประเทศ?

ด้วยวิถี "สังคม-วัฒนธรรม-ประเพณี-ศาสนา-เชื้อราก" ในเรื่องเดียวกัน คิดคล้ายกัน ทำคล้ายกัน พูดคล้ายกัน "มากที่สุด" ก็มี ไทย-เมียนมาร์-ลาว-เขมร

เวียดนาม เท่านั้น!

ส่วนอีก ๕ ชาติ คือ มาเลย์ อินโดฯ บรูไน ฟิลิปปินส์ และสิงคโปร์ เป็นเพื่อนร่วมอาเซียนรักใคร่กันก็จริง แต่วิถีแห่ง "สังคม-วัฒนธรรม-ประเพณี-ศาสนา-เชื้อราก" ต่างกัน

ฉะนั้น เรื่องเดียวกัน อาจคิด-พูด-ทำ ด้วยความเห็นและท่าทีนำไปสู่การปฏิบัติที่แตกต่างกัน

ดังนั้น ในความเป็น AEC ๑๐ ประเทศ การที่ประเทศอนุภูมิภาคลุ่มลำน้ำโขง ที่มีเชื้อชาติ ศาสนา วัฒนธรรม ประเพณี วิถีพูด-คิด-ทำ คล้ายกัน ผนึกกันในความเป็นประเทศ "ลูกแม่น้ำโขง" ด้วยกัน ๕ ประเทศ

เป็นกลุ่ม GMS ร่วมด้วย "จีนตอนใต้" อีกหนึ่ง จาก ๕ เป็นกลุ่มอนุภาคลุ่มลำน้ำโขง ๖ ประเทศ

▶นี่แหละ "ยุทธศาสตร์" ๖ ชาติลูกน้ำโขง เป็นอะไรที่ "อภิมหาอลังการ" ทำให้เกิดผลก้าวหน้าเป็น "รูปธรรม" ได้มากเท่าไหร่...การ "ผนึกกันอยู่-ผนึกกันรวย" สู่ศตวรรษ Sunrise ในบูรพา ๖ ชาติลุ่มน้ำโขง ถ้าผนึกกันได้ ไปไกลๆ เลย...ไอ้กันน่ะ!!





สำนักข่าวอิศรา ได้เผยแพร่คำสัมภาษณ์ของนายสุลีกษณ์ ศิวรักษ์ หรือ ส.ศิวรักษ์ นักคิดนักเขียนเจ้าของรางวัลศรีบูรพา

กรณีนายจารุพงศ์ เรืองสุวรรณ อดีตหัวหน้าพรรคเพื่อไทย และอดีต รมว.มหาดไทย ประกาศจัดตั้ง “องค์กรเสรีไทยเพื่อสิทธิมนุษยชนและประชาธิปไตย”
ร่วมกับผู้ต้องหาตามหมายจับคดีหมิ่นสถาบันเบื้องสูงว่า รัฐบาลพลัดถิ่นมีสิทธิ์ทำได้ หากประเทศตกอยู่ใต้การครอบงำของจักรวรรดิต่างชาติ

ส.ศิวรักษ์ กล่าวว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นักโทษคดีอาญาหนีคำพิพากษาศาลสั่งจำคุก 2 ปีไปต่างประเทศ คงต้องการตั้งรัฐบาลพลัดถิ่น และการที่นำเอาชื่อ เสรีไทยของนายปรีดีมาใช้
เชื่อว่าคนเหล่านี้ไม่มีความเชื่อเรื่องเสรีไทย ประชาธิปไตย และทำเพื่อราษฎรอย่างจริงจัง เพราะเสรีไทยของนายปรีดีนั้นอุทิศเพื่อชาติและมนุษยชาติโดยแท้ แต่สิ่งที่พ.ต.ท.ทักษิณทำนั้น ตรงข้ามกับนายปรีดีทุกอย่าง

ส.ศิวรักษ์ กล่าวถึงวันที่มีการประกาศเจตนารมณ์ก่อตั้งเสรีไทย ของนายจารุพงศ์ด้วยว่า ฉวยโอกาส วันที่ 24 มิถุนาซึ่งเป็นวันที่มีการเปลี่ยนแปลงการปกครองโดยคณะราษฎร

แต่หลัก 6 ประการของคณะราษฎรนั้น ต่างจากของนายจารุพงศ์ เพราะคณะราษฎรมีการทำได้จริงและสำเร็จ โดยเฉพาะการมีอิสรภาพและเสรีภาพโดยสมบูรณ์ นั่นคือการประกาศอิสรภาพที่ ไม่อยู่ภายใต้จักรวรรดิ แต่ตอนนี้เราอยู่ใต้จักรวรรดิทั้งอเมริกันและจีนโดยที่เราไม่รู้ตัว

“หลัก 6 ข้อของนายจารุพงศ์ ก็ฟังดูดี แต่นี่คืออุดมการณ์ที่จะพูดสวยหรูยังไงก็ได้ แต่จะทำได้จริงหรือเปล่า”

Cr: แนวหน้า


ขบวนการมหาโจรปล้นแผ่นดิน/“เปลี่ยนธนบัตรแก้ปัญหาคอร์รัปชัน”

 



 

ขบวนการมหาโจรปล้นแผ่นดิน
 

ยุทธวิธีของทุนสามานย์ปิโตรไทย-เทศ ไม่ยอมให้เสียผลประโยชน์ส่วนตนหลายร้อยล้าน พันล้าน และ ผลประโยชน์ปิโตรแสนล้าน ล้านล้าน ที่เข้าครองสัมปทานปิโตรไทย

1. ควบคุมปิดกั้นไม่ให้ประชาชนตื่นรู้ โดยกีดกันไม่ให้ภาคประชาชน เช่น หม่อมกร สว.รสนา คุณอิฐบูรณ์ มีเวทีกระจายข้อมูล ความจริง ออกสู่ประชาชน ... เช่นที่ เห็นมาแล้ว บนเวทีสุเทพ-ปชป.-บลูสกาย

2. ใช้เงินฟาดหัวพรรคการเมือง เพื่อ บงการนักการเมือง อดีตนักการเมือง ไม่ให้พูดเรื่องทุนสามานย์ปิโตร ปล้นประชาชน ปล้นชาติ โดยเฉพาะเรื่องสัมปทาน และ โครงสร้างเงินอุดหนุนอุตสาหกรรมปิโตร ที่ประชาชนแบกรับเต็มๆ

3. ใช้เงินฟาดหัวสื่อมวลชน ผ่านการทุ่มโฆษณา เพื่อไม่ให้สื่อเปิดเผยความจริง เรื่องสูบกินเลือดคนในชาติ อันเป็นผลลบต่อทุนสามานย์ปิโตร

4. สร้างขบวนการปฏิรูปลวง เพื่อสร้างความสับสนให้ประชาชน พร้อม แข่งขัน กีดกัน ตัดตอนการปฏิรูปที่แท้จริงที่จะคืนทรัพยากรของชาติให้แก่ประชาชน

5. กลั่นแกล้งทางกฎหมาย เช่น ดำเนินคดี หมิ่นประมาท บุกรุก กับผู้เคลื่อนไหว สื่อที่เปิดเผยความจริงเรื่อง ประชาชนถูกปล้น - สูบเลือด

6. เข่นฆ่า สังหาร ภาคประชาชน เช่น คุณสุทิน ธราทิน และ พร้อมจะสังหารประชาชน ให้เกิดการนองเลือด เพื่อไม่ให้เกิดขบวนการปฏิรูปพลังงานจริง ... มีกระแสข่าวกระซิบว่าทุนว่าจ้างสร้างความวุ่นวายมาจากต่างประเทศ นอกเหนือจากระเป๋าโจรทักษิณ ต่างหาก




จากโผย้ายทหารสู่ คสช. จากคสช. สู่ ครม. ชุดใหม่

Cr:คมชัดลึก
มีข่าวลือที่ไม่ได้กรองว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) ในฐานะหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) คิดมาก่อนนานแล้วว่า จะตัดสินใจใช้กลไกทหารเข้าควบคุมอำนาจการปกครอง

สอดรับกับคำกล่าวของ “ผู้ใหญ่ในบ้านเมือง” ท่านหนึ่ง ซึ่งอยู่แวดวงการพูดคุยเจรจาเพื่อหาทางออกให้แก่ประเทศแทบทุกวงในห้วงที่มีวิกฤติการณ์การชุมนุมของ กปปส. ที่เอ่ยกับคนใกล้ชิดเอาไว้ราวๆ 2 เดือนก่อนยึดอำนาจ ว่า พล.อ.ประยุทธ์ ตัดสินใจแล้วว่าต้องทำอะไรบางอย่างเพื่อยุติปัญหาทาง
การเมือง

