GREAT KING OF THAILAND, KING BHUMIBHOL

GREAT KING OF THAILAND, KING BHUMIBHOL
LONG LIVE THE KING BHUMIBHOL

วันเสาร์ที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

หลวงปู่พบเอกสารไทย-สหรัฐ หวังขายพลังงานชาติ/"วันชาติสหรัฐ/เฮๆ ฮาๆ 'สหรัฐ' ในวงนินทาโลก



 อย่าใช้ข้อกฎหมายมาไล่ล่ากัน

“อยากให้มองว่าเราทำเพื่อประเทศ ให้มองในมุมที่เจตนา อย่ามองการใช้ข้อ กฎหมายเป็นข้อลิดรอน หรือเป็นข้อที่จะตัดสิทธิ์ของทุกคนเลย แล้วอย่างนี้เราจะ ทำงานกันลำบาก การพัฒนาประเทศนั้นก็จะลำบาก เรามุ่งแต่ว่าทำทุกอย่างใช้ข้อกฎหมายในการจะตัดสิทธิ์ โดยไม่มองที่เจตนารมณ์ในเบื้องต้น ตรงนี้เราอยากให้ ได้เข้าใจ เราอยากได้ความยุติธรรม” (บทสัมภาษณ์ ยิ่งลักษณ์ น้ำตาซึม เงินกู้ 2 ล้านล้าน)

คุณธาริต เพ็งดิษฐ์ คุณได้ยินนายหัวของคุณพูดไหม คนระดับนายกรัฐมนตรีของ ประเทศไทย พูดอะไรแล้วทำไมลูกน้องของท่าน นายกอย่างคุณ ซึ่งมี ตำแหน่งอธิบดี กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) จะยังไม่เชื่อฟังได้หรือ แล้วไอ้การ ที่คุณแสดง อำนาจบาตรใหญ่ ออกหมายเรียกหมายจับผู้ชุมนุม กปปส. และแกนนำ รวมทั้ง ฉันด้วย คุณจะเอาอะไรมาเป็นบรรทัดฐานในการออกหมายเรียก ขอหมายจับ พวก คุณมารู้เจตนารมณ์ของพวกเราได้อย่างไร พวกเรามาชุมนุมกันเพราะมีเจตนารมณ์ ปกป้องชาติ ศาสน์ กษัตริย์ ป้องกันพวกทรราชทำร้ายทำลายความมั่นคงของ ชาติบ้านเมือง เราต้องการให้คนไทยทุกคนได้ตื่นจากความถูกหลอกหลอน จากระบบ ทรราช ที่พยายามทำให้ประเทศชาติและคนไทยอ่อนแอ จักได้ครอบงำได้ง่าย พวกเรา นักสู้หัวใจสีขาว เมื่อมองเห็นอันตรายของคนในชาติ และบ้านเมือง พวกเราจึงต้อง ออกมาต่อสู้ และขับไล่พวกทรราชให้พ้นจากอำนาจ และปฏิรูปประเทศให้มี ประชาธิปไตยให้มากกว่าที่เป็นอยู่ ให้อำนาจอธิปไตย ต้องเป็นของปวงชนชาวไทย อย่างแท้จริง ให้คนไทยได้ใช้อำนาจนั้นอย่างอิสระ มิต้องให้กลุ่มบุคคลผู้ใดมาครอบงำ หรือจัดซื้อจัดจ้าง เอาอำนาจของปวงชนไป แล้วใช้อำนาจนั้น มาปล้นโกง ทุจริต กลั่นแกล้งสุจริตชน พร้อมทั้งเอาอำนาจของพวกเรา ไปส่งเสริมทุจริตชนให้แข็งแรง ด้วยเจตนารมณ์เหล่านี้ เราจึงออกมาต่อสู้อยู่บนถนน จนทำให้พี่น้องของพวกเรา หลายคนต้องบาดเจ็บล้มตาย โดยไม่มีเจ้าหน้าที่รัฐคนไหน มาเหลียวแลความทุกข์ ของพวกเรา แถมยังโดนกลั่นแกล้งรังแกสารพัด โดยเฉพาะคุณ คุณธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) คุณกำลังใช้อำนาจบาตรใหญ่ ใช้ความ ได้เปรียบทางกฎหมาย และกำลังพล กำลังอาวุธ มาทำร้ายทำลายพวกเรา โดยไม่คำนึง ถึงสาระสำคัญของเจตนารมณ์ที่นายหัวของคุณบอกว่า มันสำคัญ และควรจะอยู่ เหนือข้อกฎหมาย คุณกำลังฝืนคำสั่งของนายหัวคุณ นายหัวคุณ เขาบอกว่าให้ดู เจตนารมณ์เป็นหลัก ไม่ใช่ข้อกฎหมาย แล้วคุณถามเจตนารมณ์ของพวกเราแล้ว หรือยัง คุณรู้ไหมว่าคุณกำลังทำผิดอย่างร้ายแรง เดี๋ยวก็โดนนายหัวคุณปลดหรอก บังอาจละเมิดเจตนารมณ์ อย่าใช้บทบัญญัติของกฎหมาย มากลั่นแกล้งรังแกพวกเรา นักสู้เพื่อประโยชน์ของชาติประชาชน ระวังจะได้นอนคุก นะจ๊ะ

เลิกบ้าอำนาจเสียทีเถิด ฉันอยากจะบอกคุณว่าอำนาจไม่มีได้อยู่กับคุณอย่างยั่งยืน หรอกนะ มีแต่ความดีกับความชั่วตะหากเล่า ที่มันจะติดตามตัวคุณไป หากคุณ ยังจะฝืนรั้นบ้าอำนาจ หรือทำตัวรับใช้คนชั่ว ทรราช รัฐบาลที่ไม่เคารพ ไม่ยอมรับ บทบัญญัติของข้อกฎหมาย คุณนั่นแหละจะโดนบทบัญญัติของก ฎหมายเล่นงาน เสียเอง ระวังจะเจอ มาตรา 157 นะจ๊ะ รู้ไหมว่า คำว่าปฏิบัติ หรือไม่ปฏิบัติ เลือกปฏิบัติน่ะ มันต้องติดคุกและไล่ออกโดยสถานเดียว อายุคุณก็มากขึ้นทุกวันแล้ว คิดมากๆ หน่อย จะได้อยู่เป็นเพื่อนให้แก่ครอบครัว ลูกหลานอย่างพร้อมหน้ายาวนาน ไม่ต้อง ระเห็จระเหเร่ร่อนเหมือนพ่อใหญ่ ทักษิณ ของคุณ

คิดแล้วรู้สึกสงสารคุณจริงๆ คุณกับฉันมันแตกต่างกันมาก ฉันสู้โดยไม่มีต้นทุน เลยไม่กลัวจะขาดทุน แต่พวกคุณสู้โดยมีต้นทุนสูงมาก จนพวกคุณยอมทุ่มทุกอย่าง เพื่อรักษามันไว้ โดยไม่สนใจว่า ใครจะเจ็บจะตาย ส่วนฉันไม่มีอะไร ไม่ได้อะไร ไม่เหลืออะไร พร้อมที่จะตายอยู่ทุกวัน แต่พวกคุณมีอะไรต่ออะไรมากมาย อีกทั้งยัง ไม่พร้อมที่จะตาย ยังเสียดายไปทุกเรื่อง ฉันกับคุณจึงต่างกัน ตรงนี้แหละ ที่เป็นข้อแตกต่างที่สามารถชี้ได้เลยว่า ชัยชนะ จะอยู่ข้างไหน

เจริญธรรม
พุทธะอิสระ
๑๔ มีนาคม ๒๕๕๗ 


https://www.facebook.com/buddha.isara?fref=ts




Friday, 4 July, 2014
๔ กรกฎา "วันชาติสหรัฐ" มหามิตร

วันนี้...๔ กรกฎา "วันชาติสหรัฐ" แต่ดูเหมือนอเมริกันชนไม่ปลื้มนายบารัค โอบามา "ลูกพี่ใหญ่" ของพวกเขาเอาเสียมากๆ เห็นได้จากผลสำรวจคะแนนนิยม ที่ลดฮวบลงเหลือ ๓๐% เท่านั้น ถ้าจะแปล ๓๐% นั้น ออกมาเป็นคำพูด ก็จะได้ประมาณว่า......"ไปตายซะ โอบามา"! ก็น่าเป็นอย่างนั้น ๔ ปีแรกยังพอถูไถ แต่ ๔ ปีหลัง พูดตรงๆ บทบาท-ผลงานโอบามาคือ "ตลกโลก" เก่งแค่ขึ้นยืนบนลังสบู่แล้วจับไมค์คร่อก ขายยาหม่อง กอเอี๊ยะ แค่นั้น ผลงาน ทั้งแก้ปัญหาเศรษฐกิจภายในและการเมืองโลกภายนอก...ห่วยแตก

แต่ก็ยังไม่รู้ตัวเองว่า ในฐานะและบทบาท "มาเฟียโลก" ที่เที่ยววางก้ามเข้าไปยุ่ง-เข้าไปยุแหย่ประเทศโน้น-ประเทศนี้ จนวุ่นวายไปหมดขณะนี้นั้น ตัว "สกังก์" รู้จักมั้ย? นั่นแหละ เอ่ยชื่อโอบามาที่ประเทศไหน ส่วนใหญ่เขา "ปิดจมูก" กันทั้งนั้น! ผลงานที่อิรักตอนนี้เป็นไง....."เข้าเป้า" แล้วใช่มั้ย? ได้ยินข่าววานซืน ผลจากการยุแหย่ให้เกิดสงคราม ๒ นิกาย ขายขีปนาวุธให้อิรักนิกายชีอะห์ ไปฆ่ากบฏ ISIL นินายสุหนี่ ได้อีก ๔๐๐ ลูก มิใช่หรือ? แบบนี้แหละ แผนกู้เศรษฐกิจของสหรัฐที่เขาถนัดมาแต่ไหนแต่ไร ยุแยงให้ประเทศโน้น-ประเทศนี้ กลุ่มนั้น-กลุ่มนี้ รบกัน แล้วก็ "ขายอาวุธ" ให้ทั้งสองฝ่าย..... นับแต่สงครามโลกครั้งที่ ๑ มา ปฏิปทา "ทางการค้าสหรัฐ" มันก็อย่างนี้แหละ!

