GREAT KING OF THAILAND, KING BHUMIBHOL

GREAT KING OF THAILAND, KING BHUMIBHOL
LONG LIVE THE KING BHUMIBHOL

วันจันทร์ที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

"นิพพิทาญาณ" ความเบื่อหน่ายในนามรูป



ธรรมดาคนทำนา-ทำสวน เขาไม่ได้ทำกันบน อากาศเลย
เขาทำกันบน พื้นดิน จึงได้รับผล ฉันใด

พระโยคาวจรทั้งหลาย ก็ย่อมพิจารณา "ร่างกาย"
นี้แหละ เป็นอารมณ์ ... จึงเกิด "นิพพิทา" ความเบื่อหน่ายในนามรูปนี้
ด้วยอำนาจแห่งปัญญานั้นแหละ จึงจะเป็น "ทางหลุดพ้น" ได้ ฉันนั้น

(พระธรรมคำสอน...หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต)


หนังสือตัวเล็กๆ มันเรียนง่าย เรียนแล้วก็หลง
เรียนตัวใหญ่ คือ เรียนกาย เรียนใจของตัวเอง
ถ้าได้ตัวนี้ล่ะ ไม่มีหลง

(พระธรรมคำสอน...หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต)

 
การตำหนิ-ติเตียนผู้อื่น ถึงเขาจะผิดจริง
ก็เป็นการก่อกวนจิตใจตนเอง ให้ขุ่นมัวไปด้วย


ม้าศึก ต้องฝึกอยู่เสมอ ขุนศึกขี้คร้าน ก็เท่ากับ
เอาหัวไปให้ศัตรู ตัดเล่นเท่านั้นเอง ... เราไม่รู้
จะเกิดศึกสงคราม เวลาใด ... "ความตาย" มาถึงเมื่อไร
เราไม่รู้ ... มารู้ ก็ตอนแย่แล้ว



การดูกิเลส และ แสวงธรรม ... ท่านทั้งหลาย อย่ามองข้ามใจ
ซึ่งเป็นที่อยู่ของกิเลส และ เป็นที่สถิตอยู่ของธรรมทั้งหลาย
กิเลสก็ดี ธรรมก็ดี ... ไม่ได้อยู่กับ กาลสถานที่ใดๆ ทั้งสิ้น แต่อยู่ที่ "ใจ"
คือ เกิดขึ้นที่ใจ เจริญขึ้นที่ใจ และดับลงที่ใจ ดวงรู้ๆ นี้เท่านั้น

(พระธรรมคำสอน...หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต)









ไม่ต้องส่งใจไปในอดีต อนาคต 
ให้ลบอารมณ์ภายนอกออกให้หมด 
จึงจะเข้าอารมณ์ภายในได้ 
เพ่งนอกเป็นตัวสมุทัย เป็นทุกข์ 
และเป็นตัวมิจฉาทิฏฐิ
เพ่งในเป็นตัวสัมมาทิฏฐิ 
จะเป็นนักปฏิบัติต้องเด็ดเดี่ยวกล้าหาญที่สุด
จึงจะรู้ธรรมเห็นธรรม..

หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต





เกร็ดประวัติ และ ปกิณกธรรมของหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต ๑

เทวดาป้องกันอากาศหนาวให้..หลวงปู่

ท่านฯ เล่าว่า ปีนั้นท่านพักอยู่บนดอยมูเซอ พร้อมด้วยพระมหาทองสุก อากาศหนาวมากเป็นพิเศษกว่าทุกปี หากมีเครื่องวัดก็คงจะติดลบหลายองศา ขนาดชาวบ้านไม่ยอมหนีจากกองไฟตลอดวันตลอดคืน ทั้งสองท่านก็รู้สึกหนาวมาก ติดไฟก็ไม่ค่อยจะติด น้ำค้างแข็งเป็นน้ำแข็งหมด เอาละตัดสินใจจะหนาวตายวันนี้ก็ยอม กลับขึ้นไปกุฏิ ท่านฯ ไหว้พระสวดมนต์เสร็จเข้าสมาธิทันที พอจิตสงบ ท่านเห็นบุคคลหนึ่งพร้อมบริวาร 4 คน ผู้เป็นหัวหน้าแต่งตัวแบบกษัตริย์ ทรงผ้าสีแดง มาชี้บอกให้บริวารกางผ้าม่านให้ท่านทั้ง 4 ทิศ ทั้งข้างบนข้างล่าง

จึงกำหนดพิจารณาว่าเป็นใครนั่น แต่ไม่ได้ถามพระยาองค์นั้น เพราะเห็นกำลังสาละวนอยู่กับการกางผ้าม่าน รู้ในใจขึ้นมาว่า เป็นท้าวเวสสุวรรณ มาป้องกันอากาศหนาวให้ โดยใช้ผ้าม่านสีแดงกางกั้นไว้ มีความอบอุ่นพอดีๆ เทวดาเหล่าก็ไปกางถวายพระมหาทองสุกด้วย พอกางเสร็จก็ไป แปลก ไม่บอกไม่ลาไม่ไหว้ ทำธุระเสร็จแล้วก็หายไป ไม่เหมือนเทพองค์อื่นๆ เวลาหา มีการกล่าวขานกัน แต่เทพนี้มาแปลก ท่านว่า

อาการของม่าน เวลาจะไปบิณฑบาตหรือ ยืน เดิน นั่ง นอน ปรากฏว่าจะกางกั้นไว้ ไม่กว้างไม่แคบ พอดีๆ ตื่นเช้าถามพระมหาทองสุกว่า "หนาวไหม"

"ไม่หนาว"

แต่ท่านจะรู้ว่ามีม่านกั้นหรือเปล่าไม่ได้ถาม แต่ตัวท่านพระอาจารย์เห็นม่านกั้นพระมหาทองสุกอยู่ พอไปบิณฑบาต ชาวบ้านร้องทักว่า "ตุ๊เจ้าบ่หนาวก๊าๆ " ตลอดทาง

ท่านว่าม่านนั้นค่อยๆ จางไป พร้อมกับอากาศค่อยอุ่นขึ้น จนบัดนี้ก็ไม่เคยเห็นท้าวเวสสุวรรณอีก

(หนังสือ "รำลึกวันวาน" หลวงตาทองคำ จารุวัณโณ)



 
ปริยัติ ... เรียนรู้ คัมภีร์
ปฏิบัติดี ... รู้ทัน กิเลส
ปฏิเวธ ... รู้แล้ว ละ วาง

(พระธรรมคำสอน...ท่านพ่อลี ธัมมธโร)

 

 

เราเกิดมา นับอสงไขยไม่ถ้วน ... น้ำในแม่น้ำ
มหาสมุทรน้อยใหญ่ทั้งหลายนะ ก็ยังน้อยกว่า
"น้ำตา" ที่เคยหลั่งริน เพราะ ความทุกข์ทั้งหลายเสียอีก

คนเราทุกคน ก็อยู่ใน "บัญชีตาย" ... พอเกิดมา เราก็เข้าคิว
รอเขาประหารชีวิต ... จะถึงตัวเราเมื่อไร ก็ไม่มีใครรู้
เราจะประมาทไม่ได้ ต้องรีบสร้างความดีของเรา ให้ถึงพร้อม

พระท่านถามว่า วันคืนล่วงไปๆ บัดนี้เราทำอะไรอยู่?
... แล้ว เราจะตอบท่าน ว่าอย่างไร?

(พระธรรมคำสอน...ท่านพ่อเฟื่่อง โชติโก)



"พระธรรม" ของพระพุทธเจ้านั้น
ไม่อาจพบด้วย ตำรา

(พระธรรมคำสอน...หลวงพ่อชา สุภัทโท)


ทุกข์ มี ... เพราะ ยึด

ทุกข์ ยืด ... เพราะ อยาก
ทุกข์ มาก ... เพราะ พลอย
ทุกข์ น้อย ... เพราะ หยุด
ทุกข์ หลุด ... เพราะ ปล่อย

(พระธรรมคำสอน...หลวงพ่อชา สุภัทโท)
สิ่งทั้งหลายในโลกนี้ ล้วนแต่เป็น "สิ่งสมมติ"
ที่เราสมมติ ขึ้นมาเองทั้งสิ้น ... สมมติแล้ว ก็หลงสมมติ ของตัวเอง
เลยไม่มีใคร วาง ... มันเป็นทิฏฐิ มันเป็นมานะ ความยึดมั่นถือมั่น
... เป็นเรื่องวัฏสงสาร ที่ไหลไปไม่ขาด ไม่มีทางสิ้นสุด
ทุกสิ่ง-ทุกอย่างในโลก มันถูกต้องอยู่แล้ว
มีแต่ ความเห็นของเราเท่านั้น ที่ผิด
โลกอันนี้ ไม่ต้องแก้ปัญหาอะไร ให้มันมากมาย

มาแก้ ความเห็นของเรา มาแก้ ความคิดของเรา
มาแก้ ทิฏฐิของเรา ... ให้มีความเห็น อันถูกต้อง
เป็น "สัมมาทิฏฐิ" เท่านั้น

(พระธรรมคำสอน...หลวงพ่อชา สุภัทโท)

" ทุกอย่างนั้นให้รู้จากตัวเราดีที่สุด คนอื่นพูดก็ไม่เท่าเรารู้เห็น หากเราไม่พ้นทุกข์ในชาตินี้ ความรู้เหล่านี้ก็จะติดจิตติดใจเราไปทั้งชาตินี้และชาติหน้า ถ้าอยากรู้ว่าบุญบาปนั้นเป็นอย่างไรให้ภาวนาดูเอา ภาวนาจะเป็นตัวทำให้รู้เรื่องบุญบาปและต้นสายปลายทางที่มาของบุญบาป ".. 
หลวงปู่ชอบ ฐานสโม

คนมีศรัทธาในทาน บางครั้งก็สงสัยในทาน คนมีศรัทธารักษาศีล บางครั้งก็สงสัยในศีล คนภาวนาจนตนเองรู้แจ้งเห็น
จริงจะไม่สงสัยในเรื่องศีลทานภาวนา เพราะจิตมันเปิดความจริงออกมาให้เห็นทั้งหมด 

หลวงปู่ชอบ ฐานสโม



ไปที่ไหน ก็อย่าลืม "พุทโธ" ภายในใจ
ให้พุทโธๆ เสมอไป ใจจะสงบ เย็น เป็นสุขอยู่กับตัว
ตลอดกาล สถานที่

(พระธรรมคำสอน...หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน)




เรา "ภาวนา" จนกระทั่ง แทบเป็น-แทบตาย
จนเอาชีวิตเข้าแลก จุดมุ่งหมายครั้งสุดท้าย
ก็คือ "สติ" ตัวเดียวเท่านั้น





เมื่อจิตมาจดจ้อง อยู่ที่คำว่า "พุทโธ"
ให้พิจารณา ตามองค์ฌาน ๕ ... การนึกถึงพุทโธ เรียกว่า "วิตก"
จิตอยู่กับพุทโธ ไม่พรากจากไป เรียกว่า "วิจารณ์"
หลังจากนี้ "ปีติและความสุข" ก็เกิดขึ้น ... เมื่อปีติและความสุข
เกิดขึ้นแล้ว ... จิตของผู้ภาวนา ย่อมดำเนินไปสู่ "ความสงบ"

(พระธรรมคำสอน...หลวงพ่อพุธ ฐานิโย)



ใครมาปวารณาว่า เป็นญาติ เป็นพี่ เป็นน้อง เป็นอา


เป็นหลาน ก็แสดงไป ... เขาจะเลิกรัก เลิกนับถือ ก็ "สบายๆ"