หากเชื่อตามทฤษฎีนี้ ย่อมหมายความว่า หลายเรื่องหลายราวที่เกิดขึ้้นก่อนวันที่ 22 พฤษภาคม 2557 อันเป็นวันประกาศยึดอำนาจของ คสช. มีการตระเตรียมการไว้แล้ว ไม่ใช่ปล่อยให้สถานการณ์พาไป แล้วจู่ๆ ตัดสินใจทำรัฐประหาร

โดยเฉพาะการแต่งตั้งโยกย้ายนาย ทหาร 2 ครั้งล่าสุด คือ ช่วงตุลาคม 2556 (วาระประจำปี) และเมษายน 2557 (วาระกลางปี) ซึ่งมีการวางตัวบุคคลที่ “ไว้ใจ-เชื่อมือ” เข้าคุมตำแหน่งสำคัญ และวันนี้คนเหล่านั้นก็มีบทบาทอย่างสูงในการขับเคลื่อนงานของ คสช. ตัวอย่างเช่น

พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา (ตท.15) ขยับจากแม่ทัพภาคที่ 1 เป็นผู้ช่วย ผบ.ทบ.เมื่อ ตุลาคม 2556 ปัจจุบันพ่วงตำแหน่งหัวหน้าฝ่ายกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม คสช. เป็นนายทหารสายบู๊ที่เดินหน้าลุยกับผู้มีอิทธิพลทุกกลุ่ม โดยเฉพาะแก๊งค้ายาเสพติดในเรือนจำ และจัดระเบียบวินรถสาธารณะ รวมทั้งขบวนการล้มเจ้า

พล.อ.ไพบูลย์ ทำงานลับๆ เพื่อดำเนินการกับกลุ่มหมิ่นสถาบันเบื้องสูงมานาน โดยตั้งแต่ยุค พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา เป็น ผบ.ทบ. มีการตั้งคณะทำงานพิเศษแกะรอย และเก็บข้อมูลเรื่องนี้อย่างเป็นระบบ งานดังกล่าวส่งต่อมายัง พล.อ.ประยุทธ์ เมื่อนั่งเก้าอี้ ผบ.ทบ. โดยมี พล.อ.ไพบูลย์ เป็นคีย์แมนสำคัญ

พล.ท.ธีรชัย นาควานิช (ตท.14) รับไม้ต่อในตำแหน่งแม่ทัพภาคที่ 1 จาก พล.อ.ไพบูลย์ ปัจจุบันเป็นผู้บัญชาการกองกำลังรักษาความสงบเรียบร้อย (ผบ.กกล.รส.) คสช. เดินหน้าจับ-ยึดอาวุธสงคราม กวาดล้างกองกำลังติดอาวุธ และชายชุดดำ

นอกจากนั้น ในระนาบแม่ทัพยังใช้งาน ตท.14 กับ ตท.15 ผสมกัน ได้แก่ พล.ท.ธีรชัย นาควานิช (ตท.14) แม่ทัพภาคที่ 1 พล.ท.ชาญชัย ภู่ทอง (ตท.14) แม่ทัพภาคที่ 2 พล.ท. ปรีชา จันทร์โอชา (ตท.15) แม่ทัพภาคที่ 3 ซึ่งเป็นน้องชายแท้ๆ ของ พล.อ.ประยุทธ์ และ พล.ท.วลิต โรจนภักดี (ตท.15) แม่ทัพภาคที่ 4 น้องรักบูรพาพยัคฆ์ของ ผบ.ทบ.

ส่วนในระนาบ ผบ.พล. ซึ่งเป็นระดับเคลื่อนกำลังตัวจริง ก็วางนายทหาร ตท.20 เอาไว้หลายคน ที่โดดเด่นในยุค คสช. ก็เช่น พล.ต. อภิรัชต์ คงสมพงษ์ ผู้บัญชาการกองพลที่ 1 รักษาพระองค์ (ผบ.พล.1 รอ.) ลูกชาย พล.อ.สุนทร คงสมพงษ์ หรือ “บิ๊กจ๊อด” อดีตประธานคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ (รสช.) ที่ยึดอำนาจการปกครองเมื่อปี 2534 วันนี้กำลังลุยงานจัดระเบียบวินรถสาธารณะ

อีกคนก็คือ พล.ต. กู้เกียรติ ศรีนาคา ผู้บัญชาการกองพลที่ 2 รักษาพระองค์ (ผบ.พล.2 รอ.) อดีตผู้บังคับการกรมทหารราบที่ 21 รักษาพระองค์ (ผบ.ร.21 รอ.) ทหารเสือราชินีขนานแท้และดั้งเดิม เจ้าของฉายา “ตู่เล็ก” รับผิดชอบงานปรองดองสมานฉันท์ และคืนความสุขสไตล์ “ทหาร”

เป็นการวางกำลังตามสูตรในฝัน คือ ผบ.พล.ทั้ง 3 กองพลของกองทัพภาคที่ 1 ต้องเป็น “น้องเลี้ยง” ที่ ผบ.ทบ.มองตาต้องรู้ใจ ได้แก่ พล.1 รอ., พล.ร.2 รอ. และกองพลทหารราบที่ 9 (พล.9)

ที่สำคัญภารกิจนี้ไม่มี “บูรพาพยัคฆ์” หรือ “วงศ์เทวัญ” เพราะนายทหารทั้งสองขั้วสองสาย ต่างร่วมงานกันใกล้ชิด จนแทบจะเรียกได้ว่า สลายขั้วกันไปหมดแล้ว เช่น พล.อ.ไพบูลย์ ก็เป็นสายวงศ์เทวัญขนานแท้ ขณะที่ พล.ท.ธีรชัย เป็นสายบูรพาพยัคฆ์ เช่นเดียวกับในระนาบ ผบ.พล. ที่ พล.ต.อภิรัชต์ เป็นสายวงศ์เทวัญ ขณะที่ พล.ต.กู้เกียรติ เป็นนักรบบูรพา

ย้อนกลับไปเมื่อครั้งมีข่าวโผโยกย้ายนายทหาร มีการวิเคราะห์กันว่า พล.อ.ประยุทธ์ กำลังจัดดุลอำนาจในกองทัพ เพื่อส่งไม้ต่อให้น้องๆ และใช้กองทัพคานดุลอำนาจกับ
รัฐบาลและฝ่ายการเมือง ทว่าในความเป็นจริงแล้วนายทหารที่ถูกวางตัวในตำแหน่งสำคัญๆ แต่ละคนมีภารกิจลับในการฟื้นฟูประเทศด้วย

ทั้งหมดนั้นเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นไปแล้ว แต่สำหรับเรื่องที่กำลังจะเกิดต่อไป และน่าจับตาไม่แพ้กันก็คือ การจัดตั้งรัฐบาล และสถานะของ คสช. หลังจากนั้น

แนวทางการถ่ายโอนอำนาจจาก คสช. ไปสู่คณะรัฐมนตรี (ครม.) ชุดใหม่ พล.อ.ประยุทธ์ จำเป็นต้องปิดจุดอ่อนจากสมัยการรัฐประหารเมื่อปี 49 คือจะไม่ถ่ายโอนอำนาจไปจนเกลี้ยง ทำให้ ครม.ใหม่มีอำนาจเต็มในการบริหารประเทศเหมือน ครม.ปกติ แต่จะใช้รัฐธรรมนูญชั่วคราวกำหนดบทบาทอำนาจของ คสช.ให้สามารถถ่วงดุล กำกับ ควบคุมการทำงานของรัฐบาลได้ระดับหนึ่ง

จุดสำคัญอยู่ที่การเชื่อมโยงระหว่าง คสช. กับ ครม. จึงมีโอกาสสูงที่ พล.อ.ประยุทธ์ จะตัดสินใจนั่งเป็นนายกรัฐมนตรีเอง ไม่เลือกคนอื่นมาทำหน้าที่แทนเหมือนเมื่อครั้ง พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน (ตท.6) ประธานคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) ที่เลือก พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ มาเป็นนายกฯ โดยที่ พล.อ.สุรยุทธ์ เป็นนายทหารรุ่นพี่ (ตท.1) และยังเป็นอดีตองคมนตรี ทำให้ พล.อ.สนธิ และคมช.ไม่อาจสั่งการ ควบคุมรัฐบาลของ พล.อ.สุรยุทธ์ ได้เลย

แต่สิ่งที่ต้องจับตาก็คือ พล.อ.ประยุทธ์ จะเกษียณอายุราชการในตำแหน่ง ผบ.ทบ. ณ สิ้นเดือนกันยายนนี้ ทำให้เกิดกระแสข่าวว่า พล.อ.ประยุทธ์ อาจตัดสินใจต่ออายุราชการเพื่อกระชับอำนาจของตนเองไว้ในฐานะนายกรัฐมนตรี ควบ ผบ.ทบ.