ก็จะให้แก้เศรษฐกิจภายในตัวเองได้ยังไง ในเมื่อปัจจุบัน นิยามการค้าสหรัฐคือ เล็กๆ เช่น สากกะเบือ...ไม่, ใหญ่ๆ อย่างเรือรบ..ทำสินค้าไฮ-เทคโนโลยี ไปทำเรือรบ ทำเครื่องบิน ทำอาวุธสงคราม ชิ้นละเป็นพัน-เป็นหมื่นล้าน ชาวบ้านมีปัญญาซื้อไปให้ลูกเล่นได้ซะที่ไหนล่ะ  มันก็ต้อง "ก่อไฟสงคราม" ให้คุไว้ เป็นทั้งการตลาด และการส่งเสริมการขาย ทั้ง ๒ ฝ่ายที่ยุแหย่ให้แตกแยก ต่างฝ่ายก็ต้องมาเป็นลูกค้า แย่งซื้ออาวุธไปฆ่ากัน เพราะผู้ผลิตอาวุธเป็นสินค้าส่งออกรายใหญ่ แถมผูกขาด ก็มีสหรัฐนี่แหละเจ้าตลาด-เจ้าโลก! ดูซี...ตัวเองขายอาวุธให้มุสลิม ๒ ฝ่ายเอาไปฆ่ากันกระเป๋าตุงคนเดียวโครมๆ ฝรั่งเศสจะขายเรือบรรทุกเครื่องบินให้รัสเซียบ้าง สหรัฐบอก...ห้ามขายให้ปูตินนะ! ดูมันทำ...ขืนเป็นอย่างนี้บ่อยๆ อียูอาจเลิกเป็นลูกกระเดือกให้คอหอยสหรัฐก็เป็นได้ ลอยแพอเมริกัน ซันเซ็ท ไปประเทศเดียว แล้วมาเกี่ยวก้อยตะวันออกที่กำลังซันไชส์

"อังกฤษ" ตัดเรือพ่วง ไปโชติช่วงชัชวาลกับจีนแล้ว ทำสัญญาการค้า-การลงทุนกันก้อนมหึมา ใช้เงินปอนด์กับเงินหยวน แลกเปลี่ยนในการซื้อขายกันได้
 
โดยตรง ไม่ต้องพึ่งดอลลาร์อีกต่อไป

รัสเซีย-จีน ใช้เงินรูเบิลกับหยวนโดยตรงในการซื้อขายพลังงาน เขี่ยดอลลาร์ทิ้งไปแล้ว เมื่อกลางเดือนมิถุนา ที่ประเทศโบลิเวียกลุ่มประเทศที่กำลังพัฒนา

เรียกว่า G77 จำนวน ๑๓๓ ประเทศ ประชุมแสดงจุดยืนไม่ยอมรับอิทธิพล สหรัฐ-อียู มีแนวโน้มจะไม่เอาดอลลาร์เป็นเงินสกุลหลักของโลกอีกต่อไป!http://www.whiteoutpress.com/articles/2014/q2/133-g77-nations-vow-destroy-americas-new-world-order/

"ส่องกระจก" ดูไทยเราบ้าง ผมส่องเองไม่เป็น แต่เป็นแฟนอาจารย์ "สมเกียรติ โอสถานุเคราะห์" หาอ่านทาง fb ประจำ อ่านเรื่อง "บอกแล้วว่าไทยแลนด์ไม่ธรรมดา" เมื่อวาน ต้องขออนุญาตกระจายต่อ อาจารย์สมเกียรติเขียนไว้ดังนี้...

ในบรรดาประเทศที่เป็นสมาชิกสหประชาชาติเกือบสองร้อยประเทศ และมีคุณสมบัติเพียงพอที่จะเป็นสมาชิกขององค์การการค้าโลก ๑๕๖ ประเทศ ที่รัสเซียเป็นสมาชิกรายล่าสุด ประเทศไทยมีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับที่ ๓๑ ของโลก เป็นตลาดที่มีกำลังซื้ออันดับที่ ๒๔

ดังนั้น อียู และอเมริกาจืงกระตือรือร้นที่จะมาขอทำเขตการค้าเสรี ที่เรียกว่า Free Trade Area ประเทศไทยเป็นประเทศผู้ส่งออกอันดับที่ ๒๘ ซึ่งแสดงว่า.... ถ้าประเทศไทยส่งออกไม่ได้ หรือไม่ส่งออก วุ่นทั้งโลก เห็นกันมาแล้ว ตอนที่บริหารงานน้ำไม่เป็น การผลิตรถยนต์ คอมพิวเตอร์ วุ่นวายไปหมดทั้งโลก

เมื่อไทยเกิดวิกฤติการเงิน ก็ส่งผลให้ลามไปทั้งเอเชีย รัสเซีย เข้ายุโรปด้วย ไปจนถึงละตินอเมริกา ประเทศไทยเล่นได้แซบแค่ไหน รู้กันดี CIA แอบรวบรวมข้อมูลเงินต่างประเทศที่ไหลเข้ามาลงทุนในประเทศไทย แล้วตะลึงว่า มีถึง ๒๐๐ พันล้านเหรียญฯ อันนี้เป็นลงทุนทำโน่นนี่จริงๆ ไม่ใช่เงินในตลาดหุ้น เป็นที่อิจฉาของประเทศใกล้เคียงมาก ที่เงินไหลเข้ามาลงทุนในไทย มีหลายสาเหตุ เช่น คนไทยหน้าตาดี คนไทยทำงานเก่ง ประเทศที่คนไม่เก่งเขาไม่ค่อยไปลงทุนด้วย

เวียดนามทุ่มสุดตัวสร้างโรงกลั่นน้ำมัน ปรากฏว่ากลั่นไม่ได้เรื่อง น้ำมันที่ได้คุณภาพต่ำ ต่างจากฝีมือวิศวกรไทย นักเคมีไทย เป็นผู้กลั่นน้ำมันที่สำคัญของเอเชีย เทียบกับทั่วโลกแล้ว ประเทศไทยจัดว่าเป็นประเทศที่การลงทุนทำได้ง่ายเป็นอันดับที่ ๑๗ ของโลก เท่าๆ แคนาดา และเยอรมัน เช่น กู้เงินได้เร็ว ก่อสร้างได้เร็ว หาคนทำงานได้เร็ว จดทะเบียนบริษัทได้เร็วมาก เป็นประเทศที่ส่งออกและนำเข้าอันดับ ๒๐ ของโลก ถ้าไม่เอาทองเข้ามาและไม่จำนำข้าวมโหฬาร จะเกินดุลการค้า เกินดุลบัญชีเดินสะพัดแน่นอน ในยุคที่รายได้สำคัญของประเทศเกิดจากการขายการท่องเที่ยว การศึกษา การขนส่งทางอากาศ บริการสนามบิน กำไรจากการค้ากับต่างชาติ เช่น ค้าชายแดน ขายที่แพลตินั่มโบ๊เบ๊ สำเพ็ง ขายบริการท่าเรือ เดินเรือ ขนส่งสินค้าทางบก บริการการแพทย์ ขายบริการเทเลคอม บริการธนาคาร หลักทรัพย์ บริหารงานก่อสร้าง ลงทุนก่อสร้าง ขายบริการนักบินแอร์ สปา ประเทศไทยทำได้ไม่เลวครับ เป็นประเทศที่ทำรายได้จากอุตสาหกรรมฐานความรู้ ความชำนาญ เป็นอันดับที่ ๓๐ ของโลก เป็นประเทศผลิตสินค้าอุตสาหกรรมอันดับ ๑๗

ไทยผลิตสินค้าเกษตรเป็นที่ ๑๑ แต่เนื่องจากผลิตได้มากเกินไป จึงกลายเป็นผู้ส่งออกอาหารอันดับ ๑๒ แนวเดียวกับเดนมาร์ก ออสเตรเลีย นักธุรกิจไทยโดยเฉพาะผู้หญิงน่า กลัวมาก เล่นของกันทั้งนั้น มีทั้งนางกวัก เจ้าแม่กวนอิม ฮวงจุ้ย พระพิฆเณศร์ ซองดักเงิน สักยันต์ เป่าคาถาใส่ลูกค้า ไหว้เจ้าที่ ห้อยพระ ติดสินบนเทพต่างๆ

ผมเคยอธิบายให้เพื่อนฝรั่งฟัง แต่ก็ไม่รอด หย่าเมียมาแต่งงานกับสาวไทย ถูกเทกโอเวอร์ไปเรียบร้อย....โดนของ ประเทศนี้มีนักท่องเที่ยวเข้ามาอันดับที่ ๑๙ ของโลก ขายบริการสนามบินได้เป็นอันดับที่ ๑๗ ถ้าออสซี่ไม่พักกรุงเทพฯ เดินทางตรงไปยุโรป สลบแน่นอน เราโชคดีที่อยู่ในประเทศที่เจริญรุ่งเรืองทางเศรษฐกิจครับ และเราจะเจริญรุ่งเรืองต่อไป

ตอนสงครามโลกครั้งที่ ๒ จบลง รายได้คนไทยแค่ ๑๐๐ เหรียญฯ ต่อคนต่อปี ตอนผมเรียนตรีมหาวิทยาลัยราว ๓๐๐ เหรียญฯ ตอนเรียนโทราว ๖๐๐ เหรียญฯ เมื่อเดือนกรกฎาคม ๒๕๕๔ ธนาคารโลกเลื่อนประเทศไทยขึ้นสู่ประเทศกลุ่มรายได้ปานกลางขั้นสูง upper middle income country เพราะเขาบอกว่า รายได้เข้าเกณฑ์มาตั้งแต่ปี ๒๕๕๑

พวกฝรั่งที่มาวิจัยบอกว่า จริงๆ แล้ว รายได้คนไทยสูงกว่าที่แสดงไว้เยอะ เพราะมีรายได้นอกระบบ เช่น ค้าขายโน่นนี่อีกร่วม ๕๐% ซื่งต่างประเทศเขาลงนับ ของเราไม่ รายได้จากที่ไม่มีโฉนดก็ไม่แสดง หลบภาษีเก่งมาก

ประเทศไทยมีอัตราคนว่างงานต่ำ เป็นอันดับ ๒ ของโลก แถมยังมีคนต่างชาติมาทำงานอีก ๓.๗ ล้านคน แสดงว่ามีงานเกินคน จะจ้างคนทำงานหนึ่งคน ต้องลงทุนสองล้านบาทขึ้น จึงจะมีงานหนึ่งตำแหน่ง การที่เรามีการทำเขตเศรษฐกิจเสรีกับออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ จีน อินเดีย อาเซียน เกาหลี รวมประชากรร่วมสองพันล้านคน เก้าสิบเปอร์เซ็นต์ของสินค้าในกลุ่มอาเซียนภาษีเท่ากับศูนย์ เมกา กับยุโรป จึงต้องการเข้ามาร่วมมาก ค่าครองชีพเมืองไทย อยู่ที่อันดับ ๘๑ ถูกกว่าพม่า อินโดฯ เยอะ  ห้าปีที่ผ่านมาแพงขึ้นมาก เดิมอยู่ที่อันดับ ๑๐๕
ช่วงปี ๒๕๑๔ ไทยถูกจัดเป็นประเทศน่าลงทุนอันดับ ๘ และถ้าคนในโลกจะเกษียณอายุ ผลการสำรวจบอกว่าเมืองไทยเหมาะมาก อยู่ในอันดับ ๙ ของโลก