คนที่เกื้อกูลกัน ถึงเป็นคนอื่น ก็นับเป็นเหมือนพี่น้อง

คนที่เป็นพี่น้องกัน แต่ไม่เกื้อกูลกัน ก็เป็นเหมือนคนอื่น
"พยาธิ" เกิดในตัวเราเองแท้ๆ ยังไม่มีประโยชน์เลย
แต่ "ยา" เกิดในป่า กลับมีประโยชน์มหาศาล

(พระธรรมคำสอน...หลวงพ่อพุธ ฐานิโย)

(พระธรรมคำสอน...หลวงพ่อพุธ ฐานิโย)

 

การหลุดพ้นนั้น จะต้องทำจิตใจของตน ให้หมดกิเลส
หมดสิ้น จากทุกข์ทุกอย่าง หมดสิ้น จากสิ่งที่อยากได้
สิ่งที่เรียกว่า โลภ โกรธ หลง ตัดสิ่งนี้ให้หมดสิ้น
และ "เจริญวิปัสสนากรรมฐาน" จึงได้พบ ทางหลุดพ้น
 

(พระธรรมคำสอน...หลวงพ่อเกษม เขมโก)


ชนะ ความหยาบคาย ซึ่งเป็นกิเลสอย่างหยาบ
ที่ล่วงทางกาย-วาจาด้วย "ศีล"

ชนะ ความยินดี-ยินร้าย หลงรัก-หลงชัง
ซึ่งเป็นกิเลสอย่างกลาง ที่เกิดในใจได้ด้วย "สมาธิ"

ชนะ ความเข้าใจผิด รู้ผิด เห็นผิด จากความเป็นจริง
ของสังขาร ซึ่งเป็นกิเลสอย่างละเอียดได้ด้วย "ปัญญา"

(พระธรรมคำสอน...ท่านเจ้าคุณนรรัตน์ราชมานิต ธัมมวิตักโก)
 
 
 

มีสติรู้ตัว พูดจาให้น้อยลง พูด เท่าที่จำเป็นจะต้องพูด
ด้วยความมีสติ รู้ตัวอยู่ ... การพูดมาก มีโอกาสพูดผิดได้มาก
ไม่เกิดประโยชน์ แล้วยังเป็นโทษอีกด้วย

เป็น "ผู้ฟัง" แล้วตามคิด เลือกจำสิ่งดีๆ มาใช้ จะได้ประโยชน์กว่า
... คนพูดมาก มักขาดสติง่าย เป็นผู้ฟังที่โทษน้อย หรือ ไม่มีเลย
แต่ เป็นผู้ได้รู้ มากกว่าผู้พูด

(พระธรรมคำสอน...หลวงพ่อประสิทธิ์ ปุญญมากโร)
 
 
การที่เรามี "โอกาส" ปฏิบัติธรรม ที่ถูกทางเช่นนี้ มีน้อยมาก
หากปล่อยโอกาสให้ผ่านไป เราจักหมดโอกาส
พ้นทุกข์ได้ทันในชาตินี้ แล้วเราจะหลง อยู่ในความเห็นผิด
อีกนานแสนนาน ... เพื่อ ที่จะพบธรรม อันเดียวกันนี้

(พระธรรมคำสอน...หลวงปู่ดุลย์ อตุโล)

สัพเพ สังขารา สัพพะ สัญญา อนัตตา
เมื่อสังขารขันธ์ดับไปแล้ว ความเป็นตัวตนจักไม่มี
เพราะไม่ได้เข้าไป เพื่อปรุงแต่ง ... ครั้น เมื่อความปรุงแต่งขาดไป
สภาพ แห่งการเป็นตัวตน ไม่มี ... ความทุกข์ จะเกิดขึ้นแก่ใครได้อย่างไร

(พระธรรมคำสอน...หลวงปู่ดูลย์ อตุโล)
 

พุทโธเป็นอย่างไร 

หลวงปู่ดูลย์ อตุโลได้รับนิมนต์ไปโปรดญาติโยมที่กรุงเทพฯ เมื่อ ๓๑ มีนาคม ๒๕๒๑ ในช่วงสนทนาธรรม ญาติโยมสงสัยว่า พุทโธเป็นอย่างไร หลวงปู่ได้เมตตาตอบว่า 
เวลาภาวนาอย่าส่งจิตออกนอก ความรู้อะไรทั้งหลายทั้งปวงอย่าไปยึด ความรู้ที่เราเรียนกับตำรับตำราหรือจากครูบาอาจารย์ อย่าเอามายุ่งเลย ให้ตัดอารมณ์ออกให้หมด แล้วก็ภาวนาไปให้มันรู้ รู้จากจิตของเรานั่นแหละ จิตของเราสงบเราจะรู้เอง ต้องภาวนาให้มากๆ เข้า เวลามันจะเป็น จะเป็นของมันเอง ความรู้อะไรๆ ให้มันออกจากจิตของเรา

ความรู้ที่ออกจากจิตที่สงบนั่นแหละเป็นความรู้ที่ลึกซึ้งถึงที่สุด ให้มันรู้ออกจากจิตเองนั่นแหละมันดี คือจิตมันสงบ ทำจิตให้เกิดอารมณ์อันเดียว อย่าส่งจิตออกนอก ให้จิตอยู่ในจิต แล้วให้จิตภาวนาเอาเอง ให้จิตเป็นผู้บริกรรมพุทโธ พุทโธอยู่นั่นแหละ แล้วพุทโธนั่นแหละจะผุดขึ้นในจิตของเรา เราจะได้รู้จักว่า

พุทโธ นั้นเป็นอย่างไร แล้วรู้เอง..... เท่านั้นแหละไม่มีอะไรมากมาย

ความรู้ที่ออกจากจิตที่สงบนั่นแหละเป็นความรู้ที่ลึกซึ้งถึงที่สุด ให้มันรู้ออกจากจิตเองนั่นแหละมันดี คือจิตมันสงบ ทำจิตให้เกิดอารมณ์อันเดียว อย่าส่งจิตออกนอก ให้จิตอยู่ในจิต แล้วให้จิตภาวนาเอาเอง ให้จิตเป็นผู้บริกรรมพุทโธ พุทโธอยู่นั่นแหละ แล้วพุทโธนั่นแหละจะผุดขึ้นในจิตของเรา เราจะได้รู้จักว่า 
พุทโธ นั้นเป็นอย่างไร แล้วรู้เอง..... เท่านั้นแหละไม่มีอะไรมากมาย

เป็นของภายนอก 

เมื่อวันที่ ๑๐ ธันวาคม ๒๕๒๔ หลวงปู่ดูลย์ อตุโล อยู่ในงานประจำปีวัดธรรมมงคล สุขุมวิท กรุงเทพฯ มีแม่ชีพราหมณ์หลายคนจากวิทยาลัยครูพากันเข้าไปถาม ทำนองรายงานผลของการปฏิบัติวิปัสสนาให้หลวงปู่ฟังว่า เขานั่งวิปัสสนาจนจิตสงบแล้ว เห็นองค์พระพุทธรูปอยู่ในหัวใจของเขา บางคนว่าได้เห็นสวรรค์วิมานของตัวเองบ้าง บางคนว่าเห็นพระจุฬามณีเจดีย์สถานบ้าง พร้อมทั้งภูมิใจว่า เขาวาสนาดี ทำวิปัสสนาได้สำเร็จฯ 

หลวงปู่อธิบายว่า 

“สิ่งที่ปรากฏเห็นทั้งหมดนั้น ยังเป็นของภายนอกทั้งสิ้น จะนำเอามาเป็นสาระที่พึ่งอะไรยังไม่ได้หรอก”

 
"กรรม" อันเป็นสมบัติ แห่งสัตว์โลกทั้งหลาย

กายซ้ำซาก จำเจ เป็นวัฏฏะ

กรรมอันทำแล้ว ... ไม่เดือดร้อนในภายหลัง
เป็น "กรรมดี" เป็นกรรมที่สัตบุรุษ ชื่นชมยกย่อง

กรรมอันทำแล้ว ... เดือดร้อนในภายหลัง
กรรมนั้นเป็น "กรรมชั่ว" เป็นของเผ็ดร้อน มีทุกข์มาก

กรรมอันใด ... ไปสู่มรรค นิโรธ ความดับทุกข์
กรรมนั้นเป็น "กรรมเหนือกรรม"

(พระธรรมคำสอน...สมเด็จพระพุฒาจารย์ "โต พรหมรังสี")



 


ทุกสิ่งทั้งหลายในโลก ไม่มีอะไรถาวร


จะต้องเสื่อม โดยธรรมชาติ-ธรรมดา ทุกอย่าง
ฉะนั้น จึงไม่ควรไปสนใจ กับ สิ่งที่ไม่ถาวรเหล่านี้

คนจะสวย-จะงาม ก็ต้องแก่และตาย
กุหลายสวย ก็ต้องโรย ดอกบัวงาม ก็ต้องร่วง
มะม่วงสุกหอม ก็ต้องมีแมลงกิน ... สิ่งที่ถาวร และไม่ตายนั้น
คือ "ดวงจิต" อย่างเดียว ... สิ่งนี้ จึงควรสนใจ และรักษาให้มาก

 

คนที่มีศีล มีทาน แต่ไม่มีภาวนา = ก็เท่ากับ ถือศาสนา "เพียงครึ่งเดียว"
เหมือน คนที่อาบน้ำแค่บั้นเอว ... ไม่ได้ รดลงมาแต่ศีรษะ
ก็ย่อมจะไม่ได้รับ ความเย็นทั่วตัว เพราะ ไม่เย็นถึงจิต-ถึงใจ

(พระธรรมคำสอน...ท่านพ่อลี ธัมมธโร)



 


ตัณหารักเมีย … เปรียบเหมือน เชือกผูกคอ


ตัณหารักลูกรักหลาน ... เปรียบเหมือน ปอผูกศอก
ตัณหารักวัตถุข้าวของต่างๆ ... เปรียบเหมือน ปลอกผูกตีน

สมบัติพัสถานต่างๆ ที่สร้างสมไว้ ... เมื่อตายลง
ไม่เห็นมีใคร หาบหามไปได้เลย สักคนเดียว
มีแต่ คุณงามความดี กับ ความชั่วเท่านั้น ที่ติดตัวไป

(พระธรรมคำสอน...หลวงปู่ฝั้น อาจาโร)


บุญ คือ ความสุข ... บุญ คือ ความเจริญ
บุญ คือ คุณงามความดี ... มันตรงไหนล่ะ?