ทว่า ล่าสุดมีการยืนยันค่อนข้างชัดเจนว่า พล.อ.ประยุทธ์ จะไม่ต่ออายุราชการ (แม้จะเคยพูดว่า ถ้าแก้ปัญหาบ้านเมืองเที่ยวนี้ไม่สำเร็จ จะไม่ยอมเกษียณก็ตาม) แต่จะตั้ง ผบ.ทบ.คนใหม่ที่ตนเองเชื่อมือ เชื่อใจ และรับภารกิจในยามที่บ้านเมืองอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อแบบนี้ได้ มาสานต่อภารกิจแทน

หากเป็นไปตามสูตรนี้ พล.อ.ประยุทธ์ ก็จะก้าวไปเป็นนายกรัฐมนตรีด้วยความสบายใจว่ามีหลังพิงที่เชื่อใจได้ บวกกับการเขียนรัฐธรรมนูญชั่่วคราวซ่อนอำนาจสำคัญๆ ไว้ที่ คสช. โดยทีมกฎหมายมือฉมัง จากนั้น พล.อ.ประยุทธ์ ก็จะนั่งควบเก้าอี้นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช.เพื่อบริหารประเทศตามโรดแม็พขั้นที่ 2 และ 3 จนจบภารกิจ

ส่วนรัฐมนตรีใน ครม.นั้น ได้วางตัวบุคคลเอาไว้หลายกลุ่ม ได้แก่

1.  กลุ่ม ผบ.เหล่าทัพ ที่จะเกษียณอายุราชการพร้อมกันในวันที่ 30 กันยายนที่จะถึงนี้ ได้แก่ พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง ผบ.ทอ. ซึ่งรับผิดชอบเป็นหัวหน้าฝ่ายเศรษฐกิจ คสช. พล.ร.อ.ณรงค์ พิพัฒนาศัย ผบ.ทร. ซึ่งรับผิดชอบเป็นหัวหน้าฝ่ายสังคมจิตวิทยา คสช. และ พล.อ.ธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร ผบ.ทสส. ซึ่งรับผิดชอบหัวหน้าฝ่ายความมั่นคง คสช.  รวมทั้ง พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว ผบ.ตร. ซึ่งเป็นหนึ่งในทีมบริหารของ คสช.เช่นกัน

ทั้ง 4 คนนี้เชื่อว่าน่าจะมีตำแหน่งแห่งที่ใน ครม.ชุดใหม่ เพราะมิฉะนั้นจะ “ขาลอย” หลุดจากวงจรอำนาจเนื่องจากเกษียณอายุราชการพร้อมกันหมด ประกอบกับให้เป็นเกียรติและตอบแทนที่ได้ร่วมเป็นร่วมตายยึดอำนาจการปกครองกันมา เพื่อนำพาบ้านเมืองฝ่าวิกฤติครั้งร้ายแรงที่สุดครั้งหนึ่ง

ทั้งนี้ ตำแหน่งที่เตรียมไว้รองรับก็เช่น รองนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม และรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี

2.  กลุ่มที่ปรึกษา 10 อรหันต์ที่ พล.อ.ประยุทธ์ ตั้งเอาไว้ก่อนหน้านี้ ซึ่งประกอบด้วยนายทหารรุ่นพี่และ รุ่นเพื่อนที่ พล.อ.ประยุทธ์ เชื่อมือ เชื่อใจ เช่น พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ หรือ “บิ๊กป้อม” พี่ใหญ่บูรพาพยัคฆ์ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา หรือ “บิ๊กป๊อก” พี่รอง และ พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ หรือ “บิ๊กหนุ่ย” เพื่อนร่วมรุ่น ตท.12

นอกจากนั้นยังมีผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจอย่าง นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล นายณรงค์ชัย อัครเศรณี และผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายอย่าง นายวิษณุ เครืองาม

กลุ่มที่ปรึกษา 10 อรหันต์นี้ น่าจะมีบางคนที่แปรสภาพแต่งตัวเข้าร่วมเป็นรัฐมนตรีใน ครม.ที่รับไม้ต่อจาก คสช.

3.  กลุ่มที่ทาบทามเข้ามาใหม่ มีทั้งโควตาของ พล.อ.ประยุทธ์ ที่เล็งบุคคลประเภท “ดี-เด่น-ดัง” เอาไว้เอง และพวกที่จะได้รับการต่อสายเชิญเข้ามาผ่านทางกลุ่มที่ 1 และกลุ่มที่ 2 ซึ่งบุคคลที่ได้รับการจับตามอง ก็เช่น นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า นายกิตติพงษ์ กิตยารักษ์ อดีตปลัดกระทรวงยุติธรรม ซึ่งมีชื่อติดทุกโผ ตั้งแต่โผนายกฯ หลังการรัฐประหาร รวมทั้ง นายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย อดีตว่าที่ประธานวุฒิสภา เป็นต้น

โดยเฉพาะกลุ่มนายสุรชัย ซึ่งแม้วุฒิสภาจะถูกยุบ แต่ก็ยังให้ความช่วยเหลือ เป็นเบื้องหลังอันแข็งแกร่งให้แก่ คสช. ทั้งในเรื่องกฎหมายและการเดินเกมวางกรอบด้านนิติบัญญัติ

นอกจากนั้นน กลุ่มที่มองข้ามไม่ได้เลยก็คือ กลุ่มข้าราชการและอดีตข้าราช
การ เพราะ พล.อ.ประยุทธ์ เคยประกาศจุดยืนเอาไว้ชัดเจนว่า ข้าราชการจะร่วมมือกันพลิกฟื้นประเทศให้แก่ประชาชนคนไทย ด้วยเหตุนี้จึงมีชื่อ นายพงศ์โพยม วาศภูติ อดีตปลัดกระทรวงมหาดไทย นพ.ณรงค์ สหเมธาพัฒน์ ปลัดกระทรวงสาธารณสุข และ “กลุ่มหมอคนดี” มีลุ้นเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของ ครม.ด้วย

ภาพรวมของ ครม.ใหม่จะมีทหารไม่มากนัก เพื่อไม่ให้ภาพกลายเป็น “ครม.ทหาร” ซึ่งเสี่ยงจะถูกวิจารณ์อย่างหนักอีกรอบ แต่จะเชื้อเชิญ “เทคโนแครต” ที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านเข้ามาบริหารประเทศ ซึ่งบางส่วนน่าจะมาจากสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย หรือ ทีดีอาร์ไอ

อย่างไรก็ดี ทั้งหมดนี้จะราบรื่นเหมือนโรดแม็พที่วางไว้หรือไม่...เป็นหนังเรื่องยาวที่ต้องติดตาม!