▶▶เพิ่มข้อมูลอีกนิด ไทยเป็นประเทศผู้ส่งออกดิสก์อันดับหนึ่ง ส่งออกยางอันดับสอง น้ำตาลด้วย ส่งข้าวออกเป็นที่ ๖ ส่งรถยนต์ไปขายอันดับที่ ๑๕ เป็นแหล่งผลิตอาหารอีกนาน เพราะมีอาหารสัตว์ คือปลายข้าว มันสำปะหลัง ข้าวโพด ปลาป่น จึงเป็นผู้ผลิตส่งออกหมู ไก่ ไข่ เป็ด ชั้นนำ ผัก ผลไม้เพียบ
ต่อไปจะส่งดอกไม้ตีตลาดโลกแบบโคแวนท์ มาร์เกตของอังกฤษต่างชาติชอบมาอยู่เมืองไทย มาทำงานเมืองไทย ที่พักระดับดีถูกสุดในเอเชีย อาหารดี โรงพยาบาลดี อยู่ประเทศอื่นต้องมาเมืองไทย

โรงเรียนอินเตอร์ชั้นนำ เที่ยวได้ทั้งคืน กินเหล้าได้ทั้งคืน มีทะเล ภูเขา ป่าไม้ มีอาหารทุกชาติ ห้างใหญ่สุด เมียจะได้เดินช็อปปิ้ง รถไฟฟ้าก็มี เป็นเมืองของหนุ่มสาว บรรยากาศลั้นลาต้อนรับคนทุกศาสนา มีเสรีภาพในการเป็นเกย์ ทอม ดี้ เลส โรงหนังชั้นเยี่ยม ระบบคมนาคมดีกว่าจาการ์ตา ฮานอยเยอะ ที่สำคัญ คุณหาห้องน้ำสะอาดได้ทั่วไป เรื่องนี้สำคัญสุดๆ สำหรับผู้หญิงทุกคน สถานทูตอเมริกามาอยู่กันตั้งสี่พัน งบค่าเช่าบ้านแค่สี่ห้าหมื่น ย้ายไปอยู่ดาร์วิน ออสเตรเลียไม่ไหวหรอก หรืออยากย้ายไปอยู่เดลฮี ย่างกุ้ง ไซ่ง่อนกัน

คนนิสัยดี มีกาลเทศะ ไม่วุ่นวายเหมือนคนบางชาติ ให้เกียรติคน อากาศไม่ร้อนจัด เย็นจัดเหมือนอัลไมตี คาร์ซักสถาน น่าอยู่ น่าทำงาน คนแพรคติคอล ดีกว่าแอลเอเยอะ ฯลฯก็จบเนื้อหาที่ลอกจากอาจารย์ "สมเกียรติ โอสถานุเคราะห์" มาแค่นี้ ก็ขอแสดงความยินดีกับนางคริสตี เคนนีย์ เอกอัครราชทูตสหรัฐประจำไทย เนื่องในวันชาติสหรัฐ ที่จัดงานฉลองที่โรงแรมคอนราด เมื่อคืนด้วย...แขกที่สหรัฐเห็นว่ามีเกียรติคู่ควรสหรัฐได้รับเชิญมา นอกจากไม่เห็น "ระดับผู้นำบริหารประเทศและกองทัพ" ของไทยแล้ว เห็นแต่ที่ "นางคริสตี เคนนีย์" เชิญมา เช่น....คณะพรรคเพื่อไทย จาตุรนต์-ชัชชาติ-กิตติรัตน์ และแกนนำ นปช.แดงทั้งแผ่นดิน "วีระ มุสิกพงศ์" ก็ขอให้ มิตรภาพ "ไทย-สหรัฐ" จงเจริญ!.
#ทูตคริสตี้ เอาโอบาม่าออกแล้วเอาอีปูและพวกเข้าไปบริหารทั้งคณะดูนะ ^^


Saturday, 5 July, 2014
เฮๆ ฮาๆ 'สหรัฐ' ในวงนินทาโลก

ช่วงนี้ บ้านเราจะสัมพันธ์อยู่กับเรื่อง "ต่างด้าว-ต่างแดน" มากหน่อย วานซืน เมาท์กันสนุกสนานเรื่องท่านทูตสหรัฐประจำไทย "คริสตี เคนนีย์" จัดงานฉลอง "วันชาติสหรัฐ" ที่โรงแรมคอนราด เชิญแต่อดีตรัฐบาลเพื่อไทยและ นปช. แต่ไม่เชิญคณะ คสช.ซึ่งเป็นผู้บริหารประเทศไม่ได้เมาท์กันในด้าน คสช.เสียหน้า-เสียตา

แต่วิญญูชนทั้งหลาย เขาเมาท์ถึง "ความเถื่อนทางวัฒนธรรมสังคม" ของคนระดับเอกอัครราชทูต ไม่รู้-ไม่เข้าใจเลยหรือว่า....? ระดับนโยบายทั่วไป "สหรัฐไม่คบประเทศที่รัฐบาลไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง" นั่นเป็นเรื่องฉากโลกของ
สหรัฐ เป็นที่เข้าใจได้ แต่ทางสังคม-ทางมรรยาท มันเป็นเรื่องเฉพาะกลุ่ม เฉพาะสังคมไม่เกี่ยวการเมือง ยิ่งมาอยู่บ้านเขากลับแสดงตนเป็นปฏิปักษ์กับเจ้าบ้าน-เจ้าถิ่น เหมือนไม่รู้จักสัมพันธ์มนุษย์ ผมว่า มันเถื่อนๆ ชอบกล! จัดงานฉลองวันชาติในประเทศไทย เชิญทุกสถานทูต เชิญคนนั้น-คนนี้ เชิญกระทั่งคนอดีตรัฐบาลที่สังคมโลกประณาม "คอร์รัปชัน" สะท้านโลก หนักหนากว่านั้น "นปช.แดงทั้งแผ่นดิน" ที่รู้กันทั่วในยุคสื่อสารครองโลกว่า มีปฏิบัติการล้มล้างระบอบ-ล้มสถาบันของไทย หวังสถาปนาทักษิณขนาดไหน นางก็ยังเชิญมา!
เชิญมา ก็ไม่มีใครว่า.....แต่ที่ไม่เชิญ "ผู้นำบริหารประเทศ" ทั้งคณะ คสช.มาร่วมงานด้วยแม้แต่คนเดียวนี่ซี! มันสะท้อนถึงวุฒิภาวะ และจิตใต้สำนึกนางคริสตี เคนนีย์ สะท้อนถึงประเทศสหรัฐว่า "หยาบและดิบ" มรรยาททางการทูตระหว่างประเทศเอามากๆ ไม่รู้ ไม่เข้าใจ แยกแยะไม่เป็น ระหว่างมรรยาทสังคม กับลีลา (หลอกๆ) ทางการเมือง มันตื้นเขิน ที่ไม่เชิญรัฐบาลปัจจุบันในฐานะเจ้าบ้าน
แต่เชิญอดีตรัฐบาลที่โกงกระทั่งชาวนา จนถูกไล่ออกไปก่อนประเทศไทยจะละลายล้ม ทำเช่นนี้ เจตนาต้องการบอกถึงอะไร มันบ้องตื้น จนน่าแปลกใจว่า ระดับมหาอำนาจโลก รู้จักวางตำแหน่ง "มรรยาทกับการเมือง" ได้แค่นี้น่ะหรือ?
มาอยู่บ้านเขา ยังทำเหมือน "เสี้ยม" ให้คนในชาติเขาแตกแยกเป็นฝัก-เป็นฝ่าย ที่พูดนี่ ไม่ใช่ผู้นำ คสช.และคณะอยากได้รับเชิญ อยากไปหอมแก้มนางเคนนีย์ในงานจนตัวซี้-ตัวสั่น การไม่เชิญ นั่นเสียอีกที่คณะ คสช.สบายใจ ไม่ต้องเสียเวลา!

ขอย้ำ ที่พูดนี่ พูดในประเด็นมรรยาททางสังคม และกาลเทศะ ส่วนเรื่องเชิญ นปช.เพื่อไทย ไม่เชิญ คสช.นั้น ไม่มีใครถือสา ถือเป็นเรื่องซีเรียส มีแต่ถือเป็นเรื่อง ฮาาาาา ในความไม่ประสาของยัยกุ้งแห้ง! เชิญ คสช.แล้วไม่ไปงานนี่ซี คสช.จะเสีย แต่ที่นางเคนนีย์บอก เชิญแต่เพื่อนๆ มาร่วมงาน แต่ไม่นับคณะ คสช.เป็นเพื่อน คือไม่เชิญ นั่นตะหาก...เสียหาย คล้ายมรรยาททูตประเทศเกิดใหม่ ยังไง-ยังงั้น! คุยเรื่องนี้ดีกว่า "มิตรแดนใกล้ สำคัญกว่ามิตรแดนไกล" 


เมื่อวาน (๔ ก.ค.) พล.อ.มิน อ่อง หล่าย ผู้บัญชาการทหารสูงสุด สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมาร์ มาเมืองไทย เห็นกอดกันกลมกับ พล.อ.ธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร ผู้บัญชาการทหารสูงสุด และรองหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กอดกับ ผบ.สส.ไทยแล้ว ไปเข้าพบ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ ที่บ้านพักสี่เสาเทเวศร์ จากประธานองคมนตรี ผบ.สส. เมียนมาร์ไปพบ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผบ.ทบ. และหัวหน้า คสช. ที่กองบัญชาการกองทัพบก  ก็ดูละกัน มิตรภาพไทย-เมียนมาร์ "ขนาดไหน" มีสักกี่รายที่มาเมืองไทยแล้วได้เข้าพบด้วยไมตรีจิตรมิตรภาพทีเดียวถึง ๓ คน คือ ผบ.สส. หัวหน้า คสช. และประธานองคมนตรี