"เงิน" เขาก็ไม่ได้ว่าเขามีความสุข ถามดูซิ เงินเจ้ามีความสุขมั้ย?
เขาเฉย ไม่ใช่เรอะ ... นี่แหละ ถ้าใจเรา "ไม่สงบ" มันก็ไม่มีความสุขล่ะ
... จำไว้ ทำอะไรๆ ก็พุทโธ กลัวก็พุทโธ ใจไม่ดีก็พุทโธ ขี้เกียจก็พุทโธ
พุทโธ พุทโธ พุทโธ ถ้าใจเราดีแล้ว ทำอะไรก็ดี ไปไหนๆ ก็ดี

(พระธรรมคำสอน...หลวงปู่ฝั้น อาจาโร)

    

เรื่อง "สมมุติ" นี่ ... สัตว์ทั้งหลาย จมอยู่ใน มหาสมุทร


จมอยู่ที่ สมมุติ เป็นนั่น-เป็นนี่ ... หากเราจำแนก แจกออกแล้ว
มันก็ ไม่มี ... พอจิตมันว่างหมดแล้ว ก็ไม่มีอะไร ไม่มีภัย-ไม่มีเวร

นี่ เราไปก่อกรรม-ก่อเวร สมมติ เป็นอันโน้น สมมติ เป็นอันนี้
มันก็ "หลงสมมติ" นี่สิ! ... สัตว์ทั้งหลาย คาอยู่ที่นี่
จม ในมหาสมุทรนี่ ข้ามไม่ได้ ... ติ
ต้องพ้นจาก "สมมุติ
" สิ

(พระธรรมคำสอน...หลวงปู่ฝั้น อาจาโร)
 
 

ความไม่ตั้งใจ นั่นแหละ ที่ทำให้ไม่มีเวลา
ถ้า "ใจตั้งใจ" ... ก็มีเวลา

วันเวลา ที่หมดสิ้นไป โดยไม่ได้ทำอะไร ที่เป็นคุณค่า
เป็นประโยชน์แก่ตนเองบ้าง ในชีวิต ที่เกิดมาในโลก
และ ได้พบพุทธศาสนานี้ ... ช่างเป็นชีวิต ที่น่าเสียดายยิ่งนัก

(พระธรรมคำสอน...หลวงปู่สิม พุทธาจาโร)


เกิดมาภพใด-ชาติใด ก็ทุกข์แย่ เต็มประดา


ทุกข์ ตั้งแต่วันเกิดถึงวันแก่ ... ทุกข์ จากวันแก่
ถึงวันแตกดับวันตาย ทุกข์ถ้วนหน้า ไม่มีใครข้ามมันไปได้

จึงให้เรามาสนใจ ในการรวมจิตใจของเรา
มาให้สงบระงับ ตั้งมั่น เที่ยงตรง อยู่ภายในดวงใจให้ได้

(พระธรรมคำสอน...หลวงปู่สิม พุทธาจาโร)

 

ธรรมทั้งหลาย ไหลมาจาก "เหตุ"
ให้กำหนดเหตุ รู้เท่าทันเหตุ เหตุดับลง จิตก็เป็นพุทโธ ก็สบายเท่านั้น
นั่นแหละ คือ ที่สุดของวิบากกรรรม ... นั่นแหละ คือ ที่สุดของวัฏฏะ

(พระธรรมคำสอน...หลวงปู่แหวน สุจิณโณ)
หลวงปู่แหวน :  "??? พากัน ลำบากลำบน มากันทำไม"
อุบาสิกา        :  "ต้องการ มากราบบารมีของหลวงปู่เจ้าค่ะ"

หลวงปู่แหวน :   "บารมี ... ต้องสร้างเอา
เหมือนอยากให้มะม่วงของตน มีผลดก ก็ต้องหมั่นบำรุง รักษาเอา
ไม่ใช่แห่ ไปชื่นชมต้นมะม่วงของคนอื่น ต้องไปปลูก ไปบำรุง
ต้นมะม่วงของตนเอง ... การสร้างบารมี ก็เช่นกัน ต้องสร้าง ต้องทำเอาเอง
  
(พระธรรมคำสอน...หลวงปู่แหวน สุจิณโณ)
 
เกิดแล้วตาย ตายแล้วเกิด อยู่นี้แหละ สัจจธรรมข้อนี้

ใครๆ ก็พ้นไปไม่ได้ ... นั่งอยู่ก็ตาย นอนอยู่ก็ตาย
กินอยู่ก็ตาย ไม่กินก็ตาย เจ็บป่วยก็ตายได้ ไม่เจ็บป่วยก็ตายได้

"ความตาย" มีอยู่ทุกฐานะสถานที่ ความตาย มันครอบงำเราอยู่ทุกเมื่อ
เราต้องหา ที่พึ่ง อันประเสริฐไว้เสียแต่บัดนี้ แต่ยังมีชีวิตอยู่อย่างนี้
ยังแข็งแรงอยู่อย่างนี้ ... ถ้าร่างกาย-จิตใจ มันไม่อำนวยแล้ว
จะไม่คิดถึงอะไร จะไปยึด-ไปถือเอาอะไร เป็นที่พึ่ง มันยาก

(พระธรรมคำสอน...หลวงปู่แหวน สุจิณโณ)


ถ้าเราแผ่เมตตาเหมือนกับพระอาทิตย์ส่องแสง เมตตานั้นจะมีพลังสูงยิ่ง เพราะธรรมชาติของพระอาทิตย์ขณะที่ส่องแสงไม่ได้เลือกชุมชน สรรพสัตว์ยากดีมีจน อยู่ที่สูงหรือที่ต่ำ จะใกล้หรือไกล ก็ได้รับความร้อนเท่ากัน เมตตาธรรมก็เช่นกัน ขอให้แผ่ไปให้แก่ชนทุกชั้นทุกระดับ ใครจะรับได้มากน้อย สุดแต่วาสนาบารมีของผู้นั้น

หลวงปู่แหวน สุจิณโณ

ผู้ใดรักษาศีล มิขาดตกบกพร่อง ไหว้พระสวดมนต์เจริญสมถะและวิปัสสนาตามสมควร ได้ปัญญาตามวาสนา โอกาสที่จะพ้นจากการท่องเที่่ยวไปในภพน้อย ภพใหญ่ เกิดแล้วตาย ตายแล้วเกิด เป็นวัฏจักร ก็พอจะมองเห็นทางมรรคผลนิพพานอยู่ไม่ไกล จงรีบทำความเพียรเสียเพื่อมรรคผลนิพพานนั้น แล้วจะพ้นจากการเวียนว่ายตายเกิด

หลวงปู่แหวน สุจิณโณ

เวลา กิเลส มันเกิดขึ้น เกิดขึ้นทางกาย เกิดขึ้นทางวาจา เกิดขึ้นทางใจ รู้ทันมัน เดี๋ยวนี้ มันก็ดับไป เดี๋ยวนี้แหละ ..ตัว "สติ" มันปกครองอยู่เสมอ
ถ้ามีสติ อยู่ทุกเมื่อ มันบ่ได้คุมมันล่ะ ครั้นเกิดขึ้น รู้ทัน มันก็ดับ รู้ทัน ก็ดับ รู้ทัน ก็ดับ ..คิดผิด ก็ดับ คิดถูก ก็ดับ พอใจ ไม่พอใจ ก็ดับลงทันที ที่ "ตัวสติ"..

หลวงปู่แหวน สุจิณโณ

  
 

"เวทนา" ท่านก็ให้รู้เท่านั้น อย่าไปหลงกับเวทนา
สุขก็ให้รู้เท่า ทุกข์ก็ให้รู้เท่า อุเบกขาก็ให้รู้เท่า คือ เราแก้ไขไม่ได้

บางคน อาจจะไม่ค่อยทำสมาธิ แล้วก็ปล่อยปละละเลย
แล้วจิตใจมันก็ต่ำลงๆ ... ในที่สุด "พลังจิต" ที่หามาได้แต่ก่อน
ก็จะหมดไป สิ้นไป แล้วก็เหลือเป็นธรรมดา 

แล้วก็มีแต่สิ่งที่ทำให้เราเกิดโทษขึ้นมาในตัวของเรา

(พระธรรมคำสอน...หลวงพ่อวิริยังค์ สิรินธโร)



 

 

"สติ" อยู่ที่ไหน? ... สติ ก็อยู่ที่ใจนั้นแหละ
คล้ายๆ กับว่า เอาตัวเองรักษาตัวเอง ก็ใจนั้นมีสติ
ก็เอาสติที่มีอยู่ กับตัวเอง รักษาตัวเอง
แล้วก็เสก "พุทโธ" ลงไป เสกให้มากเท่าที่จะมากได้

ถ้าใครอยากเจอ "ของดี" อันที่มีในตัวเอง
ไม่จำเป็นกับเรื่องอื่น คือ เราเสกพุทโธให้มาก
เรียกว่า "พุทธาภิเษกตัวเอง" เสกตัวเองให้เป็นพุทธะ
 

(พระธรรมคำสอน...หลวงปู่บุญเพ็ง กัปปโก)
 
 
 

ยังจะพากันเกียจคร้านอยู่ ก็ช่วยไม่ได้
ก็ไม่เห็นพากันไปนั่ง เดิน ไปฝึกปฏิบัติอะไรเลย
... บุคคลที่มีกิเลสเบาบาง ฟังนิดเดียว ไปแก้ไข
ปรับปรุงตัวเอง อยู่ตลอดเวลา

อยากจะรู้ธรรม อยากเข้าถึงธรรม เราก็ต้องทำ
... ถ้าเราไม่สร้างขึ้นมา ก็ไม่มี เราต้องพยายามสร้างขึ้นมา
สร้างความว่าง ความสงบ ความสะอาด ความบริสุทธิ์
นั่นแหละ เขาเรียกว่า "ทรัพย์ภายใน"

(พระธรรมคำสอน...หลวงพ่อสนธิ์ อนาลโย)
  
 

ขั้นแรก ต้องทำใจให้สงบ ให้นิ่งก่อน เหมือนกับ "น้ำ"
ถ้าน้ำไม่นิ่ง น้ำจะขุ่น จะมองไม่เห็นอะไรในน้ำ
จิต ก็เช่นเดียวกัน ... ถ้าจิตไม่สงบ จิตไม่นิ่ง จิตก็จะไม่เห็น
"อริยสัจ ๔" ที่อยู่ภายในจิตเอง


เวลาจิตสงบแล้วนี้ จิตจะใส ... เวลาเกิดทุกข์ขึ้นมา ก็จะเห็น
จะเห็นทุกข์ ที่เกิดจาก "ความอยาก" ของตนเอง ... จะดับความทุกข์
ก็ใช้ปัญญา คือ เห็นความจริง ของสิ่งที่จิต เกิดความอยาก
... เป็นของชั่วคราว จะมีความทุกข์ ตามมาต่อไป

(พระธรรมคำสอน...หลวงพ่อสุชาติ อภิชาโต)



"ยากนัก" ... หลวงปู่เสาร์ กันตสีโล

ยากนัก ที่จะได้เกิด ... เป็นมนุษย์

เพราะ ต้องตั้งอยู่ ในธรรมของมนุษย์ คือ ศีล ๕
และ กุศลกรรมบท ๑๐ ... จึงจะได้เกิด มาเป็นมนุษย์
ชีวิต ที่เป็นมานี้ ก็ได้ด้วยยากยิ่งนัก
เพราะ อันตรายชีวิต ทั้งภายใน-ภายนอก มีมากต่างๆ

การที่ได้ฟังธรรม ของสัตตบุรุษ
คือ พระสัมมาสัมพุทธเจ้านี้ ก็ได้ด้วย ยากยิ่งนัก
เพราะ กาลที่เปล่าว่างอยู่ ไม่มีพระพุทธเจ้าเกิดขึ้น
ในโลกยืดยาวนานนัก บางคาบ บางสมัย จึงจะมีพระพุทธเจ้าเกิดขึ้น
ในโลก ... สักครั้ง ... สักคราวหนึ่ง

เหตุนั้น เราทั้งหลาย ... พึงอยู่ด้วยความไม่ประมาทเถิด
อย่าให้เสีย ที่ได้เกิดมาเป็นมนุษย์ พบพระพุทธศาสนานี้เลย


 

ปัญหาเกี่ยวกับพุทโธ

โยม : หลวงปู่ครับผมได้ยิน พระบางรูปหรืออาจารย์บางท่าน สอนว่าพุทโธพาเราไปได้แค่พรหมไม่สามารถพาเราไปนิพพานได้นี่ถูกต้องไหมครับ