“เปลี่ยนธนบัตรแก้ปัญหาคอร์รัปชัน”
โดย....วีรวิท คงศักดิ์
สัปดาห์ที่ผ่านมา พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบกและหัวหน้าฝ่ายกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม คณะรักษา ความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้เสนอแนวคิดเปลี่ยนธนบัตรรูปแบบใหม่ แก้ปัญหาคอร์รัปชัน ในการประชุมมอบนโยบายให้กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับด้านการเงินของประเทศ
พร้อมกับอธิบายว่า มาตรการนี้ เป็นการแก้ปัญหาคอร์รัปชั่นในกลุ่มที่นำเงินสดเก็บไว้ที่บ้าน หากยกเลิกธนบัตรแบบเดิมและเปลี่ยนเป็นธนบัตรแบบใหม่ จะเป็นการบังคับให้ผู้ครอบครองธนบัตรเหล่านี้นำเงินสดมาแลกเปลี่ยนเป็น ธนบัตรชุดใหม่ ซึ่งจะแก้ปัญหาการกระทำผิดด้านอื่น เช่น ยาเสพติด และธุรกิจมืดต่างๆ ได้ด้วย
ต่อมานายประมนต์ สุธีวงศ์ ประธานองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) ได้ขานรับแนวคิดนี้ แต่ให้ข้อคิดว่าควรศึกษาต้นทุนการผลิตธนบัตรใหม่เพื่อพิจารณาด้านความคุ้มค่า   ส่วนในภาคการเงิน โฆษกธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เห็นว่า จะมีผลกระทบโดยเฉพาะต้นทุนการผลิตธนบัตร และการปรับตัวของประชาชน และผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการธนาคารกรุงไทย เห็นว่า สามารถทำได้ แต่มีกระบวนการมากที่ต้องใช้เวลา และอาจมีผลกระทบต่อชาวต่างประเทศ
การเปลี่ยนธนบัตรแก้ปัญหาคอร์รัปชันนี้ คณะกรรมาธิการศึกษาปัญหาการทุจริตของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ เคยพิจารณาตั้งแต่ปี ๒๕๕๐ ซึ่งที่ประชุมเห็นว่า เป็นมาตรการที่น่าสนใจเพราะเคยมีการดำเนินการในต่างประเทศแล้ว แต่อาจมีผลกระทบต่อผู้มีรายได้น้อยที่ยังไม่คุ้นเคยกับการใช้บริการของ ธนาคารบ้าง
ต่อมาในปี ๒๕๕๔ คณะกรรมาธิการศึกษาตรวจสอบเรื่องการทุจริตและเสริมสร้างธรรมาภิบาล วุฒิสภา ได้เชิญผู้เกี่ยวข้องมาระดมสมองถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากเรื่องนี้ ทุกฝ่ายเห็นว่าสามารถกระทำได้และมีหลายประเทศทำแล้วได้ผลดี สามารถควบคุมความเคลื่อนไหวของเงินที่ได้มาจากการทุจริตอื่นๆ ด้วย
เพื่อความรอบคอบควรมีการศึกษามาตรการควบคุมการใช้เงินที่ได้จากการทุจริต ทั้งระบบ จึงมอบให้มหาวิทยาลัยราชภัฎจันทรเกษม โดย ดร.สังศิต พิริยะรังสรรค์ ศึกษา คาดว่าจะเปิดเผยผลการศึกษาเร็วๆ นี้
หลักคิดของมาตรการนี้ เกิดจากตรรกะที่ว่า “สุจริตชนไม่มีความจำเป็นต้องเก็บเงินสดไว้มาก” เพราะในปัจจุบันระบบธนาคารและบัตรเครดิตได้อำนวยความสะดวกในการใช้เงินทาง อิเล็กทรอนิกส์มาก อีกให้การบริการตามศูนย์การค้าต่างๆ ทุกวันอยู่แล้ว จึงไม่มีความจำเป็นต้องเก็บเงินสดไว้ที่บ้านจำนวนมาก
และเมื่อใช้เงินสดจำนวนมาก เช่นการซื้อรถยนต์ก็ทำให้เกิดความยุ่งยาก บริษัทผู้จำหน่ายรถยนต์จึงเสนอให้ผู้ซื้อใช้แคชเชียร์เช็คของธนาคารแทน เพื่อลดภาระในการนับเงินและง่ายต่อการตรวจสอบ
แม้แต่การจัดงานการกุศลต่างๆ หรือร้านค้าที่มีรายได้วันละมากๆ ก็มักจะประสานให้ธนาคารมารับในตอนเย็นเพื่อลดภาระในการเก็บเงินสดจำนวนมาก ไว้ ซึ่งเสี่ยงต่อการถูกโจรกรรม
นอกจากนั้น ในปัจจุบันมีความเคลื่อนไหวเงินที่ได้มาจากการกระทำผิดกฎหมายระหว่างประเทศ มาก หลายประเทศรวมทั้งประเทศไทย จึงได้ร่วมกันจัดทำระบบเครือข่ายอิเล็กทรอนิกส์ป้องกันการฟอกเงินที่เชื่อม โยงกัน เพื่อตรวจสอบและติดตามการโอนเงินจำนวนมากที่มีลักษณะผิดปกติได้อย่างรวดเร็ว
ขณะเดียวกัน สหประชาชาติและธนาคารโลกได้กำหนดให้ประเทศสมาชิกที่ให้สัตยาบันในอนุสัญญาสห ประชาชาติว่าด้วยการต่อต้านการทุจริต แก้ไขกฎหมายและวางระบบติดตามเงินสินบนข้ามชาติด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ด้วย ซึ่งมาตรการนี้จะได้ผลเฉพาะเมื่อมีการโอนเงินผ่านสถาบันการเงินเท่านั้น
ด้วยเหตุนี้ หลายประเทศได้กำหนดมาตรการเพื่อให้ประชาชนใช้เงินสดน้อยลง ซึ่งจะช่วยให้ระบบการตรวจสอบความเคลื่อนไหวเงินผิดกฎหมายทางอิเล็กทรอนิกส์ มีประสิทธิผลมากขึ้น
เช่น อินเดียออกกฎหมายให้การใช้เงินเกิน ๒,๐๐๐ รูปี (ประมาณ ๑,๐๐๐ บาท) ต้องผ่านทางอิเล็กทรอนิกส์หรือระบบธนาคาร และธนาคารสวีเดน กำหนดให้ลูกค้าที่ต้องการเบิกเงินสด ๑๐,๐๐๐ โครน (๕๐,๐๐๐ บาท) ต้องแจ้งล่วงหน้า ๑ วัน เป็นต้น
นอกจากนี้ บางประเทศได้นำแนวคิดของสหรัฐอเมริกาที่มีธนบัตรหลักมูลค่าเพียง ๒๐ เหรียญสหรัฐฯ มาใช้ โดยพยายามเลิกธนบัตรราคาสูง เช่น ยูโรเลิกผลิตธนบัตรราคา ๕๐๐ ยูโร และ ๒๐๐ ยูโร เพื่อให้การพกพาเงินสดจำนวนมากไม่สะดวก ต้องหันมาใช้บริการธนาคารซึ่งสะดวกและปลอดภัยกว่า
แม้แต่ประเทศจีนก็มีนโยบายจำกัดให้มีธนบัตรสูงสุด คือ ๑๐๐ หยวน เท่านั้น
ลองคิดดูว่า ถ้านำมาตรการนี้มาใช้ในบ้านเราด้วยการเลิกผลิตธนบัตรราคา ๑,๐๐๐ บาท และ ๕๐๐ บาท เหลือเพียงราคา ๑๐๐ บาทเท่านั้น อะไรจะเกิดขึ้น
เดิมการถือถุงขนมไปติดสินบนเจ้าหน้าที่ของรัฐ ๒ ล้านบาทด้วยธนบัตร ๑,๐๐๐ บาท มีขนาดเท่ากับธนบัตร ๒๐ ปึกๆ ละ ๑๐๐ ใบ หนัก ๓ กิโลกรัม พอจะถือไหวและไม่ผิดสังเกตมากนัก
แต่ถ้าเป็นธนบัตร ๑๐๐ บาท ขนาดจะเพิ่มเป็น ๒๐๐ ปึก ต้องนำไปด้วยกระเป๋าเดินทางขนาดเล็ก และมีน้ำหนัก ๓๐ กิโลกรัม ซึ่งจะทำให้เป็นที่สังเกตได้ง่าย
ครั้นจะเปลี่ยนเป็นติดสินบนด้วยเช็คของขวัญหรือแคชเชียร์เช็คก็จะถูกตรวจสอบจากระบบที่รัฐวางไว้
ส่วนท่านที่นิยมใช้เงินสดและสะสมธนบัตรไว้ที่บ้านก็จะต้องขยายพื้นที่เก็บมากขึ้น ๑๐ เท่า
จากที่กล่าวมา จะเห็นว่า มาตรการเหล่านี้ นอกจากจะเป็นการควบคุมความเคลื่อนไหวของเงินที่ผิดกฎหมายแล้ว ยังช่วยให้ประหยัดงบประมาณในการผลิตธนบัตรของรัฐอีกด้วย
อย่างไรก็ดี ปัญหาที่ตามมาจากมาตรการเหล่านี้ คือ เมื่อมีการใช้บริการด้านการเงินผ่านธนาคารมากขึ้น รัฐบาลต้องกำหนดมาตรการให้ธนาคารลดหรืองดค่าบริการในการทำธุรกรรมให้กับ ประชาชนด้วย
สำหรับกระบวนการเปลี่ยนธนบัตรใหม่ หรือยกเลิกธนบัตรราคาสูง อาจกระทำได้ ๒ วิธี
แนวคิดแรก เยอรมนีและมาเลเซียใช้วิธีการให้แลกคืนโดยเสรี ไม่จำกัดจำนวนภายใน ๖ เดือน โดยนำไปฝากธนาคารหรือแลกเงินจากหน่วยงานของรัฐ วิธีนี้รัฐบาลจะรู้จำนวนเงินที่ “ซุก” ไว้ แต่ไม่ต้องการรู้เหตุผลและที่มาของเงินที่นำมาแลกเป็นธนบัตรใหม่ ซึ่งเสมือนเป็นการนิรโทษกรรมบุคคลที่ซุกซ่อนเงิน
แนวคิดที่สอง พม่ากำหนดระยะเวลาในการแลกคืนเหมือนกัน แต่จำกัดวงเงินของแต่ละบุคคลและต้องมีหลักฐานการแสดงความเป็นเจ้าของและแจ้ง ที่มาของเงินด้วย
วิธีหลังนี้ เป็นการป้องกันการใช้ตัวแทนไปแลกเงิน และสามารถสืบสภาพที่มาของเงิน ตลอดจนรู้เหตุผลของการเก็บเงินสดไว้ ซึ่งจะช่วยให้การดำเนินคดีกรณีผิดกฎหมายกระทำได้ง่ายมาก จึงอาจมีบางคนไม่กล้านำเงินที่สะสมไว้มาแลกคืนเพราะกลัวการดำเนินคดีก็ได้
 