ผมหมู่นี้ไม่รู้เป็นไง เดี๋ยวๆ ไข้ขึ้น เหมือนกระดูกจะล่อนออกจากเนื้อ คิดมาก-คุยมากก็เวียนหัว  ไหนๆ ก็คุยเรื่องต่างด้าว-ต่างแดนแล้ว วานซืนก๊อบปี้เรื่อง "สหรัฐกำลังถูกลอยแพให้โดดเดี่ยว" ของคุณทนง ขันทอง ผู้สันทัดวิเทศ ค่ายเนชั่น ไว้ ตอนนี้ "ทอง" กำลังฮิต แต่จะฮิตจนนำไปสู่ "สงครามทอง" หรือไม่ อ่านเป็นความรู้รอบตัวไว้ก็ดีนะครับ "สหรัฐกำลังถูกลอยแพให้โดดเดี่ยว" ฝรั่งเศสต้องการขายเรือรบบรรทุกเฮลิคอปเตอร์ให้รัสเซียจำนวน 2 ลำ มูลค่า 1.12 พันล้านยูโร เพราะว่าอย่างไรเสียก็ต้องเกี่ยวก้อยกับรัสเซียเอาไว้ก่อน เพราะว่าพี่ปูตินตอนนี้เข้มแข็งเหลือเกิน มองดูแล้วนาโตใช่ว่าจะมารบสู้กองทัพของรัสเซียได้ เพราะพี่ปูตินมีการเตรียมการทางทหารมาเป็นอย่างดี

ส่วนยุโรปสบายมานานแล้ว ทำงานปีหนึ่งต้องมีฮอลิเดย์ 2-3 เดือน พร้อมเงินค่าชดเชย ค่าบำนาญเพียบ เลยไม่พร้อมที่จะทำสงครามอะไรอีก อีกประการหนึ่งฝรั่งเศสพึ่งพาพลังงานจากรัสเซีย แม้ว่าจะมีโรงงานนิวเคลียร์ของตัวเอง พอสหรัฐรู้เข้าไม่พอใจมาก สั่งให้ฝรั่งเศสล้มดีลเรือรบ Mistral แต่ Francois Hollande ไม่ยอม BNP Paribas ซึ่งเป็นธนาคารฝรั่งเศสเลยรับกรรมแทน BJP โดนศาลสหรัฐปรับเกือบ $9,000 ล้าน ด้วยข้อหาว่าทำธุรกรรมการเงิน $6,000 ล้านให้อิหร่าน ซูดานและคิวบาระหว่าง 2004 ถึง 2012 นอกจากนี้ ธนาคาร BNP Paribas จะถูกห้ามทำธุรกรรมดอลลาร์บางประเภทเป็นการชั่วคราว ประธานาธิบดีปูตินของรัสเซียออกมาแฉเรื่องนี้ว่า เกี่ยวพันกับดีล Mistral เนื่องจากประธานาธิบดี Hollande ของฝรั่งเศสปฏิเสธที่จะยกเลิกสัญญาขายเรือรบ Mistral ให้รัสเซียตามแรงกดดันของสหรัฐ

ปูตินแฉต่ออีกว่า ในขณะเดียวกันสหรัฐแอบบอกฝรั่งเศสว่า ถ้ายกเลิกสัญญาขาย Mistral กับรัสเซีย สหรัฐจะยกเลิกการแซงก์ชันธนาคาร BNP Paribas หรือลดโทษค่าปรับให้น้อยลง "นี้ไม่ใช่เป็นการแบล็กเมล์หรือ?" ปูตินพูดในวันที่ 1 กรกฎาคมที่ผ่านมา ในการพบกับนักการทูตประเทศต่างๆ ที่มอสโก นาย Hollande คงไม่ยอมเรื่อง Mistral โดนแบล็กเมล์เป็นแน่ จะเดินหน้าขายเรือรบให้รัสเซียต่อไป และพร้อมให้การฝึกทหารรัสเซียในการควบคุมดูแลเรือรบ Mistral อีกด้วย

เรื่องสหรัฐแบล็กเมล์ผู้นำฝรั่งเศสไม่ใช่เรื่องใหม่ ปี 2011 อดีตผู้นำฝรั่งเศส นาย Dominique Strauss-Kahn ตอนนั้นดำรงตำแหน่งกรรมการผู้จัดการของ IMF
โดนแบล็กเมล์เรื่องเซ็กซ์อย่างสุดแสนเจ็บปวด เพราะว่าเขาบังอาจไปทวงทองคำจาก US Federal Reserve ของสหรัฐ ให้เอามาส่งมอบให้ IMF ได้แล้วตามสัญญา

Russia Today รายงานว่า Dominique Strauss-Kahn อดีตกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ของ IMF ชาวฝรั่งเศส บังอาจทวงทองสหรัฐให้ส่งมอบให้ IMF เลยโดนซ้อนกลเรื่องเซ็กซ์ที่โรงแรมในนิวยอร์ก ทำให้ต้องหลุดจากตำแหน่ง IMF เมื่อปี 2011 และ Christine Lagarde ได้มารับตำแหน่งแทนเขา Strauss-Kahn เรียกร้องให้มีการตรวจสอบทองคำสำรองของสหรัฐที่บอกว่ามีอยู่ 8,044 ตัน แต่ปรากฏว่าตั้งแต่มีการยึดทองสมัยรูสเวลต์ปี1933ไม่เคยมีการเช็กสต็อกอย่างเป็นทางการเลยว่าทองมีเท่าไหร่

สหรัฐมีข้อตกลงต้องส่งมอบทอง 191 ตันให้ IMF ตามข้อตกลงปี 1978 เพื่อเป็นสำรองส่วนหนึ่งของ IMF เพื่อมาหนุนเงิน Special Drawing Rights หรือ SDR ของ IMF แต่สหรัฐเบี้ยวมาตลอด นอกจากจะเบี้ยวไม่ส่งมอบทองให้ IMF แล้ว สหรัฐยังเบี้ยวส่งทองคำคืนให้เยอรมนีที่เอามาฝากไว้กับ Federal Reserve Bank New York อีก ก่อนที่ Strauss-Kahn จะบินกลับกรุงปารีสวันเดียว ก็โดนข้อหากระทำชำเราแม่บ้านที่โรงแรมกลางนิวยอร์ก ตำรวจสหรัฐเล่นงานหนัก จับเข้าคุกใส่กุญแจมือ ไม่ให้ประกัน แล้วก็โดนปลดออกจากตำแหน่งโดยปริยาย  พวกรัสเซียโชว์รายงานลับซีไอเอให้ Strauss-Kahn ดู  โดยระบุว่าสหรัฐไม่มีทองคำสำรองเหลืออยู่ในประเทศเลย รายงานนี้เตรียมที่จะให้ประธานาธิบดีปูตินดูเหมือนกัน ทำให้ Strauss-Kahn ต้องการให้มีการสอบบัญชีทองสหรัฐ เพื่อนำมาส่งมอบให้ IMF เพราะว่าสหรัฐบ่ายเบี่ยงเบี้ยวมาตลอด ทองสหรัฐเก็บที่ Fort Knox รัฐเคนตั๊กกี และที่ Federal Reserve สาขานิวยอร์ก

แต่มีข้อสงสัยกันมาตลอดว่า ทองอาจจะไม่เหลืออยู่ ถูกมือดีขนเอาไปหมดแล้ว แม้แต่เยอรมนีขอทองคืน 300 ตันเมื่อปลายปีที่แล้ว สหรัฐก็บ่ายเบี่ยงบอกว่าให้มาเอาตอนปี 2020 เยอรมันส่งเจ้าหน้าที่มาดูทองของตัวเองก็ไม่ให้ดู  คงเห็นภาพว่า เรื่องทองเป็นเรื่องของเจ้าพ่อระดับโลก ใครแหยมโดนสอยทั้งนั้นอย่างเจ็บปวด ตอน Strauss-Kahn โดนเล่นงาน เชื่อกันว่าเขามีโอกาสเป็นประธานาธิบดีฝรั่งเศส คู่แข่ง Sarkozy เลยอาจโดนการเมืองฝรั่งเศสเล่นกันเอง แต่รายงานรัสเซีย ทูเดย์ ชิ้นนี้สุดยอดมาก ที่เผยว่า Strauss-Kahn ร่วงจากตำแหน่ง เจอข้อหาเซ็กซ์หนักเพราะบังอาจไปทวงทองของสหรัฐ ทองที่หายไปแล้วกับสายลม ทั้ง Strauss-Kahn และ Hollande โดนสหรัฐแบล็กเมล์อย่างนี้ แล้วฝรั่งเศส และสหรัฐจะมองหน้ากันได้อย่างไรอีกต่อไป ถ้าพี่ปูกับพี่โอล่อกัน นายโอแลงด์จะเลือกอยู่ข้างใด?
 

วันพฤหัสบดีที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

ชะตากรรม 5 มิตรของสหรัฐ/วิภาคสื่อเทศ วิเทศสื่อไทย/'บิ๊กตู่-คสช.'เมินงานวันชาติสหรัฐ

 


●●ชะตากรรม 5 มิตรของสหรัฐ


นอกจากท่าทีของมหาอำนาจในเอเชียที่มีความสำคัญทางยุทธศาสตร์การเมืองและการ ค้า อย่างจีน ญี่ปุ่น อาเซียน ที่มีผลอย่างมากต่อไทย... ยังไม่คิดเข้าแทรกแซงการเมืองไทยแล้ว จีนยังออกโรงสนับสนุนแบบเปิดตัวยืนข้างไทย อาเซียนทุกประเทศ

โดยเฉพาะล่าสุดกัมพูชาก็เปลี่ยนไปในทางที่ดี...ดีกว่ารัฐบาลก่อนหน้า 2-3 รัฐบาลด้วยซ้ำ

แต่อย่างไรก็ตามที่ผ่านมา ความน่ากลัวของมหามิตรจอมปลอมที่พยายามบีบไทยด้วยเงื่อนไขต่างๆนั้น  คสช. อาจจำเป็นต้องทำความเข้าใจ และหามาตรการป้องกันประเทศไทยไว้ด้วย

สหรัฐเป็นเพื่อนกับประเทศไทยแล้วได้อะไร

ก่อนหน้าที่จะถึงคิวประเทศไทย ก็มีหลายประเทศต้องตกอยู่ภายใต้สภาวะเดียวกันคือการบีบให้ต้องเลือกว่า จะเป็นเพื่อนผู้ภักดีของสหรัฐหรือไม่ เพราะก่อนหน้านี้ใครก็ตามที่ดีใจว่าได้เป็นสหายกับผู้ยิ่งใหญ่ ล้วนต้องเจ็บหลังไปตามๆกันมาหลายรายแล้ว

▶1.  ฮอสนี มูบารัค อดีตประธานาธิบดีอียิปต์ เผด็จการครองอำนาจกว่า 30 ปี ใครจะรู้บ้างว่าที่ครองอำนาจเผด็จการมาได้ ก็ด้วยการหนุนหลังและความเป็นพันธมิตรส่วนตัวที่แน่นแฟ้นกับกองทัพสหรัฐ