หลวงปู่ : คุณดูนั้น (ท่านชี้มือไปที่ต้นสะเดาข้างอุโบสถ) คุณว่าต้นมะขามที่ขึ้นอยู่ข้างต้นสะเดา มันจะกลายเป็นต้นสะเดาได้ไหมหล่ะ

โยม : ไม่ได้ครับหลวงปู่

หลวงปู่ : หือ ไม่ได้หรอ เอาใหม่นะ ถ้าต้นมะขามออกใบ ออกดอก ออกผล แล้วร่วงหล่นลงมาที่โคนของต้นสะเดา ย่อยสลายกลายเป็นธาตุอาหารในดิน รากของต้นสะเดาก็ดูดเอา ปุ๋ยนั้นไปหล่อเลี้ยงลำต้น ออกเป็นใบสะเดา ดอกสะเดา ผลสะเดา ผลสะเดาก็ตกลงมาเป็นต้นสะเดาเล็กๆ หลวงปู่ถามคุณอีกครั้งว่า มะขามกลายเป็นสะเดาได้ไหม

โยม : ได้ครับผมหลวงปู่

หลวงปู่ : เออ พุทโธ ที่คุณว่า ไม่พาคุณไปนิพพานหรอ แต่คุณต้องอาศัยพุทโธพาคุณไปนิพพาน นิพพานหน่ะประตูไม่กว้างนะและก็ไม่แคบ พอดีตัวคุณเลยหล่ะ คุณจะเอาอย่างอื่นเข้าไปด้วยไม่ ได้ บุญก็เข้าไม่ได้ บาปก็เข้าไม่ได้ ศีลก็เข้าไม่ได้ ธรรมก็เข้าไม่ได้ พุทโธก็เข้าไม่ได้ คุณต้องทิ้งหมด ทั้งดีทั้งชั่ว เข้าไปแค่ตัวคุณคนเดียว พุทโธ เป็นบาทเป็นฐาน เป็นสมถะที่เข้าสู่วิปัสสนา วิปัสสนาตัวปัญญานั้นถึงจะพาคุณตัดกิเลสได้ แต่วิปัสนาของคุณต้องอาศัยพุทโธ อาศัยสมถะ วิปัสนาเป็นรถ สมถะเป็นน้ำมัน รถที่ขาดน้ำมัน มันจะวิ่งไหมหล่ะ พองหนอ ยุบหนอก็ดี
นะ มะ พะ ธะ ก็ดี สัมมาอรหังก็ดี ล้วนแต่เป็นปุ๋ยให้พระนิพพานเหมือนกันหมด เหมือนต้นมะขามที่กลายเป็นสะเดานั้นไง เข้าใจนะ

จากเพจหลวงปู่ไดโนเสาร์ค่ะ

 

 
สิ่งใด เกิด ... สิ่งนั้น ตาย
สิ่งใด ไม่เที่ยง ... สิ่งนั้น เป็นทุกข์
สิ่งใด เป็นทุกข์ ... สิ่งนั้น เป็นอนัตตา
ผู้ใด เห็นอนัตตา ... ผู้นั้น เห็นพระนิพพานแล

(พระธรรมคำสอน...หลวงปู่ขาว อนาลโย)


พระพุทธเจ้าต้องการให้จิตมันเห็นจิต มันไม่เห็น ให้บริกรรมให้เห็น 

ต้องการให้มันเบื่อหน่าย ให้มันเห็นว่าไม่ใช่ตน 
สิ่งเหล่านี้ ธาตุทั้ง ๑๘ ก็ดี ล้วนตกอยู่ในไตรลักษณ์ทั้งนั้น 
อายตนะก็ดีตกอยู่ในไตรลักษณ์หมดทั้งนั้น 

เรามาสำคัญว่าหู ว่าจมูก ว่าตา ว่าลิ้น ว่ากาย ว่าใจเป็นของเรา
เป็นเหตุให้ยึดมั่นถือมั่น นั่งก็ให้มีความเจ็บ เจ็บบั้นเอว ปวดหลัง ปวดเอว ปวดขาอะไรนั้น สมาธิก็ต้องออก

ท่านจึงให้สู้มัน ไม่ต้องหลบมัน เราจะสู้ข้าศึกก็ต้องอย่างนั้นแหละ ต้องมีขันติความอดทน ทนสู้กับความเจ็บปวดทุกขเวทนา ดูมัน จิตมันถูกอันใดอันหนึ่ง

หลวงปู่ขาว อนาลโย

 

ให้พากันภาวนาอยู่ สมาธิมันไม่มีที่อื่น
ให้นั่งภาวนา พุทโธ ๆ
ไม่ต้องร้องให้มันแรงดอก ให้มันอยู่ในใจซื่อ ๆ ดอก

การภาวนาก็เป็นอริยทรัพย์ภายใน
มันจะติดตามไปทุกภพทุกชาติ
ติดไปสวรรค์ ลงมามนุษย์
มาตกอยู่ในที่มั่งคั่งสมบูรณ์บริบูรณ์
ไม่ยากไม่จน ทรัพย์อันนี้ติดตามไป บ่มีสูญหายดอก
ตามไปจนสิ้นภพสิ้นชาติ
หรือจนเหนื่อยหน่ายต่อความชั่ว
เบื่อหน่ายไม่มีความยินดี ไม่อยากเกิดอีก
ภาวนาไป ๆ ก็จะไปสู่พระนิพพาน
ตามเสด็จพระพุทธเจ้าเท่านั้นแหละ
ก็สบายเท่านั้นแหละ

หลวงปู่ขาว อนาลโย

  
 

เกิด แก่ เจ็บ ตาย ... เป็นของ "ธรรมดาทุกข์"
พ้น จากสิ่งเหล่านี้แล้ว ... เป็น "ธรรมดาสุข"

ใจใด ... เห็นภัยในสังสารวัฎ อย่างเต็มที่
ใจนั้น ... ก็ดับตัณหา และ สมุทัยไปในตัว
ขณะเดียวกัน สติปัญญาก็พลันทันกัน เป็นกองทัพธรรม
พระปัญญา เป็นหัวหน้านำ ไม่ใช่สมาธิหัวตอ

(พระธรรมคำสอน...หลวงปู่หล้า เขมปัตโต)



ใดๆ ในโลกล้วนอนิจจัง ใดๆ ในโลกล้วนทุกขัง ใดๆ ในโลกล้วนอนัตตา ผู้ใดพิจารณาอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ให้เห็นพร้อมกันในขณะเดียว พร้อมกับลมเข้าออก ผู้นั้นก็จะเบื่อหน่าย คลายเมา ในวัฏสงสาร จะสิ้นความสงสัยในวัฏสงสาร จะเป็นตัวมหาศีล จะเป็นตัวมหาสมาธิ จะเป็นตัวมหาปัญญา
(พระธรรมคำสอน...หลวงปู่หล้า เขมปัตโต)

 “..ผู้รักใคร่ภาวนาอยู่เป็นเนืองนิจ เรียกว่าผู้นั้นบารมีแก่กล้าแล้ว ท่านผู้ใดขี้เกียจ ก็ให้ทราบเถิดว่าบารมียังอ่อน เหลวไหลมาก..”

(พระธรรมคำสอน...หลวงปู่หล้า เขมปัตโต)

  
"เบื้องต้น" … พระองค์ได้ยกส่วนผิด ๒ อย่าง
ซึ่งให้พวกเรา ละ เลิก ผู้มุ่งหวังโมกขธรรมเพื่อพ้นทุกข์
คือ กามสุขัลลิกานุโยค และ อัตตกิลมถานุโยค

"กาม" คือ ความรัก ... "อัตต์" คือ ความชัง
ถ้าจิตใจของเรา ยังเอียงมาข้างรักบ้าง เอียงข้างชังบ้าง
ก็ไม่ถูกมัชฌิมาปฏิปทา ทางสายกลาง

(พระธรรมคำสอน...พระอาจารย์จวน กุลเชฏโฐ)

 


แม้ภูเขาสูงแสนสูง หากบุคคลผู้มีความเพียร
พยายามปีนป่ายขึ้นไป จนถึงยอด ... ภูเขาสูงแสนสูง
ก็ต้องอยู่ ใต้ฝ่าตีนของคนผู้นั้น


(พระธรรมคำสอน...หลวงปู่ท่อน ญาณธโร)



 
 

ถ้าจิตเหม็นเสียอย่างเดียว วาจาก็เหม็นด้วย
ถ้าเอ็งหมั่นชำระจิต ให้หายเหม็น วาจาก็หายเหม็นได้
ส่วนกายนั้น แก้ไม่ได้ มีแต่ขี้ทั้งนั้น

จิตนั้นแก้ได้ ต้องแก้ที่จิต ทุกข์-สุข-เกิด-ดับ
ต้องแก้ที่ตรง จิตนี้ ... สิ้นทุกข์-สุข รู้เกิด-ดับเมื่อไหร่
จิต ก็หายเหม็นเมื่อนั้น


(พระธรรมคำสอน...หลวงปู่บุดดา ถาวโร)
 
จงเชื่อเถิดว่า บาปมี บุญมี สวรรค์มี นรกมี
ผู้ที่สร้างบาป ก็เหมือนกับ การดื่มยาพิษ ... อย่างไรเสีย
ย่อมได้รับโทษภัย ... เพียงแต่ว่า ยาพิษนั้น จะส่งผลเร็วหรือช้า

(พระธรรมคำสอน...หลวงปู่ศรี มหาวีโร)


ผู้เกิดมาพบพระพุทธศาสนาเป็นผู้มีบุญอย่างยิ่ง แต่ผู้ปฏิบัติพระพุทธศาสนา คือปฏิบัติให้จริงตามที่สมเด็จพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงสอนเป็นผู้มีบุญสูงสุด


พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาที่ประเสริฐสุด ไม่มีที่เปรียบได้ เพราะพระพุทธศาสนาเท่านั้นที่จะพาไปให้รู้จักพลังพิเศษ คือความคิดที่สามารถทำลายความทุกข์ได้ ตั้งแต่ทุกข์น้อย จนถึงทุกข์ทั้งปวง จนถึงเป็นผู้ไกลทุกข์สิ้นเชิง ไม่มีเวลากลับมาให้เป็นทุกข์อีกเลย ตลอดไป

ผู้มีพลังพิเศษพาหนีทุกข์ได้ พาดับทุกข์ได้ พาพ้นทุกข์ได้ คือผู้มีความคิดพิเศษ และความคิดพิเศษนี้เกิดได้จากความรู้จักปฏิบัติพระพุทธศาสนาเท่านั้น

"สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก"

คนส่วนมาก ยังมีความเชื่อว่า มีผู้ดลบันดาล ให้เกิดสิ่งต่างๆ ขึ้น
แต่ ทางพระพุทธศาสนาได้ แสดงว่า คนมีกรรมเป็นของตน
จะมีสุข-หรือ-ทุกข์ ... เพราะ "กรรม"

พระพุทธศาสนา ไม่ได้สอนให้คนกลัวกรรม ไม่ได้สอน
ให้ตกเป็นทาสของกรรม หรือ อยู่ใต้อำนาจของกรรม
แต่ สอน ให้รู้จักกรรม ... ให้มีอำนาจเหนือกรรม
ให้ควบคุมกรรมของตน ในปัจจุบัน

(พระธรรมคำสอน...สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราชฯ)
 