ดังนั้น ถ้า คสช.จะนำมาตรการนี้มาใช้ ควรให้นำเงินฝากหรือแลกเงินกับธนาคารครั้งหนึ่งไม่เกิน ๑ ล้านบาท และต้องแจ้งที่มาของเงินที่นำมาแลก รวมถึงต้องแสดงหลักฐานการเสียภาษีของเงินเหล่านั้นด้วย โดยให้เวลาในการดำเนินการภายใน ๖ เดือนสำหรับคนไทย และ ๑ ปี สำหรับชาวต่างประเทศ  อย่างไรก็ดี มาตรการเปลี่ยนหรือเลิกใช้ธนบัตรราคาสูงนี้ เป็นมาตรการเฉพาะกิจไม่สามารถแก้ปัญหาเงินที่มาจากการทุจริตคอร์รัปชันและ เงินผิดกฎหมายได้อย่างยั่งยืน สมควรมีการศึกษาและกำหนดมาตรการเพื่อความโปร่งใสทางการเงินของบุคคลอย่าง น้อย ๓ มาตรการ
มาตรการแรก ประชาชนชาวไทยทุกคนต้องเข้ามาในระบบภาษีเงินได้ให้หมด และใช้เป็นการให้ได้มาซึ่งสิทธิการเลือกตั้งเช่นเดียวกับสหรัฐอเมริกา โดยให้มีการสำแดงรายได้ที่ไม่เสียภาษีด้วย เช่นเดียวกับการแสดงทรัพย์สินและหนี้สินต่อ ป.ป.ช. ทั้งนี้เพื่อให้รัฐบาลได้ทราบฐานะทางการเงินที่แท้จริงของประชาชน ซึ่งจะนำมาใช้เป็นข้อมูลในการจัดสวัสดิการให้กับประชาชนได้อย่างเหมาะสมใน อนาคต
มาตรการที่สอง การซื้อสินค้าและบริการที่มีมูลค่ามากกว่า ๗๐๐,๐๐๐ บาท ผู้ซื้อต้องแสดงที่มาของเงิน เช่นเดียวกับที่สหรัฐอเมริกาใช้และ ป.ป.ง.ได้นำมาใช้ในการซื้อทองคำแล้ว และควรเพิ่มหลักฐานการเสียภาษีเงินได้ประจำปีใน ๓ ปีที่ผ่านมา เพื่อใช้เป็นหลักฐานแสดงที่มาของเงินและฐานะการเงินของผู้ซื้อด้วย
มาตรการที่สาม รัฐบาลควรศึกษาวิธีการให้การทำธุรกิจส่วนบุคคลทุกประเภทจดทะเบียนการค้า และมีการเก็บภาษีการค้าในระบบออนไลน์ เช่นเดียวกับประเทศสิงคโปร์ใช้อยู่ ซึ่งจะช่วยให้การจัดเก็บภาษีมีประสิทธิภาพขึ้น และสามารถตรวจสอบฐานะของประชาชนได้อย่างถูกต้อง
ในเรื่องนี้ ต้องขอบคุณ “บิ๊ค คสช.” ที่ “กล้า” ยกเรื่องการเปลี่ยนธนบัตรซึ่งสามารถป้องกันการซุกซ่อนเงินที่ได้มาจากการ กระทำผิดกฎหมายได้อย่างเป็นรูปธรรมมาพิจารณา หรืออาจปรับเปลี่ยนเป็นการทยอยยกเลิกธนบัตรมูลค่าสูง โดยเริ่มจาก ๑,๐๐๐ บาท และ ๕๐๐ บาท คงเหลือธนบัตรหลัก คือ ๑๐๐ บาท ก็ได้
อย่าลืมว่า คสช. “คิดดี” เพื่อบ้านเมือง “พูดดี” แล้ว ต้อง “ทำดี” ให้เกิดมรรคผลต่อบ้านเมืองด้วย
“ทำดีไม่ต้องเดี๋ยว” ครับ

วันพฤหัสบดีที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2557

Fully industrialized country (GERMAN)

บีบีซีของอังกฤษ ทำการสำรวจชาวเยอรมันทั้งประเทศ เพื่อรู้ว่าทำไมเยอรมันถึงเป็นประเทศเดียวในโลกที่สำเร็จการเป็น Fully industrialized country ประเทศเดียวในโลก คือ ประเทศอุตสาหกรรมสมบูรณ์แบบ อ่านให้จบนะคะ ข้อมูลนี้หายาก แล้วถามตัวเองและประเทศ
-----------------------------
►1. ระดับหนี้สินต่อครัวเรือนของคนเยอรมันอยู่ในระดับต่ำมากที่สุดในยุโรป ชาวบ้านทั่วไปนิยมใช้จ่ายด้วยเงินสดมากกว่าบัตรเครดิต
►2. ธนาคารไม่อนุมัติบัตรเครดิตให้กันง่ายๆ ในขณะที่ชาวเยอรมันก็ไม่ต้องการได้บัตรเครดิตง่ายๆเช่นกัน
►3. คนเยอรมันสามารถออมเงินได้ 10% ของเงินเดือนแทบทุกคน
►4. ผู้คนส่วนใหญ่มีเงินฝากในธนาคารเป็นกอบเป็นกำทำให้ระบบการหมุนเวียนของเงินกู้กับเงินฝากสมดุลกันได้ดี
►5. คนเยอรมันไม่นิยมเอาบ้านหรือรถยนต์ไปจำนองเพื่อนำเงินมาทำธุรกิจ เพราะถือว่าเป็นความเสี่ยงที่อาจจะสูญเสียทรัพย์สินที่มีอยู่
►6. คนเยอรมันใช้เวลาทำงานต่อสัปดาห์น้อยกว่าคนในชาติอื่น ๆ ทั่วโลก แต่ได้ประสิทธิภาพมากกว่า
►7. การทำงานล่วงเวลาถูกมองว่าเป็นสิ่งไม่เหมาะสม เนื่องจากการให้เวลากับครอบครัวหลังเลิกงานถือว่าเป็นสิ่งสำคัญมาก
►8. เวลาแปดชั่วโมงต่อวัน คนเยอรมันทำงานอย่างจริงจังในเวลางาน ไม่เสียเวลาไปกับการพูดคุยเรื่องอื่น ๆ ที่ไม่เกี่ยวกับงาน อีเมลล์ส่วนตัว Facebook และโทรศัพท์มือถือ …เป็นที่รู้กันว่าไม่ควรใช้ในชั่วโมงทำงาน
►9. นักข่าวชาวอังกฤษที่ไปทำงานในโรงงาน Faber & Castel ที่เยอรมนี ถูกต่อว่าจากเพื่อนร่วมงานทันทีที่หยิบโทรศัพท์เพื่อต้องการส่ง SMS แค่ครั้งเดียว
►10. ชีวิตในที่ทำงานที่นี่เขาจริงจังกันมาก ไม่มีการพูดคุย นินทา ไม่อยากรู้อยากเห็นว่าใครเป็นแฟนใคร ใครเลิกกับใคร ใครจะไปออกเดทกับใคร ไม่แม้แต่จะเล่าเรื่องละครทีวีที่ดูเมื่อคืน เลิกงานแล้วจะไปไหน จะไปทานดินเนอร์กับใคร ก็ไม่มีการพูดคุยกัน
►11. การมาทำงานสายจะถูกมองว่าเป็นคนไม่รักษาสัญญา จะมาสายสามนาทีหรือสามสิบนาที ก็ถือว่าเป็นคนไม่มีคุณภาพ เพราะขาดความเคารพต่อตัวเองและองค์กร
►12. สองในสามของคุณแม่มือใหม่จะไม่ทำงานนอกบ้าน การบอกว่าเป็น Housewife ในประเทศอื่น ๆ อาจจะรู้สึกเขินอายเหมือนว่าตนเองไม่มีงานทำ แต่ที่นี่มีแต่ความภาคภูมิใจ หากจะได้เป็น Housewife
►13. รัฐบาลให้สวัสดิการดีกับคุณแม่ที่ต้องออกจากงาน ทั้งนี้ก็เพื่อต้องการให้แม่ได้เลี้ยงดูลูกด้วยตนเอง การให้เวลากับลูกถือเป็นสิ่งสำคัญ
►14. ในวันอาทิตย์ ร้านรวงทั่วไปตามแหล่ง Shopping จะปิดเงียบ เพื่อให้ผู้คนส่วนใหญ่มีเวลาอยู่กับครอบครัว เมื่อสถาบันครอบครัวแข็งแรงประเทศชาติก็จะแข็งแรง
►15. ในยามยากของเศรษฐกิจ บริษัทส่วนใหญ่ไม่ใช้วิธีการ Lay off พนักงาน ไม่นิยมการปลดคนงานออกแบบกระทันหัน เพื่อความอยู่รอดของบริษัท
►16. อาจจะเรียกว่าเป็นวัฒนธรรมองค์กรไปเสียแล้วที่บริษัทจะเป็นห่วงความอยู่รอด ของพนักงานก่อน เพื่อที่จะได้ช่วยกันประคองให้บริษัทอยู่รอด
►17. พนักงานยินดีที่จะถูกลดรายได้อย่างพร้อมเพียงกันเพื่อให้ทุกคนอยู่ได้และ บริษัทอยู่รอด สิ่งนี้จึงสะท้อนให้เห็นถึงการรักพวกพ้อง รักองค์กร และรักชาติในที่สุด
►18. ทีมชาติฟุตบอลของเยอรมนี จะไม่ค่อยมีดาวเด่นที่โด่งดังระดับโลก แต่ก็สามารถคว้าแชมป์โลกได้ถึง 3 สมัย ด้วยทักษะการเล่นอย่างเป็นทีมเวิร์คมากกว่าความสำเร็จจากความสามารถเฉพาะ บุคคล
►19. การใช้ชีวิตแบบพอเพียง ประหยัด จริงจังในหน้าที่ มีระเบียบวินัย ตรงต่อเวลา มีความรับผิดชอบสูง รักครอบครัว รักพวกพ้อง รักชาติ เหล่านี้ล้วนเป็นอุปนิสัยขั้นพื้นฐานที่คนส่วนใหญ่ในเยอรมนีได้ปฏิบัติสืบ ต่อกันมาช้านาน