แต่พอถึงวิกฤติอาหรับสปริง ก่อนที่ความเกลียดชังและต่อต้านจะลามมาถึงตัว สหรัฐก็ตัดสินใจ ตัดมูบารัคทิ้งเอาดื้อๆ ภายหลังการต่อต้านมูบารัคของประชาชนชาวอียิปต์ จนถึงตอนนี้อียิปต์ก็ยังไม่สงบ และก็ยังพบการแทรกแซงของสหรัฐในการช่วยเหลือ ฝ่ายต่างๆทั้งงบประมาณและอาวุธ ให้อียิปต์อยู่ในสภาวะสงครามกลางเมืองมาหลายปีแล้ว นี่คือสิ่งที่ประชาชนชาวอียิปต์ได้รับจากการเป็นเพื่อนสหรัฐ

▶2.   มานูเอล นอริเอกา แห่งปานามา เคยทำงานให้สำนักงานข่าวกรองกลางสหรัฐฯ(ซีไอเอ) และได้รับการสนับสนุนจากสหรัฐฯ จนเป็นผู้นำเผด็จการของปานามา นอริเอกาขณะมีอำนาจได้ใช้มาตรการเด็ดขาดในการกำจัดกลุ่มผู้คัดค้านตนเองและ สหรัฐ โดยที่สหรัฐไม่เคยออกมาโจมตีแต่อย่างใดว่า เป็นเผด็จการ แต่ในปี 2531 หลังจากหมดประโยชน์ต่อสหรัฐ นอริเอกาก็ถูกฟ้องในสหรัฐฯ ข้อหาค้ายาเสพติด พ.ศ.2532 ประธานาธิบดีจอร์จ บุช แห่งสหรัฐฯส่งทหารบุกปานามา ทำให้นอริเอกาหนีไปลี้ภัยในสถานทูตวาติกัน ก่อนถูกจับกุมไปขึ้นศาลที่สหรัฐ เมื่อ พ.ศ.2533 เขาถูกพิพากษาจำคุก 40 ปี ใน พ.ศ.2535 ข้อหาค้ายาเสพติด ฟอกเงินและทำธุรกิจผิดกฎหมาย ได้รับการลดโทษจำคุกเหลือ 17 ปี

แม้กำหนดพ้นโทษเมื่อพ.ศ.2550 แต่ยังถูกควบคุมตัวในเรือนจำและถูกส่งต่อไปฝรั่งเศสเมื่อ 27 เม.ย.53 เพื่อดำเนินคดีในฝรั่งเศสข้อหาฟอกเงิน นี่คือชะตากรรมหลังหมดประโยชน์ของคนที่สหรัฐเคยเชิดชูเป็นเพื่อนที่ดีอีกคน

▶3.  อุซามะห์ บิน ลาเดน จะมีใครรู้บ้างว่าก็คือเพื่อนรักเพื่อนตายของสหรัฐอีกคน บิลลาเดนทำงานให้สหรัฐตั้งแต่ปี1980 ซีไอเอเอามาฝึกเป็นนักรบมูจาดีฮีน เพื่อไปสู้กับสหภาพโซเวียต โดยสหรัฐยังส่งทั้งอาวุธสงคราม และฝึกคนของบิลลาเดนให้อีกจำนวนมาก

โดยบินลาเดนไม่รู้ตัวว่า เป็นคนที่สหรัฐมองเป็นลูกจ้างเฝ้าอัฟกานีสถานไว้ให้สหรัฐมายึดในเวลาต่อมา แต่ความเหนื่อยยากลำบากในการต่อสู้โซเวียตจนสำเร็จเพื่อรักษาประเทศตัวเอง ไว้ กลับได้รับการตอบแทนจากสหรัฐ เป็นการส่งกองทัพสหรัฐมาคุมต่อหลังตนเองรบเสร็จและตามด้วยการลบหลู่สถานที่ ศักดิ์สิทธิ์ของอิสลาม จึงเกิดกระแสต่อต้านสหรัฐจากชาวอาฟกานิสถานและดินแดนอิสลามแถบนั้น  ต่อมาบิลลาเดนก็ได้รับรางวัลเป็นผู้ต้องหาระเบิดสถานฑูตสหรัฐในเคนยา และแทนซาเนีย รวมถึงถูกกล่าวหาจากสหรัฐว่า บงการก่อวินาศกรรมจี้เครื่องบินระเบิดตึกเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ เมื่อปี 2544 ที่วันนี้ยังไม่มีใครรู้ว่า จริงหรือไม่ รู้แต่ว่าสหรัฐสามารถใช้เหตุนี้อ้างความชอบธรรมในการบุกปากีสถาน ก่อนจะสังหารบิลลาเดนอย่างเหี้ยมโหด โดยไม่เปิดโอกาศให้มาขึ้นศาลเพื่อให้ชาวโลกได้รู้ความจริง นับเวลาตลอดสิบปีที่สหรัฐอ้างความชอบธรรมบุกอาฟกานิสถาน สหรัฐไม่สามารถหาหลักฐานอาวุธทำลายล้างที่กล่าวอ้างโทษความผิดต่อบิลลาเดน ได้ แต่ไม่มีใครรู้ว่า10ปีนี้สหรัฐทำอะไร แล้วเอาอะไรจากอาฟกานิสถานไปบ้าง

▶4.   ซัดดัม ฮุสเซน อดีตผู้นำอิรัก ที่สหรัฐสนับสนุนไว้โค่นล้มระบอบกษัตริย์ (พระเจ้าชาห์) ของอิหร่าน เมื่อปี 1979 (พ.ศ.2522) สหรัฐอาศัยความแตกต่างของนิกายในอิสลามสนับสนุนทางทหารและเลี้ยงดูซัดดัม เพื่อผลักดันให้อิรักขึ้นมาถ่วงดุลอิหร่านในโลกอิสลาม  แม้ซัมดัมจะไม่ชนะสงครามชัดเจนแต่สหรัฐทำสำเร็จคือ โลกอาหรับแตกละเอียด กล่าวคือ อีรักคานอำนาจอิหร่านได้ แต่อีรักต้องเป็นหนี้สงครามถึง 80 พันล้านเหรียญสหรัฐ และหนี้จำนวนมากนี้เป็นตัวบีบให้ลูกน้องสหรัฐอย่างซัดดัม หาข้ออ้างบุกยึดคูเวต ประเทศที่มีน้ำมันจำนวนมาก

แต่ช่วงนั้นกระแสโลกเปลี่ยนไปแล้ว สหรัฐพลิกเกมตามสหประชาชาติเข้าทำสงครามต่อต้านอีรักที่ยึดคูเวตทันที เข้าทำนองเสร็จนาฆ่าโคถึก เสร็จศึกฆ่าขุนพล แถมต่อมายังกล่าวหาว่า ซัดดัมสะสมอาวุธร้ายแรงเป็นภัยต่อความมั่นคงโลก จึงบุกถล่มอีรักอีกครั้ง ได้ของแถมเป็นเข้าควบคุมสถานการณ์ในอีรักต่อหลายปี โดยโลกก็ไม่รู้ว่าเข้าไปจัดการอะไร แต่ที่แน่ๆไม่เจออาวุธร้ายแรงอะไรเลย

▶5.  "เฟอร์ดินาน มาร์กอส" อดีตผู้นำเผด็จการฟิลิปปินส์ ในอดีตฟิลิปปินส์เป็นเมืองขึ้นของ สหรัฐฯ จากนั้นจึงอยู่ภายใต้อำนาจนายเฟอร์ดินาน มาร์กอส ผู้ที่สหรัฐชุบเลี้ยงให้ดูแลฟิลิปปินส์ต่อร่วม 2 ทศวรรษ

ตลอดช่วงเผด็จการมาร์กอสปกครองนั้น ไม่มีความเป็นประชาธิปไตยแม้แต่น้อย แต่สหรัฐก็ยังสนับสนุนทั้งงบทหาร งบพิเศษ รวมถึงซีไอเอส่งทั้งคนและอาวุธมาช่วย ประจำการบางส่วนในฟิลิปิสน์ อ้างป้องกันคอมมิวนิสต์ในภูมิภาค

ทั้งที่ใครๆก็รู้ว่า คือการใช้มาร์กอสเป็นทหารเฝ้าบ้านป้องกันจีน โดยไม่สนว่า คนในฟิลิปปินส์ยากลำบากอย่างไรกับการปกครองของมาร์กอส ก่อนจะถูกโค่นล้มโดยประชาชน และหลังจากมาร์กอสลงจากอำนาจในปี1986

▶6.   รัฐบาลฟิลิปปินส์ยุคต่อมาต้องเป็นผู้ตั้งงบฯ ใช้หนี้ทั้งหมดที่อดีตผู้นำจอม เผด็จการก่อไว้ ทั้งจากนโยบายประชานิยมที่ฟุ่มเฟือย งบจัดซื้ออาวุธป้องกันตนเองตามคำสั่งสหรัฐ และส่วนที่สามคือ หนี้ที่เชื่อว่ามาจากการคอร์รัปชั่นมโหฬารในสมัยมาร์กอส ระหว่างปี ค.ศ.1965-1986 ที่เฉพาะยึดทรัพย์ได้ 500 ล้านเหรียญสหรัฐ จนทำให้ฟิลิปปินส์เศรษฐกิจตกต่ำ คนยากจนมากมาย แต่รัฐก็เป็นง่อยทำอะไรไม่ได้

ทุกวันนี้ผู้นำฟิลิปปินส์ทุกคน เชื่อว่าได้รับการสนับสนุนจากสหรัฐแม้ทุกคนที่ลงจากอำนาจท่ามกลางความเกลียดชังจากประชาชนก็ตาม สหรัฐก็ยังคงใช้ผู้นำเหล่านี้เป็นฐานทัพประชิดจีนเหมือนเช่นเดิม  โดยที่เพื่อนแท้สหรัฐต้องมีชีวิตด้วยความยากลำบากกันทั้งประเทศ

ขู่ด้วยไม้จิ้มฟัน

สหรัฐผู้ที่กำลังขู่ไทยเป็นรายวัน หรืออียูที่ออกโรงตั้งท่าจะคว่ำบาตรไทย ทั้งคู่ไปงัดเอามาตรการกีดกันทางการค้าที่ไม่ใช่ภาษี (NTB) มาเล่นงานไทย
ทั้งมาตรฐานด้านสิทธิมนุษยชน  ค้ามนุษย์  ยาเสพติด  การก่อการร้าย ทรัพย์สินทางปัญญา และมาตรการ “กูไม่ชอบมึง”  ล้วนเป็นมาตรการกีดกันการค้าที่น่ากลัวหากใช้เมื่อสัก 30 ปีที่แล้ว เพราะเราพึ่งสหรัฐ และยุโรปเป็นอันดับต้นๆ