เพียรเฝ้าทำจิตให้ว่างจากสิ่่งที่เป็นของหนักคือ ร่างกายเราเขาหรือขันธ์ ๕ 
ขจัดสิ่งวุ่นวายวิตกกังวลเรื่องต่างๆ ออกจากจิตเท่านั้น 
ทางปฏิบัตินิโรธสัญญา ก็เริ่มด้วยตัดจิตให้มีเมตตาไปยังสรรพสัตว์ทั่ว ๓ โลก นรกโลก เทวโลก รักษาศีล ๕ ให้ครบถ้วน

การเฝ้ากำจัดความคิดที่ไม่ดีไร้สาระออกจากจิตก็เป็นสมาธิอย่างหนึ่ง 

การเฝ้าพิจารณาทุกสิ่งทุกอย่างในโลกในที่สุดก็แตกสูญสลายกลายเป็น ดิน น้ำ ลม ไฟ เป็นอากาศ แยกกระจายจากอณูเป็นอะตอมเล็กๆ ละเอียด เป็นธาตุว่าง คือวิปัสสนาญาณ 

ผู้มีศีลเจริญสมาธิภาวนานิดเดียวตั้งจิตทำเพื่อจิตเข้าสู่ความสุขอย่างยิ่งคือ พระนิพพาน ก็เข้าถึงเมืองแก้วพระนิพพานได้ง่าย

หลวงพ่อดาบส สุมโน

วิธีทำจิตให้สะอาดว่างจากกิเลสแบบให้สังเกตหรือจับดูอารมณ์ตามความเป็นจริง แต่มิใช่ให้จับแบบยึดมั่นถือมั่น 

คือจิตมันชอบคิดเรื่องต่างๆอยู่เสมอ มันคิดอะไรก็เอาเรื่องนั้นแหละมาพิจารณาดูให้ลึกและไกลออกไป ให้เห็นความไม่คงที่ จะเป็นไปในทางที่ดีหรือไม่ดีก็เท่ากัน ไม่มีอะไรเป็นจริงเป็นจัง เป็นแก่นสารย่อมถึงความแปรผันดับสูญเสมอกัน 

เงาในกระจกหรือเงาในน้ำมิใช่ของจริงฉันใด สรรพสังขาราทั้งหมดก็ไม่ใช่ของจริงฉันนั้น หรือจะมองชีวิตทั้งหมดนี้เหมือนความฝันก็ได้ เพราะจุดจบของชีวิตคือความตาย ความตายของชีวิตร่างกายของคนนี่แหละ คือการตื่นจากความฝัน คือจิตออกจากร่างไปหาที่อยู่ใหม่ ที่อยู่ใหม่ของเราท่านเที่ยงแท้แน่นอนไม่ยอมแปรผันอีกต่อไปคือ แดนอมตะทิพยนิพพาน

หลวงพ่อดาบส สุมโน

นิพพานธาตุ คือ นิโรธธาตุ อันเดียวกัน 

มีอยู่ทุกหนทุกแห่ง แม้ในจิตเราท่านที่อยู่ในร่างกายที่สกปรกนี้

ทำจิตให้เข้าถึงพระนิพพานได้ทันทีทั้งๆที่ยังไม่ตาย นิพพานไม่ใช่มนุษย์โลก เทวโลก พรหมโลก แต่อยู่เหนือโลกทั้งสิ้น มีอยู่ทั่วไปถ้าจิตดับทุกข์ดับขันธ์ ๕ ว่างจากกิเลสจะรู้สภาวะพระนิพพานทันที 

นิโรธสัญญา คือทำจิตให้ว่างไม่มีอารมณ์ใดๆ ทั้งปวง คือเฉยๆ จิตจะสะอาดปล่อยวางจากทุกสิ่งทุกอย่างทั้งโลก รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส

จิตจะเข้าสู่ภาวะ ที่เป็นจิตพุทธะดั้งเดิม จิตประภัสสรนิโรธสัญญา ทำจิตให้ว่างจากพันธะใดๆในโลก

จะทำวิชชาให้สำเร็จด้วยฤทธิ์ก็ย่อมได้ เพราะจิตสงบทรงตัว แต่ท่านที่เจริญความว่างทางจิตแบบนี้ ท่านไม่ต้องการอิทธิฤทธิ์ใดๆ ความรู้พิเศษใดๆอีก ทั้งสิ้น เพราะจิตท่านอิ่มด้วยความสุข สงบ สบาย สว่างสดใส ไม่ต้องการอะไรอีกต่อไป เป็นความสุขยอดเยี่ยม

ไม่สามารถบรรยายเป็นตัวหนังสือได้

หลวงพ่อดาบสสุมโน


สถานทูตจีนจัดงาน 28ก.ค. เชิญ คสช. ร่วม




ฑูตจีนประจำ UN ออกมาพูดเตือนสหรัฐอเมริกา ที่จุ้นกิจการภายในของจีน ในปี 1997 ว่า อย่าเสือก อย่างสุภาพแต่เจ็บแสบ ว่า

"Different values should be permitted in the world today. You cannot use one world's standard and demand that every one adhere to it. You use knife and fork in the west. We have more than 2000 years of history. Let us use chopstick."


ลุ้นทูตคริสตี้หน้าแตก! สถานทูตจีนจัดงาน 28ก.ค. เชิญ คสช. ร่วม-รอดูใครเพื่อนมากกว่ากัน
ไพศาลเผยสถานทูตจีนจ่อจัดงานวันสถาปนากองทัพปลอดแอกฯ 28/7 นี้ เชิญ คสช. ผู้นำเหล่าทัพเข้าร่วมด้วย ลุ้นเพื่อนของจีนน้อยหรือมากกว่าเพื่อนของมะกัน
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้(6 ก.ค.)ในFBของไพศาล พืชมงคล(Paisal Puechmongkol) นักวิเคราะห์การเมืองชื่อดัง ได้โพสต์ข้อความว่า "สถานทูตจีนจัดงานวันสถาปนากองทัพปลดแอก ปชช.จีนวันที่ 28/7 นี้เชิญ คสช.&ผู้นำเหล่าทัพ&ภาคส่วนต่างๆไปร่วมงาน งานนี้คงคึกคักมากติดตามดูกันครับว่าเพื่อนของจีนจะมากหรือน้อยกว่า เพื่อนอเมริกา"
ทั้งนี้ก่อนหน้านี้ เมื่อ 3 ก.ค.ที่ผ่านมา ทางสถานทูตสหรัฐฯ โดยนางคริสตี้ เคนนีย์ ออฑ.หญิง ใน กทม.ได้จัดงานฉลองวันชาติสหรัฐฯปีที่238 โดยจัดขึ้นที่โรงแรมคอนราด ถนนวิทยุ ซึ่งไม่ได้เชิญฝ่าย คสช. เข้าร่วมด้วย แต่กลับเชิญแกนนำเสื้อแดง & คนของ รบ. ชุดที่แล้วเข้าร่วมอย่างพร้อมหน้า จนทำให้ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างมาก ต่อท่าทีดังกล่าวของสหรัฐฯ

เปิดโปงนักวิชาการสมุนอเมริกันบ่อนทำลายประเทศไทย





เปิดโปงนักวิชาการสมุนอเมริกัน
โดย ชัยอนันต์ สมุทวณิช 6 กรกฎาคม 2557 18:40 น.
หลังจากที่ผมเขียนเรื่อง “จัดอันดับอเมริกา” ไปแล้วก็มีผู้แสดงความคิด
เห็นเพิ่มเติมมาอีกมากว่า อเมริกายังติดอันดับความชั่วร้ายอีกหลายอย่างเช่น การมียาเสพติดแหล่งใหญ่ที่สุด คนอเมริกันแม้กระทั่งดาราดังๆ ก็เสพยากันงอมแงม อีกเรื่องหนึ่งก็คือเรื่องเซ็กซ์ที่แพร่หลายมาก ทั้งหนังโป๊ หนังสือโป๊ และที่อเมริกาว่าคนอื่นค้าแรงงานเด็ก อเมริกาเองก็ได้ชื่อว่าค้าแรงงานเด็กเหมือนกัน แต่ไม่ได้เป็นการค้าแรงงานธรรมดา หากเอาเด็กมาบำเรอทางเพศ ที่อเมริกามีสถิติสูงมากที่คนเอาเด็กอายุ 10 กว่าขวบมาถ่ายหนังโป๊ และโฆษณาค้ากาม

ผู้ใหญ่ที่ผมเคารพและนับถือผู้หนึ่งได้กรุณาส่งบทความมาให้อ่าน เป็นการเปิดโปงการที่อเมริกาให้การสนับสนุนขบวนการให้ร้ายเมืองไทย และทำลายสถาบันพระมหากษัตริย์ องค์กรตัวร้ายที่สุดก็คือ National Endowment for Democracy (NED) องค์กรนี้เป็นแม่ข่ายสนับสนุน NGO ในประเทศไทยหลายองค์กร รวมทั้งประชาไท และมูลนิธิ Enlawthai ด้วย นอกจากนั้นก็ยังมี Community Education Media และ Human Rights Lawyers Association องค์กรเหล่านี้ล้วนแล้วแต่ต่อต้านการรัฐประหาร และเรียกร้องให้มีการคืนประชาธิปไตยโดยเร็ว

ไม่ค่อยมีคนรู้ว่า ประชาไท นั้นได้รับเงินสนับสนุนจาก NED ปีละหลายล้านบาท สมาชิกประชาไทต้องจ่ายเงินบำรุงองค์การโดยไม่รู้ว่าองค์การนี้ ที่แท้ก็มีเงินช่วยเหลือจากสหรัฐอเมริกาจำนวนมหาศาล แม้กระนั้นการเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับความช่วยเหลือจากต่างประเทศนี้ ก็เปิดเผยแต่เพียงบางส่วนเท่านั้น เว็บ
ไซต์ของ NED ระบุว่า ประชาไท เป็นผู้รับเงินรายหนึ่งของ NED

ที่เชียงใหม่ซึ่งเป็นแหล่งใหญ่ของผู้สนับสนุน พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เช่น “รักเชียงใหม่ 51” ในมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ก็มีนักวิชาการชื่อย่อ ป.ล.ทำการศึกษาพวกเสื้อแดง มีการจัดสัมมนาโดยชี้ให้เห็นว่าพวกเสื้อแดงสนับสนุนประชาธิปไตย และแสดงความชื่นชมคนกลุ่มนี้ นักวิชาการผู้นี้อ้างว่าเธอเป็นเจ้าของร้านหนังสือที่ USAID ให้ความช่วยเหลือ และยังได้รับเงินจากมูลนิธิ Open Society Foundation ของมหาเศรษฐี George Soros อีกด้วย ที่จริงแล้วร้านหนังสือนี้ก็คือองค์การบังหน้าการเคลื่อนไหวสนับสนุนทักษิณนั่นเอง

นักวิชาการผู้นี้เรียกร้องให้รัฐบาลต่างชาติกดดันคณะทหารให้มีการคืนอำนาจโดยเร็ว นักวิชาการผู้นี้ยังปกป้องรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ อีกด้วย โดยเธอทำตัวเป็นนักสิทธิมนุษยชน และนักประชาธิปไตย