วันพุธที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2557

จีนเปิดรักษามะเร็งฟรีโดยไม่ใช้คีโม เพื่อเทอดพระเกียรติในหลวง(หายขาด)/ทางด่วนชีวิต กล้ามเนื้อหัวใจตาย-เสี้ยวนาทีแห่งชีวิต



จีนเปิดรักษา มะเร็งฟรีโดยไม่ใช้คีโม เพื่อเทอดพระเกียรติ ในหลวง(หายขาด)มีประโยชน์มาก!!

ข่าวดีสำหรับผู้ป่วยเป็นโรคมะเร็ง!

ใครมีญาติที่เป็นมะเร็ง โดยเฉพาะ ระยะสุดท้าย
ตอนนี้ มีเครื่องรักษาโดยไม่ต้องผ่าตัด ชื่อเครื่อง HIFU
เป็นเทคโนโลยีร่วมพัฒนา ญี่ปุ่น กับ จีน ยิงฆ่าเซลล์มะเร็ง
จากภายนอก ไม่เจ็บ มีเครื่องเดียวในไทยและเป็นเครื่องทันสมัยที่สุด ในเอเชีย ติดต่อ.. ศูนย์การแพทย์ มศว. องครักษ์ ได้ตั้งแต่วันนี้ เวลาราชการ เป็นโรงพยาบาลในสังกัด คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรท องครักษ์ Tel. 037-395085-6
ช่วยส่งต่อด้วยค่ะ


 

ทางด่วนชีวิต กล้ามเนื้อหัวใจตาย-เสี้ยวนาทีแห่งชีวิต
 "บันทึกประสบการณ์จากผู้เยี่ยมสำรวจสถาบันพัฒนาและรับรองคุณภาพโรงพยาบาล สะท้อนความรู้สึกดีๆ ที่คุณหมอ (บุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุข) มุ่งมั่นพัฒนา เพื่อให้คนไข้ปลอดภัย หายจากโรค และมีความสุข"
โรคกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน เกิดจากหลอดเลือดหัวใจอุดตัน ทำให้กล้ามเนื้อหัวใจได้รับเลือดไม่เพียงพอกับความต้องการกล้ามเนื้อหัวใจส่วนที่ขาดเลือด จะตาย ถ้ากล้ามเนื้อตายปริมาณมากคนไข้จะหัวใจวาย และเสียชีวิต เรามักได้ข่าวบ่อยๆ แม้แต่คนที่แข็งแรง นักกีฬาระดับโลกก็ยังหัวใจวายขณะแข่งขัน นักกีฬาบางคนเกิดเหตุในสนามแข่งที่มีทีมปฐมพยาบาลและอุปกรณ์ครบครัน ก็ยังไม่สามารถช่วยชีวิตได้ โรคกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลันนั้น ต้องได้รับการวินิจฉัยและให้การรักษาที่ทันท่วงที ทุกนาทีที่ผ่านไปหมายถึงโอกาสรอดของคนไข้ที่ลดลง
คนไข้หลายคนเสียชีวิตระหว่างเดินทางไปโรงพยาบาล คนไข้บางคนแม้มาถึงโรงพยาบาลแล้วก็ยังไม่รอด คนไข้รายหนึ่งได้รับการส่งต่อจากโรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่งไปโรงพยาบาลศูนย์ โดยมีการติดต่อกันล่วงหน้าระหว่างหมอทั้ง ๒ โรงพยาบาล ทางโรงพยาบาลศูนย์เตรียมทีมหมอ พยาบาล อุปกรณ์และยาไว้พร้อม เมื่อคนไข้มาถึงโรงพยาบาลศูนย์ ขณะที่พยาบาลกำลังจะฉีดยาเข้าเส้น คนไข้หัวใจหยุดเต้น และไม่อาจกู้ชีวิตได้สำเร็จ คนไข้คนนี้มาช้าเกินไป เพราะการเดินทางระหว่าง ๒ โรงพยาบาล ใช้เวลามากกว่า ๑ ชั่วโมง
ชายวัยกลาง คนขับรถมาที่แผนกฉุกเฉินของโรงพยาบาลเขาจอดรถหน้าห้องฉุกเฉิน บอกพนักงานเปลว่า "เจ็บหน้าอก ขอพบหมอ" แต่พนักงานเวรเปลบอกเขาว่าเขาจอดรถขวางทาง ให้ขับไปจอดที่ลานจอดรถ เนื่องจากทางเข้าแผนกฉุกเฉินของโรงพยาบาลเป็นเนินสูง และจอดรถได้ทีละไม่เกิน ๒ คัน เมื่อรถมาส่งคนไข้แล้วต้องขับออกไปทันที คนไข้มาคนเดียว เขาจึงยื่นกุญแจให้พนักงานเปลขับรถลงไปจอดให้ แต่พนักงานเปลปฏิเสธเพราะว่าขับรถไม่เป็น คนไข้จึงต้องขับรถไปจอดที่ลานจอดรถด้านล่าง แล้วเดินขึ้นเนินมาใหม่ แล้วเขาก็เกิดอาการหัวใจหยุดเต้นที่หน้าห้องแผนกฉุกเฉินนั่นเอง ทีมหมอและพยาบาลต้องระดมกันมาช่วยกู้ชีวิตฉุกเฉิน ผลสุดท้ายคนไข้รอดชีวิต ท่ามกลางความโกลาหล และขวัญที่กระเจิงของพนักงานเปลคนนั้น เหตุการณ์วันนั้นโรงพยาบาลต้องเรียกประชุมผู้เกี่ยวข้อง และกำหนดมาตรการการดูแลคนไข้ฉุกเฉิน โดยให้พยาบาลห้องฉุกเฉินไปดูแลคนไข้ภาวะวิกฤติที่รถ สำหรับโรคกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน ได้ร่วมกันจัดทำแนวทางปฏิบัติสื่อสารให้เจ้าหน้าที่ทุกระดับทราบสภาพของโรคและการปฏิบัติต่อคนไข้อย่างถูกต้องเหมาะสม ตามภาระหน้าที่ของแต่ละคน
โรคกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน ที่มาด้วยอาการเจ็บหน้าอกจะมีอาการเจ็บแน่นทันที เจ็บคล้ายถูกรัดจนหายใจไม่ออกนานกว่า ๑-๒ นาที คนไข้มักมีประวัติของโรคหัวใจขาดเลือดมาก่อน เช่น เจ็บหน้าอกเวลาเครียด โกรธ ทำงานเหนื่อย หรือออกกำลังกาย อาการจะดีขึ้นด้วยการหยุดพัก บางรายที่ได้รับการรักษาแล้ว เมื่ออมยาขยายหลอดเลือดที่ใต้ลิ้น อาการเจ็บหน้าอกจะทุเลา โรคหัวใจขาดเลือดที่นำไปสู่กล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน เป็นสาเหตุการเสียชีวิตที่สำคัญในห้องฉุกเฉิน ซึ่งจำเป็นต้องได้รับยาละลายลิ่มเลือด และ/หรือการสวนหัวใจขยายหลอดเลือดภายในเวลาที่ทันท่วงที ก่อนที่กล้ามเนื้อหัวใจจะตายมากจนหัวใจหยุดเต้น
เป้าหมายการรักษาที่มีประสิทธิภาพนั้น คือ การทำให้เลือดกลับมาไหลผ่านหลอดเลือดที่อุดตันอย่างเร็วที่สุด เพื่อให้กล้ามเนื้อหัวใจที่ขาดเลือดฟื้นคืนกลับ มาทำงานได้มากที่สุด เพราะฉะนั้นคนไข้ควรได้รับยาละลายลิ่มเลือดหรือได้รับการสวนหัวใจด้วยลูกโป่งขยายหลอดเลือด (บอลลูน) เร็วที่สุด หลายโรงพยาบาลตั้งเกณฑ์มาตรฐานในเรื่องเวลาดังนี้ 