แต่ตอนนี้ สหรัฐเป็นคู่ค้าของไทยอันดับที่ต่ำกว่าทั้งจีน ญี่ปุ่น และอาเซียน และยุโรปที่ต่อให้รวมทุกประเทศ ก็ยังไร้ความสำคัญแม้กระทั่งซีพีก็ออกมาประกาศแล้วว่า ไม่ได้กังวลสหรัฐและยุโรปจึงกำลังขู่ไทยด้วยไม้จิ้มฟัน (ไม่ใช้ไม้เรียว)

การค้าไทยกับประเทศคู่ค้าสำคัญ

ประเทศ มูลค่าการค้าอาเซียน  101,055

จีน 64,965

ญี่ปุ่น 63,318

สหรัฐอเมริกา 37,586

แต่ในทางยุทธศาสตร์การเมืองโลก 2 มาตรฐานของสหรัฐนั้น เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นจริง และได้ทำลายประเทศต่างๆ ทั่วโลกจนพินาศมาแล้ว ที่อธิบายมานี้ไม่ใช่ต้องการให้ คสช. ต้องกลัว และยอมทุกอย่างเป็นเบี้ยงล่าง แต่ก็ไม่ใช่เมินสหรัฐด้วยเพราะความสำคัญทางการค้าที่นัยยะสำคัญด้อยลงไปแล้ว แต่ คสช.ควรให้ความสำคัญกับยุทธศาสตร์การเมืองระหว่างประเทศให้มากๆ และเลือกใช้ยุทธการที่รอบคอบกับมหามิตรทุกด้าน ด้วยเครื่องมือทางการทูต การทหาร และการค้าอย่างครบครัน ให้รู้ไปเลยว่ายุค คสช. นี่แหละทำได้ดีกว่านักการเมืองบริหาร

"การเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในชั่วชีวิตหนึ่งของคนเรา มักจะถูกตกลงใจในช่วงเวลาพริบตาเดียว"

(โกวเล้ง จาก กระบี่อมตะ)

# แนวหน้า # 03-07-2557


 

วิภาคสื่อเทศ วิเทศสื่อไทย
สุทิน วรรณบวร
รอวันตัวการใหญ่ถูกเรียกรายงานตัว
นับเป็นเรื่องชาญฉลาดของคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ ที่เชิญทูตทหาร 11 ประเทศมาร่วมเป็น สักขีพยานในการแถลงข่าวยึดอาวุธครั้งใหญ่ที่มีของกลางให้เห็นหลายพันชิ้น ในวันเดียวกันที่ศาลอนุมัติหมายจับนายจักรภพ เพ็ญแข ในข้อหามีส่วนรู้เห็นและเชื่อมโยงกับอาวุธที่จับได้หลายคดี มั่นใจเหลือเกินว่า ฝรั่งต่างชาติที่มาร่วมเป็นสักขีพยานในการแถลงวันนั้น หลายคนได้เคยเห็นหรือได้สัมผัสบางส่วนของอาวุธเหล่านี้มาบ้างแล้ว ไม่มากก็น้อย โดยเฉพาะอย่างยิ่งชาติตะวันตกอย่างอเมริกา และออสเตรเลีย เพราะในห้วงเวลาหลายเดือนที่ผ่าน สื่อตะวันตกที่สนับสนุนระบอบทักษิณ รายงานข่าวส่งเสริมสนับสนุนการก่อการร้ายในประเทศไทยตลอดมา สื่อในสังกัดบริษัทกงสีใหญ่ตามคำนิยามของจอห์น เพอร์กิ้น ไม่ว่าจะเป็น สำนักข่าวเอพี หนังสือพิมพ์วอชิงตันโพสต์ นิวยอร์กไทม์ สำนักข่าวบีบีซี และ สื่อต่างๆจากประเทศออสเตรเลีย ต่างก็แห่กันไปทำข่าว ทำรายงานพิเศษเรื่องกองกำลังพิทักษ์รัฐบาลนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร  สื่อฝรั่งผีโม่แป้งเหล่านั้น แห่กันไปทำรายงานพิเศษ สนับสนุนกองกำลังติดอาวุธจังหวัดที่เสื้อแดงมีอิทธิพลมาก ไม่ว่าจะเป็นจังหวัดอุดร ขอนแก่น เชียงใหม่ ลำปาง ชลบุรี ปทุมธานี ฯลฯ ทุกแห่งที่สื่อตะวันตกกลุ่มนี้ไปทำรายงานพิเศษ มักจะกล่าวถึงกองกำลังติดอาวุธแข็งแกร่งที่สนับสนุนรัฐบาลนางสาวยิ่งลักษณ์ กองกำลังเหล่านี้พร้อมที่จะออกมาต่อสู้ทำลายล้างทุกกลุ่มที่ทำให้นางสาวยิ่งลักษณ์ พ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ไม่ว่าจะเป็นการปฏิวัติโดยทหาร หรือสิ่งที่พวกมันเรียกว่า ปฏิวัติโดยตุลาการศาล (judicial coup)
ต้นเดือนมกราคม 2557 หนังสือพิมพ์เซ้าท์ไชน่า มอร์นิ่งโพสต์ขึ้นไปทำรายงานพิเศษที่จังหวัดเชียงใหม่ เปิดเผยให้เห็นกองกำลังสนับสนุนรัฐบาลที่พร้อมจะลุกขึ้นมาต่อต้านทหาร ถ้าทำการปฏิวัติ และพร้อมจะแยกประเทศเป็นไทยเหนือไทยใต้ในนามของอีสานล้านนา วันที่ 23 มกราคม 2557 ทีวีช่องสามออส
เตรเลีย บุกไปทำรายงานพิเศษที่บ้านโกตี๋จังหวัดปทุมธานี วันนั้นโกตี๋เปิดให้เห็นคลังอาวุธ และกำลังพลพร้อมรบในห้วงเวลาเดียวกันสำนักข่าวตะวันตกหลายแห่งเสนอข่าวใน ทำนองเดียวกันตลอดเวลาหลายเดือนที่ผ่านมา
จากการเสนอข่าวล้างสมองนี้เองคือ ที่มาของการท่องคาถา “สงครามกลางเมือง” ทั้งสื่อตะวันตกและรัฐมนตรีในรัฐบาลนางสาวยิ่งลักษณ์หลายคน ไม่ว่าจะเป็นนายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล  ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง นายจารุพงษ์ เรืองสุวรรณ นายชัยเกษม นิติสิริ ฯลฯ ต่างก็ท่องคาถา “สงครามกลางเมือง” เป็นสรณะ ใช้คำว่าสงครามกลางเมืองข่มศาล คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามทุจริตแห่งชาติ ตลอดถึงกลุ่มต่อต้านรัฐบาลเช่น กปปส. ตลอดมา แสดงให้เห็นว่า ฝรั่งชาติตะวันตก สื่อตะวันตก และ รัฐมนตรีเหล่านี้ รู้เห็นเป็นใจกับกองกำลังเถื่อนที่ซุกซ่อนอาวุธเหล่านี้ไว้ตลอดมา เป็นที่ชัดเจนว่าสื่อตะวันตกผีโม่แป้งเหล่านี้ ได้รับการประสานงานอย่างดีจากรัฐมนตรี ที่ใกล้ชิดกับกองกำลังเถื่อนในเวลานั้น ถึงได้เข้าไปทำข่าวโปรโมตสงครามกลางเมืองได้ถึงรังของกองกำลังเถื่อน ถ้าไม่ได้รับไฟเขียวจากผู้มีอำนาจนายโกตี๋ และ ฐานกำลังต่างๆคงไม่กล้าเปิดเผยให้เห็นอาวุธสงครามเหล่านั้น
การเสนอข่าวในเชิงสนับสนุนส่งเสริมให้เห็นความแข็งแกร่งของกองกำลังสนับสนุน รัฐบาลติดต่อกันมาเหมือนกับการล้างสมอง ทำให้ชาติตะวันตกที่สนับสนุนระบอบทักษิณเกิดความมั่นใจว่าไม่มีใครสามารถล้มล้างระบอบทักษิณลงได้ ทำให้ประเทศตะวันตกโดยเฉพาะอย่างยิ่งอเมริกา มั่นใจว่ายังสามารถสมประโยชน์กับระบอบทักษิณได้ต่อไปอีกนาน นี้เองเป็นสาเหตุทำให้เรามั่นใจว่า ฝรั่งชาติตะวันตกต้องได้เคยเห็นหรือสัมผัสอาวุธที่ยึดได้มาแล้วไม่มากก็น้อย
อาวุธที่นำมาแสดงวันนั้นปรากฏว่ามี ตั้งแต่ปืนพกชนิดต่างๆ จำนวน 2,490 กระบอก ปืนยาวและลูกซองยาว 258 กระบอก ปืนเล็กยาวและปืนกลชนิดต่างๆอีก 144 กระบอก กระสุนปืนชนิดต่างๆจำนวนกว่า 50,000 นัด ระเบิดขว้างหลายชนิด TNT จำนวน 330 รายการ เครื่องยิงระเบิด M79 จำนวน 23 เครื่อง กระสุน M79 จำนวน 166 นัด เครื่องยิงจรวดRPG จำนวน 9 เครื่องลูกจรวด RPG 57 ลูก
เชื่อเหลือเกินว่า 28 ชีวิต กับผู้ได้รับบาดเจ็บเกือบ 800 คน ของกปปส.ที่ดับสูญไปในห้วงเวลาการชุมนุมประท้วงขับไล่รัฐบาลนางสาวยิ่งลักษณ์ ถูกสังหารด้วยอาวุธเหล่านี้
อดีต ส.ว. สมชาย แสวงการซึ่งเคยเป็นนักข่าวสายอาชญากรรม นักข่าวสงครามมาก่อน ถึงกับอุทานว่า “ไม่น่าเชื่อครับว่า เงิน และอำนาจสามารถสร้างขบวนการทำลายล้าง และจัดหาอาวุธมาเตรียมเข่นฆ่า ประหัตประหารคนไทยที่เห็นต่างกันได้ถึงเพียงนี้เชียวหรือ เศร้าใจที่เห็นเรื่องนี้ แต่ก็ดีใจที่ คสช. เข้ามาระงับเหตุได้ทัน ก่อนที่ประเทศไทยจะเลยเถิดกลายเป็น ซีเรีย อียิปต์ ยูเครน”
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในประเทศ ซีเรีย อียิปต์ ยูเครน เริ่มต้นเหมือนกับประเทศไทยตรงที่ สื่อตะวันตกเสนอข่าวสนับสนุนฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แล้วโจมตีใส่ร้ายทำลายฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง เป็นที่น่าสังเกตคือสื่อเหล่านี้มักจะเดินทางสายเดียวกับนักการเมือง และนักการทูต อย่างในอียีปต์ รัฐบาลสหรัฐสนับสนุนคณะปฏิวัติรัฐประหาร สื่อตะวันตกก็สนับสนุนนายพล เอล ซีซี จนออกหน้า ในยูเครนทำเนียบขาวสนับสนุนกลุ่มผู้ประท้วงใช้กำลังอาวุธ โค่นล้มประธานาธิบดีวิคเตอร์ ยานูโควิช สื่อตะวันตกก็เสนอข่าวสนับสนุนกลุ่มที่ใช้กำลังติดอาวุธโค่นล้มรัฐบาล จนทำให้ประเทศยูเครนวิบัติเสียหายทุกวันนี้
ในประเทศไทยเรา สื่อตะวันตกสนับสนุนส่งเสริมกองกำลังติดอาวุธ สนับสนุนรัฐบาล ทูตประเทศตะวันตกก็ให้การสนับสนุนกองกำลังเถื่อนเหล่านี้ ทั้งในที่ลับและที่แจ้ง ในที่ลับส่งซีไอเอ เข้าไปช่วยการฝึกอาวุธ ฝึกยุทธวิธี ในที่แจ้งส่งเจ้าหน้าที่การทูตไปพบ ไปดูงานไปให้คำแนะนำ  เป็นที่น่าสังเกตและเป็นพิรุธ คือ สื่อตะวันตกที่สนับสนุนระบอบทักษิณ สื่อที่เคยเสนอข่าวส่งเสริมสนับสนุนกองกำลังติดอาวุธที่สนับสนุนรัฐบาลนางสาวยิ่งลักษณ์ ไม่เสนอข่าวการจับกุมยึดอาวุธกองมหึมาที่สามารถนำมาใช้กับกำลังรบได้ถึงสอง กองพันนี้เลยในทางตรงกันข้ามสื่อตะวันตกอย่างสำนักข่าวบีบีซี กลับเลี่ยงไปนำเสนอข่าวที่ คสช. ปฏิเสธว่าไม่ได้เตรียมการล่วงหน้าเป็นปีๆ เพื่อยึดอำนาจจากระบอบทักษิณ
สำนักข่าวบีบีซี อ้างคำพูดของ รองเสธฯทหาร-พลเอกฉัตรเฉลิม เฉลิมสุข ปฏิเสธข้อกล่าวหาว่า คณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่ง เตรียมการมาเป็นเวลานานก่อนยึดอำนาจ และปฏิเสธว่า ไม่ได้กลั่นแกล้งกีดกันพันตำรวจโททักษิณ ชินวัตร ไม่ให้เล่นการเมือง “เราไม่ได้กีดกันทางการเมืองกับใคร ถ้าทักษิณ เห็นว่าตัวบริสุทธิ์ ก็กลับสู้คดีในศาล ถ้าเขาพ้นคดีก็เล่นการเมืองได้อีก” บีบีซีอ้างคำพูดของพล.เอกฉัตรเฉลิม
ถึงได้พูดแต่ต้นว่า การเชิญทูตทหาร 11 ประเทศมาเป็นสักขีพยานในการแกลงข่าว การจับอาวุธสงครามได้จำนวนมาก ในวันเดียวกันกับที่ศาลอนุมติหมายจับนายจักรภพ เพ็ญแข ในข้อหามีส่วนรู้เห็นและเชื่อมโยงกับอาวุธที่จับได้หลายคดี เป็นการแสดงออกทางการทูตที่ชาญฉลาด เพราะเป็นที่รู้กันทางสากลโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในหมู่ผู้สื่อข่าวต่างประเทศว่า นายจักรภพคือตัวเดินเกมต่างประเทศของระบอบทักษิณ และเป็นที่รู้กันทั่วไปว่า ประเทศกัมพูชาที่นายจักรภพ ไปซุกหัวอยู่หลายปี ตั้งแต่หนีคดีหมิ่นฯไปนั้น เป็นที่มาแหล่งสำคัญของอาวุธสงคราม
หลายคนที่ยังอึดอัดใจว่า ทำไม คสช.ไม่จัดการกับนายเหนือหัวของนายจักรภพ และหัวขบวนการเสรีไพร่ตัวจริงเสียที ก็คงใจชื้นขึ้นมาได้บ้างว่า คสช. มีการดำเนินตามขั้นตอน ตามยุทธศาสตร์ยุทธวิธีที่วางไว้อย่างรอบคอบ เมื่อถึงวันที่มีพยานหลักฐานนำไปถึงตัวนายใหญ่จนดิ้นไม่หลุด วันนั้นแหละจะได้ยินชื่อ “ตัวการใหญ่ถูกเรียกเข้ารายงานตัว
 