ที่มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ ฝ่ายทักษิณก็อาศัยนักวิชาการอีกกลุ่มหนึ่งเป็นหัวหอก โดยมีองค์กรที่อ้างตัวว่าเป็นกลาง และต้องการปกป้องประชาธิปไตย และสนใจที่จะให้มีการแก้ไขกฎหมายอาญาเกี่ยวกับการหมิ่นสถาบันพระมหากษัตริย์ นักวิชาการกลุ่มนี้มีการติดต่อกับทนายของ พ.ต.ท.ทักษิณคือ นาย Robert Amsterdam โดยตรง ทั้งนี้นาย Amsterdam เป็นคนคอยบงการว่ากลุ่มควรเดินเกมอย่างไร กลุ่มนี้แท้ที่จริงแล้วก็คือการ Rebrand ระบอบทักษิณนั่นเอง นี่เป็นตัวอย่างของการใช้นักวิชาการให้เป็นประโยชน์

แม้ว่าคนไทยจำนวนมากจะรู้ว่านักวิชาการกลุ่มนี้รับใช้ทักษิณ แต่น้อยคนนักจะคาดคิดว่า นักวิชาการเหล่านี้ต่างก็มี “ผลประโยชน์ทับซ้อน” นักวิชาการ ส.ส.ได้ถูกจับกุมภายหลังการรัฐประหารหลังจากที่กลับจากอเมริกา โดยเธอยอมรับว่าได้ทุนจากสถานทูตอเมริกันเดินทางไปดูงาน นักวิชาการผู้นี้ยังเป็นผู้จัดทำรายงานส่ง 2013 Freedom House เกี่ยวกับสถานการณ์สิทธิมนุษยชนในประเทศไทย เวลามีการเสนอรายงานก็มีนาย Robert Amsterdam นั่งอยู่แถวหน้ากับนักล็อบบี้อีกคนหนึ่งคือ นาย Kenneth Edelman นอกจากนั้นเธอยังเป็นทนายแก้ต่างให้ผู้อำนวยการประชาไทอีกด้วย ในขณะที่นักวิชาการผู้นี้ และกลุ่มที่เธอสังกัดอยู่พยายามแสดงตัวว่าเป็นผู้พิทักษ์รักษาประชาธิปไตย และสิทธิมนุษยชนในประเทศไทย แต่องค์การนี้ก็ไม่มีความโปร่งใส และมีผลประโยชน์ทับซ้อน แท้จริงแล้วคนพวกนี้ก็คือนักล็อบบี้ในคราบนักวิชาการนั่นเอง

ดังนั้น เราจึงเห็นว่าอเมริกามีหลายองค์กรที่ทำหน้าที่บ่อนทำลายประเทศไทย โดยอาศัย NGO และนักวิชาการหลายกลุ่ม วิธีการหนึ่งก็คือให้มีการจัดอันดับโดย Freedom House ว่าประเทศใดมีความเป็นประชาธิปไตยมากน้อยเพียงใด ดังนั้น เวลาอเมริกาจัดอันดับอะไร เราก็ต้องรู้ว่าเบื้องหลังนั้นการกระทำเหล่านี้ก็เป็นการทำลายประเทศเรานั่นเอง

วันอาทิตย์ที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

สนง.ทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์/เทวดาที่ฉันเห็น

เสด็จกรุงโรม ปี พ.ศ.2503 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ เสด็จเยี่ยมโป้ป แห่งกรุงโรมประเทศอิตาลี พร้อมด้วยคณะรัฐบาลไทย เมื่อปี พุทธศักราช 2503 King And Queen Of Thailand: Audience With Pope (1960)  Cr.By British  Pathé on youtube channel. 



ท่านทราบไหมว่า วังที่ในหลวงพระทับที่สวนจิตรนั้น เป็นบ้านที่เล็กกว่าบ้านของเศรษฐีไทยหลายพันคน และเล็กกว่าแม้กระทั่งบ้านของอดีต รมต.หลายร้อยคน วังสวนจิตรลดาถึงแม้จะมีบริเวณใหญ่แต่ส่วนที่เป็นที่ประทับมีบริเวณเล็กมาก ที่ดินส่วนใหญ่เป็น โรงเรียน โรงงานทดลองทำปุ๋ย เลี้ยงวัว ทดลองปลูกข้าว

บุคคลทั่วไปก็เข้าไป รร.จิตรลดา ได้โดยขอแลกบัตร ได้ทุกคน จากบริเวณโรงเรียน ก็มองเห็นอาคารที่ประทับได้ห่างออกไปไม่ถึง 100 เมตร

ใครอยากจะเห็นด้วยตาตนเอง ก็เข้าไปดูได้สะดวก ง่ายๆ ผมเห็นว่าพระองค์ท่านกิน อยู่ แบบคนไทยชั้นกลางทั่วไป ไม่ใช่แบบเศรษฐีไทย อย่างแน่นอน

คนซ่อมรองพระบาท (รองเท้า) ของพระองค์ท่าน ได้เล่าให้พวกเราได้รับทราบว่า ท่านจะส่งรองเท้าเก่าท่านมาซ่อมตลอด จนซ่อมไม่ไหว รองพระบาทเก่าคู่นั้น ช่างยังเก็บไว้ให้เราไปดูได้

สมาคมทันตแพทย์ไทย ไปขอพระราชทานหลอดยาสีฟันเก่า ที่ทรงใช้ได้จนหยดสุดท้าย โดยรีดจนหลอดแบนเป็นกระดาษ ไปขอดูที่สมาคมได้

เกี่ยวกับทรัพย์สินมูลค่ามาก ของสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตรย์ ที่ฝรั่งไปเอามูลค่าของบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ เช่น บริษัทปูนซีเมนต์ไทย ธนาคารไทยพาณิชย์ มารวมว่าเป็นทรัพย์สินของในหลวงด้วยนั้น ไม่ใช่ครับ

ที่เป็นของพระองค์ท่านส่วนพระองค์ มีครับแต่ไม่มาก เรียกว่า "ทรัพย์สินส่วนพระองค์" และจะต้องเสียภาษีอากรภายใต้กฏหมายเหมือนประชาชนทั่วไป

ทรัพย์สินของพระมหากษัตริย์เดิม ส่วนที่ถูกยึดมาเป็นของรัฐ หลังปฎิวัติ 2475 นั้น ตกเป็นของรัฐทั้งหมด เห็นได้ว่าทรัพย์สินส่วนนี้จึงไม่ต้องเสียภาษี เหมือนส่วนที่เรียกว่า "ทรัพย์สินส่วนพระองค์"

สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ จัดตั้งขึ้นโดยรัฐบาลยุคเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 ให้ รมต.คลังของรัฐบาลเป็นประธานควบคุมดูแล ที่จริงก็คือทรัพย์สมบัติของราชวงค์จักรีเดิม ถูกยึดมาเป็นของกลาง เป็นของรัฐฯ หมดแล้ว หลังจากได้ยึดอำนาจจากระบบปกครองโดยกษัตริย์ โดยรัฐบาลใดๆ ที่ชนะการเลือกตั้งก็จะได้สมบัติที่ยึดมาทั้งหมดนี้ไปดูแล ที่ดินของราชวงค์จำนวนมากก็ถูกยึดมาเรียกว่า ที่ดินราชพัสดุ กระทรวงการคลังดูแล
ธนาคารออมสิน ธนาคารที่ ร.6 ตั้งด้วยเงินส่วนพระองค์เริ่มต้นเอง ปัจจุบันมีเงินเพิ่มพูนเป็นแสนล้าน ก็กลายเป็นธนาคารของรัฐ 100 เปอร์เซ็นต์ ใช้ระเบียบที่ ร. 6 ท่านวางไว้ เดิมให้เสนาบดีพระคลังเป็นคนดูแล ปัจจุบัน รมต.คลังเป็นคนดูแลเอง ตั้งกรรมการได้เองทั้งคณะ รัฐบาลจึงเอาเงินไปใช้ได้สะดวกมาก พระราชวงค์ไม่มีสิทธิ์ใดๆ ในธนาคารเลย

ผมเป็นคนไทยธรรมดา มิได้เกี่ยวข้องเป็นราชนิกูลแต่อย่างใด มีเชื้อสายบรรพบุรุษ เป็นมอญ ลาว จีน มีเชื้อสายไทยแค่ 1 ใน 4 เท่านั้น แต่ก็ได้เกิดมาในประเทศไทยที่มีความสุขและมีกษัตริย์ที่ดี ผมจึงรักในหลวงมาก การใส่ร้ายพระองค์ท่านต่างๆในขณะนี้ ไม่ให้ความเป็นธรรมกับพระองค์ท่านเลย และเริ่มมีคนหลงไหล และเชื่อคำให้ร้ายต่างๆ เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ

จึงต้องออกมาชี้แจง ข้อเท็จจริงมีอยู่ พิสูจน์ได้ ใครยังไม่เห็นจริงก็ออกมาโต้ได้ อย่าเชื่อโดยไม่พิสูจน์ก่อน

ขอแสดงความนับถือ
รองศาสตราจารย์ ดร.ต่อตระกูล ยมนาค

 

●รอยสรวลของพระองค์ ฯ
______________________
หมายเหตุ: พระบรมฉายาลักษณ์ถ่ายในช่วงงานแข่งเรือใบ

 



●●เทวดาที่ฉันเห็น


เทวดาที่ฉันเห็น...
ไม่ได้อยู่ทิพย์วิมานเลิศหรูวิจิตรจินดา แต่เทวดาที่ฉันเห็น..
ท่านมักอยู่ตามป่าตามเขา ท้องถิ่นทุรกันดารเพื่อดูทุกข์สุขของประชาชน

เทวดาที่ฉันเห็น...ไม่ได้มีฤทธิ์เหาะเหินเดินบนอากาศได้ แต่เทวดาทีฉันเห็น....
ท่านเดินดินบุกป่าเขาลำเนาไพร ห้วย หนอง คลองบึง ท้องถิ่นทุรกันดารเพื่อไปช่วยเหลือประชาชน

เทวดาที่ฉันเห็น...ไม่ได้มีหูทิพย์ตาทิพย์ แต่ท่านกลับได้ยินเสียงร้องได้เห็นความทุกข์ยากของประชาชน แม้เสียงนั้นจะ แผ่วเบาอยู่ไกลแสนไกลทุรกันดารเพียงใดก็ตาม แต่ก็หาได้พ้นสายพระเนตรพระกรรณของท่านไม่

เทวดาที่ฉันเห็น...ไม่ได้มีมนต์วิเศษที่จะเสกนำ้ทิพย์อันแสนวิเศษได้ แต่ที่ฉันเห็น...เหงื่อของท่านอันเกิดจากการตรากตรำทำงานอย่างหนักเพื่อความสุขของคนทั้งแผ่นดิน นั่นคือน้ำทิพย์ที่แสนวิเศษที่ให้ความชุ่มชื้นแก่คนทั้งแผ่นดินอย่างแท้จริง

เทวดาที่ฉันเห็นนั้น...ท่านทำงานให้กับประชาชนและแผ่นดินนี้มายาวนานหกสิบกว่าปีแล้วนับ ถามว่าคนบางกลุ่มยังจะให้ท่านต้องทำอะไรอีกหรือพวกคุณ
ถึงจะพอใจซะที