เมื่อคนไข้มาถึงห้องฉุกเฉิน จนถึงการได้รับยาละลายลิ่มเลือด (Door to Drug time) ต้องน้อยกว่า ๓๐ นาที และหากต้องสวนหัวใจด้วยลูกโป่งขยายหลอดเลือด (Door to Ballon time) ต้องน้อยกว่า ๙๐ นาที สำหรับคนไทย คนไข้หัวใจขาดเลือด เมื่อเกิดอาการเจ็บหน้าอกเฉียบพลัน มักเข้ารับการบำบัดรักษาจากสถานพยาบาลใกล้บ้านก่อน ซึ่งไม่มีแพทย์เฉพาะทางและทีมงาน ทำให้การวินิจฉัยล่าช้า เมื่อเกิดความไม่แน่ใจ ก็อาจส่งต่อคนไข้ไม่ทัน หรือแม้ว่าส่งคนไข้ถึงโรงพยาบาลใหญ่แล้ว กว่าจะตามทีมได้ก็หลายขั้นตอนและต้องใช้เวลา ศูนย์โรคหัวใจโรงเรียนแพทย์แห่งหนึ่งหาทางแก้ปัญหา ดังกล่าวด้วยกระบวนการทางด่วน (Fast track) โดยจัดสร้างเครือข่ายการดูแลคนไข้กล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน สำหรับโรงพยาบาลจังหวัด โรงพยาบาลชุมชนในจังหวัด และจังหวัดใกล้เคียง จัดทีมให้คำปรึกษาผ่านระบบสารสนเทศ มีขั้นตอนการปฏิบัติดังนี้

เมื่อโรงพยาบาลในเครือข่ายพบคนไข้ที่มีอาการน่าสงสัย ให้ตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (ECG) แล้วส่งแฟกซ์มาที่ศูนย์โรคหัวใจ ซึ่งมีหมอพร้อมให้คำปรึกษาตลอด ๒๔ ชั่วโมง เมื่อหมอผู้เชี่ยวชาญคิดว่าใช่ ให้ส่งคนไข้มาที่แผนกฉุกเฉิน พร้อมประทับตรา "Fast track" ที่ใบส่งตัวคนไข้ โดยทีมงานของโรงเรียนแพทย์จะเตรียมพร้อมรอรับคนไข้ ผลการดำเนินงานในระยะเริ่มโครงการพบว่า เวลาเฉลี่ยที่ผู้ป่วยมีอาการเจ็บหน้าอกจนมาถึงแผนฉุกเฉิน ๑๙๖.๕ นาที ระยะเวลาตั้งแต่มาถึงแผนกฉุกเฉินจนถึงการเข้าอยู่ในห้องบริบาลคนไข้หนักโรคหัวใจ (CCU) ๑๔ นาที ระยะเวลาที่คนไข้มาถึงแผนกฉุกเฉินจนได้รับยาละลายลิ่มเลือด ๓๒.๕ นาที และถ้าคนไข้ที่ต้องสวนบอลลูน จะสามารถทำได้ในเวลา ๘๒ นาที

ท่ามกลางข้อจำกัดด้านทรัพยากร ท่ามกลางความขาดแคลนบุคลากรและทีมงานของโรงพยาบาลทุกระดับ เครือข่ายสามารถพัฒนางานได้ผลเทียบเท่าประเทศที่มีพัฒนาการทางการแพทย์ระดับก้าวหน้า สามารถช่วยให้คนไข้รอดชีวิตได้อย่างมีประสิทธิภาพ หากภูมิภาคต่างๆ ได้รับการสนับสนุนการจัดตั้งเครือข่ายในลักษณะนี้ ก็จะเป็นโชคดีของคนไข้โรคกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลันอย่างทั่วถึง

ปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญของโรคกล้ามเนื้อหัวใจตาย ได้แก่ บุหรี่ สำหรับคนที่สูบมานานหลายสิบปี และคิดว่ามาเลิกเมื่อแก่จะไม่มีประโยชน์ เป็นความเข้าใจผิด เพราะมีหลักฐานยืนยันว่า ถ้างดบุหรี่ได้ ๒ ปี อัตราเสี่ยงต่อการเกิดอาการจะลดลงเหลือพอๆ กับคนที่ไม่เคยสูบบุหรี่มาก่อน สำหรับคนที่เป็นเบาหวาน ความดันเลือดสูง ไขมันในเลือดสูง ควรดูแลรักษาตนเองให้ดี เพื่อควบคุมโรคเหล่านี้ เพราะเป็นปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญเช่นกัน ณ วันนี้โรงพยาบาลต่างๆ ได้พัฒนาการดูแลรักษาคนไข้โรคหัวใจขาดเลือด โรคกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน หลายแห่งจัดระบบ "ทางด่วน" โดยมุ่งเป้าหมายเพื่อความปลอดภัยและอยู่รอดอย่างมีคุณภาพชีวิตของคนไข้ แม้จะยังไม่สามารถให้บริการได้ครบถ้วนกระบวนการตามเป้าหมายและหลายแห่งยังพบจุดอ่อนในระบบ แต่ก็เป็น "ทางด่วนชีวิต" ที่เต็มไปด้วยความหวัง และอาจเป็น "ทางด่วนชีวิต" สำหรับชีวิตเราเอง

การป้องกันโรคหัวใจ

นพ.ดำรง หมอประจำ ในหลวง.....มีคำแนะนำดีๆ สำหรับการป้องกันโรคหัวใจ คือให้ทานวิตามิน B 1, 6, 12 และ B 9 เพียง 2 อย่างนี้ อย่างละเม็ดก่อนนอน…. คุณหมอรับประกันว่า จะไม่เป็นโรคหัวใจเลย

สำหรับเรื่องคอเลสเตอรอลสูง และไตรกลีเซอไรด์สูงนั้น คุณหมอยืนยันว่า เป็นเรื่องทางธุรกิจการแพทย์ และเรื่องผลประโยชน์ทางการค้าที่มหาศาล โดยกำหนดให้คนปกติ มีระดับคอเลสเตอรอลไม่เกิน 200 และไตรกลีเซอไรด์ไม่เกิน 150 ซึ่งยาที่ให้ทานหากคอเลสเตอรอลสูงกว่าเกณฑ์นั้น มีผลเสียต่อร่างกายอย่างมาก… ไขมันไม่ได้ถูกขับออกจากร่างกาย แต่จะย้ายไขมัน ไปไว้ที่ตับแทน และยังเป็นสาเหตุสำคัญของโรคหัวใจ… กับผู้ที่ทานยาลดคอเลสเตอรอล ในที่สุดก็เป็นโรคหัวใจกันเป็นแถวๆ

คุณหมอบอกว่า จากการวิจัยที่บอสตัน 30 ปีที่แล้ว ยังคงเป็นจริงคือ คนเราจะมีคอเลสเตอรอลและไตรกลีเซอไรด์ ได้มากเท่าไรนั้น ขึ้นอยู่กับไขมันตัวดี ที่เรียกว่า HDL หากเรามี HDL สูง แม้ว่า คอเลสเตอรอลสูงและไตรกลีเซอไรด์สูง เราก็ปลอดภัย ไม่ต้องทานยา วิธีดูระดับปลอดภัยให้คำนวณดังนี้