 

'บิ๊กตู่-คสช.'เมินงานวันชาติสหรัฐ เหตุลดความช่วยเหลือ'ทัพ

พฤหัสบดีที่ 3 กรกฎาคม 2557

3 ก.ค.57 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผบ.ทบ. และหัวหน้า คสช. , พล.อ.ธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร ผบ.สส. และรองหัวหน้า คสช. , พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง ผบ.ทอ. และรอง หัวหน้า คสช. , พล.ร.อ.ณรงค์ พิพัฒนาศัย ผบ.ทร. และรองหัวหน้า คสช. รวมทั้งนายทหารระดับสูงของ คสช. ตัดสินใจไม่เข้าร่วมงานวันชาติของประเทศสหรัฐอเมริกา ที่โรงแรมคอนราด ซึ่งจัดขึ้นโดยสถานทูตสหรัฐฯประจำประเทศไทยแน่นอนแล้ว

รายงานระบุว่า เหตุที่ผู้นำเหล่าทัพและคณะรักษาความสงบแห่งชาติไม่ไปเข้าร่วมงานวันชาติสหรัฐ น่าจะมาจากนโยบายสหรัฐฯ ที่ลดความช่วยเหลือทางการทหารต่อกองทัพไทย ภายหลังจากการรัฐประหารเมื่อวันที่ 22 พ.ค.ที่ผ่านมา นอกจากนี้แล้วทางสถานทูตสหรัฐฯ ก็ไม่ได้มีการเชิญผู้นำกองทัพไทยเข้าร่วมงานด้วย

วันพุธที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

เรื่องราวน่ารักในวังสระประทุม-สุนัขทรงเลี้ยงวังสระปทุมตอนที่1-3



 อัปโหลดเมื่อ 11 พ.ค. 2010 สุนัขทรงเลี้ยงวังสระปทุมตอนที่1-3


●●อ่านนะมีคุณค่าจริงๆ
คนซื่อสัตย์คือ สมบัติของพระราชา●●

เมื่อหลายปีก่อน (ประมาณสัก ๑๓ปี) มีนักธุรกิจคนหนึ่งมาหาอาตมาที่วัดสุทัศน์ฯ เป็นนักธุรกิจที่ทำงานอยู่กับคุณเจริญ คุณหญิงวรรณา สิริวัฒนภักดี เมื่อพบกัน ท่านผู้นี้ก็แจ้งความประสงค์ของการมาพบ และเล่าเรื่องที่เป็นจุดประสงค์ ดังนี้...

"ท่านคงพอจะจำผมได้นะครับ เราเคยพบกันที่บ้านของคุณเจริญ คุณหญิงวรรณา สิริวัฒนภักดี
ผมมีเรื่องอยากจะเล่าให้ท่านฟังดังนี้ว่า

เมื่อก่อนผมเป็นครูสอนวิชาภูมิศาสตร์และวิชาประวัติศาสตร์ ปกติผมต้องไปค้นคว้าข้อมูลในหอสมุดแห่งชาติต่อมา ก็มีนักเรียนหญิงคนหนึ่งผูกเปีย ๒ ข้างเข้าไปค้นข้อมูลอย่างจริงจัง ว่างก็สนทนากันถึงเรื่องวิชาการ

...อยู่มาวันหนึ่งนักเรียนหญิงคนนั้นก็ชวนผมไปเที่ยวบ้านโดยบอกว่าจะให้พ่อเลี้ยงข้าวหนึ่งมื้อ
ในฐานะที่ให้ความรู้ด้านวิชาการโดยมีการนัดแนะกันที่พระราชวังดุสิต สวนจิตรลดาโดยเธอบอกว่าเมื่อเข้าประตูที่ ๑ แล้วขอให้บอกแก่คนที่เฝ้าประตูด้วยคำพูดนี้
(เป็นคำเฉพาะ)...ครั้นถึงวันนัดหมายผมก็เดินทางไปโดยรถแท็กซี่

เมื่อเข้าประตูผมก็มิได้สงสัย คงบอกเจ้าหน้าที่ตามนั้นครั้นถึงขั้นที่ ๒ ผมก็บอกตามนั้นอีก
เจ้าหน้าที่ก็อัธยาศัยดี ให้ความเคารพผมอย่างยิ่ง

แต่พอ ถึงขั้นที่๓
ผมก็เริ่มเห็นภาพชัดเจนว่า...แท้ที่จริงเด็กผู้หญิงคนนั้นคือ
"สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯสยามบรมราชกุมารี"
ซึ่งตอนนั้นยังมิได้เฉลิมพระยศนี้......ท่านครับ

พอผมนึกออกก็เริ่มสั่นแล้ว แต่เหตุที่ผมนึกไม่ออกนั้น เพราะผมไม่เคยคิดเลยว่าเจ้าฟ้าจะสนพระทัยในวิชาการอย่างจริงจัง เวลาค้นคว้าก็ทรงสืบค้นด้วยพระองค์เองทุกอย่าง ทรงค้นคว้าและจดจำอย่างขมีขมันโดยมิได้มีข้าราชบริพารเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับพระองค์ และเวลาที่ทรงสนทนาก็ให้ความนับถือคู่สนทนา ยิ่งรู้ว่าผมเป็นครูสอนวิชาดังกล่าว

...เมื่อผมรู้ว่านักเรียนหญิงคนนั้นคือสมเด็จพระเทพฯ ผมก็ประหม่า และแล้วรถแท็กซี่ก็ถึงที่นัดพบ สักครู่พระองค์ก็เสด็จออกมาแล้วตรัสปฏิสันถาร
ถึงตอนนี้ผมก็ก้มลงกราบกับพื้น
และที่ทำให้ผมสั่นยิ่งขึ้นก็คือตอนนี้ผมรู้แล้วว่าคุณพ่อของเด็กผู้หญิงคนนี้คือ
"พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว"