และนี่ก็คือเรื่องราวของเทวดาที่ฉันได้เห็นในชีวิตจริง

วันเสาร์ที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

เงื่อนไขที่วีระไม่สามารถยอมรับได้/ความลับห้อง15แห่งคุกเปรย์ซอว์




สองในสามของแขกวีไอพีจากเพื่่อไทยที่เข้าพบคนจริง วีระ สมความคิด ที่เรือนจำเปรย์วอร์ เพื่อให้ความช่วยเหลือ (โดยมีเงื่อนไขที่วีระไม่สามารถยอมรับได้) คือ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ และ พล.อ.ชัยสิทธิ์ ชินวัตร ... วีระยังไม่ได้เปิดเผยเบื้องลึกเบื้องหลังของการเข้าพบดังกล่าว หลังวีระปฏิเสธไม่รับเงื่อนไขในการช่วยเหลือได้เป็นสาเหตุสำคัญให้ต้องพักยาวในคุกเปรย์ซอร์ โดยที่รัฐบาลของนางแด๊ะแด๊ะ ที่มีความสัมพันธ์อย่างดีมากกับกพช.เลือกที่จะไม่ช่วยวีระเพราะไม่ได้ประโยชน์อย่างที่ต้องการ เป็นเรื่องน่าเศร้าครับที่มีรัฐบาลเยี่ยงนี้ โชคดีที่มีคสช.ทำให้เห็นธาตุแท้ของนักการเมืองพวก sat narok ที่มาจากอเวจี มองแต่ผลประโยชน์ส่วนตัวเฉพาะหน้า...
...เสธน้ำเงินมีข้อมูลลึกที่น่าสนใจเลยเอามาฝาก....
ด้วยนโยบายประชานิยมเผาไทย การทุ่มซื้อเสียงแบบหมดหน้าตัก ส่งผลให้ส่งปูเน่า ขึ้นเป็นนายกฯ ได้ในเวลา 45 วัน แต่ก็ยังทำให้คนแดนไกล กลับมาประเทศแบบเท่ห์ๆ ยังไม่ได้อยู่ดี จึงเป็นที่มาของการส่งคนไปเจรจายื่นเงื่อนไขต่อรองกับ วีระ สมความคิด ในคุกเขมรถึง 3 ครั้งว่า หากช่วยให้เขมรปล่อยตัวออกจากคุกได้ เขาต้องรับเงื่อนไขในการล้มคดีความที่เขาเป็นผู้ร้อง เกี่ยวกับการทุจริตของคนแดนไกล และเหล่าบรรดาสมุน ที่คดีคาอยู่ที่ในกระบวนการยุติธรรมขั้นตอนต่างๆ และต้องหยุดขุดคุ้ยต่อตลอดไป ที่สำคัญคือรัฐบาลปูเน่าต่อรองเรื่องพื้นที่พิพาทเขาพระวิหารด้วย เพราะในช่วงรัฐบาลปูเน่า ความสัมพันธ์ของทั้งสองประเทศดีมาก มีการไปมาหาสู่กัน มีการทำธุรกิจร่วมกัน หากวีระยอมทำตามเงื่อนไขทุกอย่างง่ายมาก แต่วีระ เป็นคนยอมหัก ไม่ยอมงอ เหมือนเรืองไกร ที่ยอมแพ้ต่อผลประโยชน์อันหอมหวล วีระจึงปฏิเสธเงื่อนไขนั้นทั้ง 3 ครั้ง เพราะเห็นว่าชาติจะเสียประโยชน์และเขาก็ติดคุกเขมรมาระยะแล้ว จึงขอเสียสละเพื่อชาติยอมติดคุกต่อไปไม่ให้เสียของ โดยมีภรรยาเขาจากเมืองไทยไปเยี่ยมทุกสัปดาห์
ช่วงนั้นบิ๊กสีเขียวยังไม่มีอำนาจเต็มที่จะช่วยวีระ เพราะรัฐบาลเผาไทยมีปูเน่า

เป็นนายกฯ จังก้าขัดขวางอยู่ เนื่องจากจากคนแดนไกลและพวกยังไม่ได้ประโยชน์ใดเลยจากวีระ หากวิ่งเต้นให้เขมรปล่อยตัวออกมา  จนบิ๊กสีเขียวยึดอำนาจเป็น คสช. มีอำนาจเต็มจึงเดินกลศึกเงียบๆ แบบเหนือเมฆ เพราะวิเคราะห์ว่าเขมร ใช้การทหารนำการเมือง และอาศัยจังหวะทองเรื่องแรงงานเขมรอพยพกลับบ้าน โดยต่อสายตรงไปทางกองทัพบกเขมร คุยกันแบบทหารคุย ขอกันดื้อๆ ให้ปล่อยตัววีระ
จากนั้นต่อสายไปทางจีน ให้ช่วยเจรจากับฮุนเซน ที่เกรงใจจีนมากในอีกทางหนึ่่ง โดยกลศึกนี้ไม่ผ่านกระทรวงต่างประเทศ ตามแบบแผนปกติทางการทูตในตำราทั่วไปที่กระทำกัน ถือเป็นพิชัยสงครามขั้นเทพมาก และปิดเป็นความลับมาตลอด มีเพียงการส่งผู้ช่วยทูตทหาร ไปบอกวีระ ที่คุกเขมรเมื่อวันที่ 13 มิ.ย.57 สั้นๆ ว่า "ตอนนี้ คสช.กำลังหาทางช่วยอยู่ "
หลังการเจรจาลับกับฮุนเซน บรรลุผลเรียบร้อย ฮุนเซ็น ก็ออก พรก.อภัยโทษวีระ รอไว้ จากนั้นบิ๊กสีเขียว ก็ส่งคณะปลัดกระทรวงการต่างประเทศ ไปเขมรทันทีทำให้ดูเนียนๆ เป็นทางการสัักหน่อย ฉากการเข้าพบฮุนเซน แบบการเยือนระหว่างประเทศเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 1 ก.ค.57 โดยคณะจากไทยเปิดฉากเจรจาเรื่องแรงงานเขมร ฮุน เซ็น นั่งพงักหน้าหงึกๆ อยู่พัก เห็นว่าฝ่ายไทยไม่เริ่มคุยเรื่องวีระเสียที จึงบอกว่ามาคุยตรงประเด็นเลย มาขอปล่อยตัววีระใช่ไหม?
ฝ่ายไทยจึงเริ่มเปิดประเด็นเรื่องวีระ โดยนำหนังสือขอบคุณชมเชยเขมรในมิตรไมตรีของประเทศเพื่อนบ้าน ที่เข้าใจสถานการณ์การเมืองในไทย ลงนามโดย บิ๊กสีเขียว คสช.มาให้ฮุนเซน ทำให้เขายิ้มแก้มปริ เขิน ที่ได้รับคำชมกันเป็นทางการหนังสือจากไทยเสียขณะนี้  ฮุนเซ็น จึงล้วงมือไปในกระเป๋าเสื้อนอก หยิบกระดาษ 1 แผ่นเป็น พรก.อภัยโทษ ให้วีระ แล้วถามปลัดกระทรวงการต่างประ เทศไทย ว่าจะรับตัวไปวันนี้ หรือ พรุ่งนี้ ฝ่ายไทยจึงบอกว่า ขอรับตัววันนี้เลย จากนั้นคำสั่งปล่อยตัววีระ ถูกส่งไปคุกเปรซอร์ ของเขมรอย่างรวดเร็ว  ผู้คุมมาเรียกตัววีระ ที่ห้องขังว่าจะปล่่อยตัวตอนนี้เลย สร้างความงุนงงให้วีระ มาก และไม่คิดว่าจะจริง แต่พอเขาถูกปล่อยตัวออกเดินออกมา เพื่อนนักโทษ ก็ส่งเสียงเชียร์อวยพรเขาให้กลับมามีตำแหน่่งสำคัญในไทย โดยมีคณะทูตไทย และภรรยารอรับตัวเขาสู่อิสระภาพ นำตัวกลับเมืองไทยในวันรุ่งขึ้นทันที เมื่อมาถึงเมืองไทย เขาได้รับการต้อนรับอบอุ่นเยี่ยง "วีรบุรุษ สมความคิด" ตามชื่อของเขา แต่ด้วยเขามีคดีปิดสนามบินค้างเก่ามาสมัยพันธมิตร ตรวจคนเข้าเมือง จึงส่งมอบตัวเขาให้กองปราบปรามตามขั้นตอนกฎหมาย โดยมีทนายนิติธร ยื่นหลักทรัพย์ 1 แสนบาทประกันตัว และตำรวจก็พิจารณาให้ประกันตัวทันที
จากนั้นเขาจึงเดินทางไปสันติอโศก เพื่อกราบไหว้ครูบาอาจารย์ที่เคารพนับถือ ตามธรรมเนียมไทย และกลับบ้านไปหาแม่ที่จากกันมานาน แล้วพบหน้าครอบครัว อยู่กันพร้อมหน้าอย่างมีความสุข เขามีคิวนัดสัมภาษณ์กับสื่อมวลชนจำนวนหลายแห่ง และคิวเข้าพบขอบคุณบิ๊กสีเขียว คสช.ด้วยตัวเองด้วย
แต่คุณวีระ เขาใจเย็นพอ ที่ช่วงนี้เขาจะไม่เปิดเผยว่าในสมัยปูเน่า ส่งใครไปเจรจาช่วยพี่ชายคนแดนไกลถึง 3 ครั้ง และเงื่อนไขนั้นมีรายละเอียดอย่างไร เพราะเขาอ่านกลศึก ของบิ๊ก คสช.ขาด ว่าการช่วยเขากลับมาครั้งนี้ ก็เพื่อเป็นพยานให้ ปปช. และศาล ในคดีเก่าๆ ที่เขายื่นร้องค้างไว้ให้เดินหน้าได้นั่นเอง
การเปิดเผยอะไรเสียหมด จะเสียการใหญ่ภายหน้าโดยใช่เหตุ เขาคิดถูกแล้วที่ยังปิดจุดสำคัญนี้ไว้ เพราะมันจะเป็นหลักฐานมัดคนไปเจรจาให้ดิ้นไม่หลุด ตามกลยุทธ์ เดินทีละก้าว กินข้าวทีละคำ แต่ทำอย่างมั่นคง ของพยัคฆสีเขียว
นักพิชัยสงครามที่ดี "การรบที่ดีที่สุด คือ การไม่รบ" ดังนั้นกลุ่มคนที่กำลังยุยงให้คุณวีระรบ เปิดเผยความลับปริศนาการเจรจาดำมืดกับแก็งค์แบล็คเมล์ในครั้งนั้น คือกำลังยุให้คุณวีระทำเสียของ ซึ่งคิดว่าคุณวีระเขาจะใจนิ่่งพอ และรู้ว่าเวลาข้างหน้าช่วงใด จึงจะเปิดเผยได้




ความลับห้อง15แห่งคุกเปรย์ซอว์

กลายเป็นเรื่องไม่คาดฝันสำหรับครอบครัว “สมความคิด” หลังประเทศกัมพูชาได้พระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษ “วีระ สมความคิด” แกนนำกลุ่มคนไทยหัวใจรักชาติ พ้นจากการถูกจองจำอยู่ในเรือนจำเปรย์ซอว์ ในคดีโจรกรรมข้อมูล....... อ่านต่อได้ที่ : http://bit.ly/1mvwGPe