คอเลสเตอรอล: ให้เอา ค่าคอเลสเตอรอลตั้ง หารด้วยค่า HDL หากได้ผลลัพท์ไม่เกิน 4 จัดว่าอยู่ในเกณฑ์ดี ไม่ต้องทานยา แม้ว่า คอเลสเตอรอลจะสูงถึง 300 ก็ตาม

ไตรกลีเซอไรด์: ให้เอา ค่าไตรกลีเซอไรด์ตั้ง หารด้วยค่า HDL หากได้ผลลัพท์ไม่เกิน 3 จัดว่าอยู่ในเกณฑ์ดี ไม่ต้องทานยา แม้ว่า ไตรกลีเซอไรด์จะสูงเกิน 150 ก็ตาม

ทั้งคอเลสเตอรอลและไตรกลีเซอไรด์ ล้วนมีประโยชน์ต่อร่างกายอย่างมากมาย

================
การทำเมมโมแกรม เป็นอันตราย เป็นสาเหตุของโรคมะเร็งเต้านม ที่เราไม่รู้กันเลย… ว่าการบีบอย่างแรง สมทบด้วยรังสี...… ตอนนี้อัตราการเป็นมะเร็งเต้านมของเมืองไทย พุ่งสูงติดอันดับของโลกแล้ว… คุณหมอบอกว่า ในต่างประเทศ เขาเลิกใช้เครื่องเมมโมแกรมกันนานแล้ว........
 

ดื่มน้ำเย็น&อาการปวดหลัง

ใครจะไปเชื่อว่า..การดื่มน้ำเย็นจะมีพิษมีภัย และให้โทษได้ถึงขนาดนี้

หมอ ได้พบผู้ป่วยที่มีอาการแขนขาอ่อนแรง หรือ ที่เรียกกันว่าโรคอัมพฤกษ์
ซึ่งสืบค้นต้นตอไปๆมาๆ ก็พบว่า สาเหตุมาจากพฤติกรรมการดื่มน้ำเย็น หรือ น้ำแข็งเป็นประจำนั่นเอง ผู้ป่วยเล่าให้ฟังว่า ไม่กินผักมาตั้งแต่เล็กๆ รับประทานแต่เนื้อสัตว์ ที่สำคัญคือชอบดื่มน้ำเย็นเป็นประจำมาตั้งแต่เด็ก และต้องเป็นน้ำเย็นจากตู้เย็นเท่านั้น

ก่อนที่จะมีอาการกล้ามเนื้ออ่อนแรงนั้น ร่างกายผู้ป่วยได้ส่งสัญญาณเตือนมาหลายครั้ง เช่น มึนเวียนศีรษะง่าย เห็นเหมือนแสงไฟแวบๆขณะกระพริบตา
การพูดเริ่มติดๆขัดๆ สุดท้ายเกิดอาการวูบกะทันหัน ต้องนำส่งโรงพยาบาล เมื่อรู้สึกตัวอีกครั้งผู้ป่วยก็ไม่สามารถขยับร่างกายซีกซ้ายได้แล้ว นี่คืออาการของโรคเส้นเลือดตีบที่สมองในวัยเพียง 40 ปี ที่ชอบทานแต่น้ำเย็นมาตลอดเวลา

การดื่มน้ำเย็น สำหรับคนไทยนั้น ทำให้ ไต ต้องรับกำจัดความเย็นออกจากร่างกายอย่างรวดเร็ว ขับน้ำเย็นมากักเก็บไว้ที่กระเพาะปัสสาวะ เตรียมขับออกเป็นน้ำปัสสาวะ ทำให้ผู้ที่ชอบทานน้ำเย็นก็ยิ่งขาดน้ำ จนเลือดข้นหนืดไปหมด
ประกอบกับหลอดเลือดที่เริ่มแข็งกระด้างไม่ยืดหยุ่น ทำให้มีคราบไขมัน และ
ของเสียไปยึดเกาะตามผนังหลอดเลือดจนเกิดการพอกพูนกลายเป็นโรคหลอดเลือดตีบ ก็เพราะน้ำเย็นที่ชอบทานเป็นประจำนั่นเอง

ไตของเราเปรียบเสมือนเครื่องกรองน้ำอันน่าอัศจรรย์ ทำหน้าที่ช่วยกรองของเสียออกจากเลือด แล้วขับออกทางปัสสาวะ การทำหน้าที่ตลอด 24 ชม.ไม่มีวันหยุดของไตนั้น ถ้าเราไปซ้ำเติม ด้วยการรับประทานสิ่งที่เป็นพิษต่อร่างกายรวมทั้งน้ำเย็นด้วย ก็จะทำให้เกิดภาวะไตอ่อนแอ และจะส่งสัญญาณร้องให้เราทราบดังนี้

1.  ปัสสาวะบ่อยขึ้น อั้นปัสสาวะไม่ได้นาน ดื่มน้ำเข้าไปแล้วต้องวิ่งเข้าห้องน้ำบ่อยๆ กลางคืนก็ต้องลุกขึ้นเข้าห้องน้ำหลายเที่ยว

2.  มีอาการปวดหลัง ปวดเอวบ่อยๆ โดยเฉพาะเวลานั่งนานๆ

3.  ปวดเมื่อยตามข้อ และ ร่างกายง่าย เช่น ปวดข้อเข่า ปวดต้นคอ

4.  หลอดเลือดตีบตัน หรือ หลอดเลือดแข็งได้ง่าย

หากใครยังทานน้ำเย็น นมเย็น กาแฟเย็น น้ำอัดลม น้ำหวานเย็น ชาเย็น อยู่เป็นประจำ มีอาการปวดหลังแน่ๆ ก็ต้องดูแลตนเองง่ายๆ ดังนี้

1.  ปรับเลือดที่หนืดข้นให้หายข้น ด้วยการเพิ่มน้ำเข้ากระแสเลือด โดยทานน้ำอุ่นให้ได้ 8-10 แก้ว ทุกวัน

2.  ทำให้เลือดไหลเวียนสะดวกอย่างต่อเนื่อง ด้วยการออกกำลังเป็นประจำที่สามารถทำได้ หรือ อาจใช้การจัดกระดูก ช่วยให้เลือดไหลเวียนสม่ำเสมอ

3.  ไม่กินอาหารเนื้อสัตว์ ของทอด ของหวานจัด เพราะทำให้เกิดอนุมูลอิสระปริมาณมาก จนทำให้หลอดเลือดแข็ง หรือ ตีบตันได้ง่าย

4.  งดการทานน้ำเย็นเด็ดขาด รู้แล้วอย่าเฉยเมยนะ ควรปฎิบัติด้วย และรู้แล้วอย่าเก็บไว้คนเดียว โปรดแบ่งปันให้คนรอบข้างของตัวเรา


MANA PRADITKET

MANA PRADITKET
Handpainted oil painting by Mana Praditket

NIRAN PAIJIT

NIRAN PAIJIT
Original handpainted oil painting by Niran Paijit

PRAYAD TIPPAWAN

PRAYAD TIPPAWAN
ORIGINAL IMPRESSIONAL OIL PAINTING BY PRAYAD TIPPAWAN

Achara 34 (24x36)

Achara 34 (24x36)
ORIGINALl OIL PAINTING

Amornsak Livisit 74 (24x36)

Amornsak Livisit 74 (24x36)
ORIGINAL OIL PAINTING, Impressionist style

Suwan Khanboon 11 (24x24 inches)

Suwan Khanboon 11 (24x24 inches)
Original handpainted oil painting abstract style

NIRAN PAIJIT

NIRAN PAIJIT
ORIGINAL ABSTRACT STYLE OIL PAINTING BY NIRAN PAIJIT

Chavalit (Pong)

Chavalit (Pong)
PINTO Horses

Komez 78 (22x30)

Komez 78 (22x30)
Original handpainted pastel painting on paper

KOMES

KOMES
Handpainted pastel painting by Komez

PRATHOUN

PRATHOUN
ORIGINAL HANDPAINTED OIL PAINTING BY PRATHOUN

THAVORN IN-AKORN

THAVORN IN-AKORN
ORIGINAL OIL PAINTING BY THAVORN IN-AKORN (SIZE 20x30")

THAVORN IN-AKORN

THAVORN IN-AKORN
Original oil painting by Thavorn In-akorn

Facebook


ORIGINAL HANDPAINTED OIL PAINTING

PHOTO GALLERY

PHOTO GALLERY

Facebook

PHOTO GALLERY