คนจริงอย่างคุณวีระ ไม่ช้าคุณวีระก็จะเปิดเผยหมด ว่าเกิดอะไรขึ้น ทุกคนเป็นกำลังใจให้ค่ะ คุณวีระ เจ็บปวดมาพอแล้วเพื่อชาติ บุญกุศลที่ทำให้ประเทศ จะส่งให้คุณและครอบครัว มีความสุขตลอดกาลนานค่ะ==
****ผ่าประเด็นร้อน
“เอาเป็นว่า เคยมีความพยายามเจรจาในรัฐบาลก่อนหน้านี้ให้มีการปล่อยตัวผมออกมา แต่มีเงื่อนไขที่ผมรับไม่ได้นั่นคือทำให้ประเทศชาติเสียประโยชน์มากกว่าผมเสียประโยชน์”
“การดำเนินการกับผมของฝ่ายกัมพูชา ไม่รู้สึกเสียใจมากเท่ากับคนไทยที่ทำกับผม”
นั่นเป็นคำพูดบางช่วงบางตอนที่จับความได้ของ วีระ สมความคิด แกนนำนักเคลื่อนไหวในนามกลุ่มคนไทยหัวใจรักชาติ ตอบคำถามเกี่ยวกับเจรจาการปล่อยตัวพ้นจากการควบคุมตัวพ้นจากเรือนจำใน กัมพูชา หลังจากถูกคุมขังนาน 3 ปี 6 เดือน ในข้อหารุกล้ำเขตแดนกัมพูชา รวมทั้งข้อหาจารกรรมข้อมูลทางทหาร ซึ่งมีโทษจำคุกทั้งหมดเป็นเวลา 8 ปี ก่อนหน้านี้ วีระ ได้ถูกจับกุมพร้อมกับอดีต ส.ส.กทม.พรรคประชาธิปัตย์ พนิช วิกิตเศรษฐ์ แซมดิน เลิศบุศย์ ผู้ประสานงานกองทัพธรรม นส.ราตรี พิพัฒนาไพบูรณ์ และ ตายแน่ มุ่งมาจน กลุ่มกองทัพธรรม จากการเข้าไปพิสูจน์การรุกล้ำเขตแดนของกัมพูชาที่บ้านหนองจาน ตำบลบ้านโนนหมากมุ่น อำเภอโคกสูง จังหวัดสระแก้ว เมื่อวันที่ 29 ธันวาคม 2553 อย่างไรก็ดีบุคคลดังกล่าวทั้งหมดยกเว้น วีระ ได้ถูกปล่อยตัวกลับมาทั้งหมด ซึ่งรายสุดท้ายก่อนหน้า วีระ คือ น.ส.ราตรี
หากพิจารณาจากจุดเริ่มต้นการจับกุม วีระ สมความคิด ในยุครัฐบาล พรรคประชาธิปัตย์ที่มี นายกรัฐมนตรีชื่อ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ มี สุเทพ เทือกสุบรรณ เป็นรองนายกรัฐมนตรีด้านความมั่นคง มี พล.อ.ประวิตร วงศ์สุวรรณ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม มี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นผู้บัญชาการทหารบก และมี พล.ท.ธวัชชัย สมุทสาคร เป็นแม่ทัพกองทัพภาคที่ 2 การจับกุมในครั้งนั้นเกิดเสียงวิจารณ์กันมากกว่า รัฐบาลไม่พยายามปกป้องคนไทย ที่ทำหน้าที่รักษาดินแดน แทนที่จะใช้มาตรการทางทหารกดดันฝ่ายกัมพูชาให้ปล่อยตัวโดยไม่มีเงื่อนไข เพราะพื้นที่บริเวณนั้นหากอ้างว่าเป็นพื้นที่พิพาท ก็ยิ่งไม่สมควรจับกุมตัว แต่ในความเป็นไปได้ต้องมีการปล่อยตัวแล้วมีการเจรจาเรื่องเขตแดน แต่นี่กลับตรงกันข้าม กลับเห็นภาพที่ปรากฏก็คือ ทั้งตัวนายกรัฐมนตรีตอนนั้นคือ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ มีการแถลงโดยอ้างแผนที่ประกอบเป็นฉากๆสรุปความหมายโน้มเอียงให้เห็นว่า พื้นที่บริเวณนั้น บริเวณที่ วีระ สมความคิด พร้อมกับคนไทยดังกล่าว เป็นพื้นที่ของกัมพูชา ซึ่งก่อนหน้านั้นก็มี พล.อ.ประวิตร วงศ์สุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมในขณะนั้นได้กล่าวสนับสนุนไปแล้ว
อย่างไรก็ดีเมื่อพิจารณาจากท่าทีจากฝ่ายผู้นำไทยแบบนี้มันก็ยิ่งเป็นการ การันตีไปโดยปริยายว่า “วีระรุกล้ำแดนกัมพูชา” ทำให้การแก้ต่างทำได้ยาก อีกทั้งในเวลานั้น วีระ ก็ได้ถูกกองกำลังทหารของกัมพูชานำตัวเข้าไปในกรุงพนมเปญทันที จากนั้นก็มีการเพิ่มข้อหาแตกต่างไปจากคนอื่น นั่นคือ การโจรกรรมข้อมูลทางทหาร ซึ่งถือว่าเป็นข้อหาฉกรรจ์ และในเวลาต่อเมื่อมีการนำขึ้นสู่ศาลกัมพูชาจนมีการตัดสินจำคุกเป็นเวลา 8 ปี และทางฝ่ายกัมพูชาอ้างว่าหากมีการแลกเปลี่ยนนักโทษหรือการร้องขอมาคุมขังใน เรือนจำประเทศไทยได้นั้นต้องมีการถูกคุมขังเกินสองในสามเสียก่อน
ก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม พนิช วิกิตเศรษฐ์ ซึ่งเคยถูกจับกุมพร้อมกับ วีระ สมความคิด ได้ยืนยันว่า มีความพยายามตั้งแต่รัฐบาลของ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จนมาถึง รัฐบาล ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เพื่อหาทางช่วยเหลือ วีระ สมความคิด แต่ไม่ประสบความสำเร็จจนกระทั่งมาเกิดผลเอาในยุคของ คณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) ที่มี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นผู้นำ
ขณะเดียวกันเมื่อย้อนกลับไปพิจารณาเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในยุครัฐบาลยิ่ง ลักษณ์ ชินวัตร เท่าที่ปรากฏก็มีการปล่อยตัว น.ส.ราตรี พิพัฒนาไพบูรณ์ กลับมาได้เพียงคนเดียว ขณะที่ วีระ ยังถูกคุมขังต่อไปแบบไม่มีกำหนด แม้ว่าจะมีความเคลื่อนไหวทำให้เห็นมีความพยายามเจรจาให้ ฮุนเซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชาขอพระราชทานอภัยโทษให้ก็ตาม แต่ก็ได้รับการยืนยันกลับมาว่าทำไม่ได้เนื่องจากยังไม่เข้าเงื่อนไข นั่นคือยังรับโทษไม่ครบสองในสาม
แต่แล้วจู่ๆ วีระ สมความคิด ก็ได้รับการปล่อยตัวออกมาจากกัมพูชา โดย ฮุนเซน ได้ขอพระราชทานอภัยโทษจากสมเด็จพระนโรดม สีหมุณี กษัตริของกัมพูชา หลังจากถูกคุมขังมานาน 3 ปี 6 เดือน พร้อมทั้งเปลี่ยนท่าทีต่อไทยแบบ 360 องศา นั่นคือการประกาศย้ำให้เห็นหลายครั้งว่า “ไม่แทรกแซงกิจการภายในของไทย” และยังย้ำอีกว่าจะไม่ยอมให้คนของรัฐบาล ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร และระบอบทักษิณ ใช้กัมพูชาเคลื่อนไหวทางการเมืองอีกด้วย โดย ฮุนเซน ถึงกับกล่าวออกตัวไว้ว่า “หวังว่า ทักษิณ คงจะเข้าใจ”
เมื่อพิจารณาจากคำพูดข้างต้นของ วีระ สมความคิด ที่เปิดเผยว่ามีความพยายามเจรจาช่วยเหลือให้เขาถูกปล่อยตัวออกมา แต่มีเงื่อนไขบางอย่างที่รับไม่ได้ ในความหมายที่ว่า “ทำให้ประเทศชาติเสียหาย มากกว่าตัวผมเสียหาย”
ขณะเดียวกันเมื่อย้อนรอยกลับไป ในยุครัฐบาล ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ที่แม้ว่าจะมีการปล่อยตัว น.ส.ราตรี พิพัฒนาไพบูรณ์ออกมาก็ตาม แต่สำหรับ วีระ สมความคิด กลับไม่มีความคืบหน้า และหากพิจารณาจากเส้นทางในอดีตก็จะพบความจริงบางอย่างนั่นก็คือ บทบาทของเขาที่เคยแจ้งความดำเนินคดี ทักษิณ ชินวัตร ในคดีทุจริตซื้อที่ดินรัชดา จนนำไปสู่การตรวจสอบของคณะกรรมการตรวจสอบทรัพย์สิน(คตส.) และนำไปสู่การพิจารณาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองจน มีคำตัดสินจำคุก 2 ปี
เมื่อความจริงเป็นอย่างที่เห็นคิดว่า ระบอบทักษิณ รัฐบาล ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร จะช่วยเหลือ วีระ ออกมาหรือ และอีกประเด็นหนึ่งคงมีความเชื่อว่าระบอบทักษิณ จะอยู่ยาว ซึ่งในตอนนั้นหลายคนก็คิดแบบเดียวกัน และในตอนนั้นอาจมีคำพูดปริศนาของ วีระ ที่ว่า มีการเจรจาโดยมีเงื่อนไขที่รับไม่ได้เพราะทำให้ประเทศเสียหายมากกว่าทำให้ เขาเสียหาย หรือเปล่า และคำว่าประเทศเสียหาย เป็นเงื่อนไขที่ ต้องการบีบให้ วีระ ยอมรับความผิด นั่นคือ ยอมรับว่าได้รุกล้ำเขตแดนกัมพูชาหรือเปล่า เพื่อแลกกับการได้รับการปล่อยตัวกลับมา
อย่างไรก็ดีความลับดังกล่าวอยู่ที่ วีระ สมความคิด จะเปิดออกมาเมื่อไหร่เท่านั้นเอง เพื่อกระชากหน้ากากพวกคนขายชาติว่าเป็นใครกันแน่ ใครกันแน่ที่เป็นคนไทยคนที่ทำร้ายเขา และนี่คือการย้อนรอยให้เห็นไปตามความจริงที่เกิดขึ้นมาในอดีตถึงปัจจุบัน !!

MANA PRADITKET

MANA PRADITKET
Handpainted oil painting by Mana Praditket

NIRAN PAIJIT

NIRAN PAIJIT
Original handpainted oil painting by Niran Paijit

PRAYAD TIPPAWAN

PRAYAD TIPPAWAN
ORIGINAL IMPRESSIONAL OIL PAINTING BY PRAYAD TIPPAWAN

Achara 34 (24x36)

Achara 34 (24x36)
ORIGINALl OIL PAINTING

Amornsak Livisit 74 (24x36)

Amornsak Livisit 74 (24x36)
ORIGINAL OIL PAINTING, Impressionist style

Suwan Khanboon 11 (24x24 inches)

Suwan Khanboon 11 (24x24 inches)
Original handpainted oil painting abstract style

NIRAN PAIJIT

NIRAN PAIJIT
ORIGINAL ABSTRACT STYLE OIL PAINTING BY NIRAN PAIJIT

Chavalit (Pong)

Chavalit (Pong)
PINTO Horses

Komez 78 (22x30)

Komez 78 (22x30)
Original handpainted pastel painting on paper

KOMES

KOMES
Handpainted pastel painting by Komez

PRATHOUN

PRATHOUN
ORIGINAL HANDPAINTED OIL PAINTING BY PRATHOUN

THAVORN IN-AKORN

THAVORN IN-AKORN
ORIGINAL OIL PAINTING BY THAVORN IN-AKORN (SIZE 20x30")

THAVORN IN-AKORN

THAVORN IN-AKORN
Original oil painting by Thavorn In-akorn

Facebook


ORIGINAL HANDPAINTED OIL PAINTING

PHOTO GALLERY

PHOTO GALLERY

Facebook

PHOTO GALLERY