...ท่านครับ
สักครู่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวก็เสด็จออกมา ทรงมีพระพักตร์ที่ยิ้มแย้มแล้วตรัสว่า
"เห็นลูกสาวบอกว่าเป็นเพื่อนกัน"
เมื่อพระองค์ตรัสดังนี้ ผมก็ก้มลงกราบด้วยความประหม่าเป็นที่สุด แล้วกราบบังคมทูลว่า
"มิเป็นการบังอาจพระพุทธเจ้าข้า"

...พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระมหากรุณาธิคุณตรัสว่า
ขอให้ทำตัวตามปกติไม่ต้องประหม่าหรือกลัวแต่อย่างใด พระองค์ตรัสขอบใจที่ได้เป็นเพื่อนสนทนาในวิชาการดังกล่าว

จากนั้นพระองค์ก็ตรัสว่า
"อันที่จริงก็มีผู้อยากขอเข้าเฝ้าฯ เป็นจำนวนมาก บางรายก็ขอนำเงินขึ้นทูลเกล้าถวาย แต่เราก็ไม่สามารถจะรับเงินของบางคนได้เราจะรับเงินของเขาได้อย่างไร ในเมื่อเงินที่เขานำมาถวายเรานั้นเป็นเงินที่เกิดจากการขายแผ่นดินของเรา เราจึงรับเงินนั้นไม่ได้...ถ้าจะถามพระราชาอย่างเราว่าพระราชาอย่างเราต้องการอะไร เราก็ขอตอบว่า...พระราชาอย่างเราต้องการคนที่ซื่อสัตย์เพราะคนที่ซื่อสัตย์ คือ สมบัติของพระราชาอย่างเรา"

...ท่านครับ
ผมก้มลงกราบถวายบังคมพระองค์อีกครั้ง ด้วยความซาบซึ้งน้ำตาไหลในพระมหากรุณาธิคุณ
ที่พระราชทานพระบรมราชวโรกาสให้แก่ครูสอนหนังสือเล็กๆ คนหนึ่ง พระราชดำรัสของพระองค์มีคุณค่ายิ่งต่อชีวิตของผม จากนั้นพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวก็พระราชทานเลี้ยงก๋วยเตี๋ยว เป็นอาหารที่ผมรับประทานแล้วอิ่มตลอดชีวิต

...ท่านครับ
จากวันนั้นมา ชีวิตผมก็เปลี่ยนแปลงไปโดยที่ผมเองก็มิได้รู้ว่าทำไมชีวิตของผมซึ่งเป็นครูต้องเปลี่ยนแปลงงานที่ทำโดยมิได้ตั้งใจ ชีวิตเจริญก้าวหน้าขึ้นตามลำดับ แต่พระราชดำรัสที่พระองค์ตรัสไว้นั้นจารึกอยู่ในใจผมเสมอ
...ผมอยากจะเรียนท่านให้ทราบเพียงเท่านี้แหละครับ

ถ้าท่านจะกรุณานำไปเล่าให้คนทั้งหลายได้รับทราบ ก็จะเป็นลาภของคนที่ฟัง เขาจะได้รู้ว่าพวกเขาควรทำอย่างไรจึงจะได้ชื่อว่าเป็นคนของพระราชา

อาจารย์ท่านนี้เมื่อเล่าจบก็ลากลับด้วยสีหน้าที่อิ่มสุขและน้ำตาที่คลอเบ้าตา มิใช่เพียงอาจารย์ท่านนี้ที่อิ่มสุขเท่านั้น อาตมาเองซึ่งเป็นผู้ฟังก็อิ่มสุขน้ำตาคลอเบ้าเช่นเดียวกัน/

บทความของ
พระราชวิจิตรปฏิภาณ
วัดสุทัศน์พยายามอ่านนะมีคุณค่าจริงๆ
คนซื่อสัตย์คือ สมบัติของพระราชา


วันอังคารที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

ความแข็งแกร่งของประเทศไทย/กับดักคนดี/The State of Martial Law in Thailand



เรื่องนี้ยาว.....ย..า...ว......

แต่เมื่ออ่านมีความสุขมาก
ยิ่งอ่านก็ยิ่งภูมิใจ........ต้องอ่านให้จบ !

ความแข็งแกร่งของประเทศไทย ประเทศไทยของคนไทยทุกคน

ในบรรดาประเทศที่เป็นสมาชิกของสหประชาชาติเกือบสองร้อยประเทศ และมีคุณสมบัติเพียงพอที่จะเป็นสมาชิกขององค์การ การค้าโลก 156 ประเทศ ที่รัสเซียเป็นสมาชิกรายล่าสุด

ประเทศไทยมีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับที่ 31 ของโลก

เป็นตลาดที่มีกำลังซื้ออันดับที่ 24 ดังนั้นอียู และอเมริกาจืงกระตือรือร้นที่จะมาขอทำเขตการค้าเสรี ที่เรียกว่า Free Trade Area

ประเทศไทยเป็นประเทศผู้ส่งออกอันดับที่ 28 ซื่งแสดงว่า ถ้าประเทศไทยส่งออกไม่ได้ หรือไม่ส่งออก วุ่นทั้งโลก เห็นกันมาแล้วในตอนที่บริหารงานน้ำไม่เป็น การผลิตรถยนต์ คอมพิวเตอร์ วุ่นวายไปหมดทั้งโลก

เมื่อไทยเกิดวิกฤติการเงินก็ส่งผลให้ลามไปทั้งเอเซีย รัสเซีย เข้ายุโรปด้วย ไปจนถืงละตินอเมริกา ประเทศไทยเล่นได้แซ่บแค่ไหน รู้กันดี

CIA แอบรวบรวมข้อมูลเงินต่างประเทศที่ไหลเข้ามาลงทุนในประเทศไทย แล้วตะลืงว่ามีถืง 200 พันล้านเหรียญ อันนี้เป็นลงทุนทำโน่นนี่จริงๆ ไม่ใช่เงินในตลาดหุ้น เป็นที่อิจฉาของประเทศใกล้เคียงมาก

ที่เงินไหลเข้ามาลงทุนในไทย มีหลายสาเหตุ เช่น คนไทยหน้าตาดี คนไทยทำงานเก่ง ประเทศที่คนไม่เก่งเขาไม่ค่อยไปลงทุนด้วย

เวียดนามทุ่มสุดตัวสร้างโรงกลั่นน้ำมัน ปรากฏว่ากลั่นไม่ได้เรื่อง น้ำมันที่ได้คุณภาพต่ำ ต่างจากฝีมือวิศวกรไทย นักเคมีไทย เป็นผู้กลั่นน้ำมันที่สำคัญของเอเชีย

เทียบกันทั่วโลกแล้ว ประเทศไทยจัดว่าเป็นประเทศที่การลงทุนทำได้ง่ายเป็นอันดับที่ 17 ของโลก เท่่าๆแคนาดา และเยอรมัน เช่น กู้เงินได้เร็ว ก่อสร้างได้เร็ว หาคนทำงานได้เร็ว จดทะเบียนบริษัทได้เร็วมาก

เป็นประเทศที่ส่งออกและนำเข้าอันดับยี่สิบของโลก ถ้าไม่เอาทองเข้ามาเยอะ และไม่จำนำข้าวมโหฬารจะเกินดุลการค้า เกินดุลบัญชีเดินสะพัดแน่นอน

ในยุคที่รายได้สำคัญของประเทศเกิดจากการขายการท่องเที่ยว การศืกษา การขนส่งทางอากาศ บริการสนามบิน กำไรจากการค้ากับต่างชาติเช่นค้าชายแดน ขายที่แพลตินั่ม โบ๊เบ๊ สำเพ็ง ขายบริการท่าเรือ เดินเรือ ขนส่งสินค้าทางบก บริการการแพทย์ ขายบริการเทเลคอม บริการธนาคาร หลักทรัพย์ บริหารงานก่อสร้าง ลงทุนก่อสร้าง ขายบริการนักบิน แอร์ สปา

ประเทศไทยทำได้ไม่เลว ครับ เป็นประเทศที่ทำรายได้จากอุตสาหกรรมฐานความรู้ ความชำนาญเป็นอันดับที่30 ของโลก

เป็นประเทศผู้ผลิตสินค้าอุตสาหกรรมอันดับสิบเจ็ด

ประเทศไทยผลิตสินค้าเกษตรเป็นที่ 11 แต่เนื่องจากผลิตได้มากเกินไป จืงกลายเป็นผู้ส่งออกอาหารอันดับหก แนวเดียวกับเดนมาร์ก ออสเตรเลีย

นักธุรกิจไทยโดยเฉพาะผู้หญิงน่ากลัวมาก เล่นของกันทั้งนั้น มีทั้งนางกวัก เจ้าแม่กวนอิม ฮวงจุ้ย พระพิฆเณศร์ ซองดักเงิน สักยันต์ เป่าคาถาใส่ลูกค้า ไหว้เจ้าที่ ห้อยพระ ติดสินบนเทพต่างๆ ผมเคยอธิบายให้เพื่อนฝรั่งฟัง แต่ก็ไม่รอด หย่าเมียมาแต่งงานกับสาวไทย ถูกเทคโอเวอร์ไปเรียบร้อย โดนของ

ประเทศนี้มีนักท่องเที่ยวเข้ามาอันดับที่ 19 ของโลก ขายบริการสนามบินได้เป็นอันดับที่17

ถ้าออสซี่ไม่พักกรุงเทพ เดินทางตรงไปยุโรป สลบแน่นอน

เราโชคดีที่อยู่ในประเทศที่เจริญรุ่งเรืองทางเศรษฐกิจครับ และเราจะเจริญรุ่งเรืองต่อไป

ตอนสงครามโลกครั้งที่สอง จบลง รายได้คนไทยแค่ 100 เหรียญต่อคนต่อปี ตอนผมเรียนตรีมหาวิทยาลัยราว 300 เหรียญ ตอนเรียนโทราว 600 เหรียญ

เมื่อเดือนกรกฏาคม 2554 ธนาคารโลกเลื่อนประเทศไทยขื้นสู่ประเทศกลุ่มรายได้ปานกลางขั้นสูง upper middle income country เพราะเขาบอกว่ารายได้เข้าเกณท์มาตั้งแต่ปี 2551 พวกฝรั่งที่มาวิจัยบอกว่า จริงๆแล้วรายได้คนไทยสูงกว่าที่แสดงไว้เยอะ เพราะมีรายได้นอกระบบ เช่น ค้าขาย โน่นนี่อีกร่วม 50% ซื่งต่างประเทศเขาลงนับ ของเราไม่ รายได้จากที่ไม่มีโฉนดก็ไม่แสดง หลบภาษีเก่งมาก

ประเทศไทยมีอัตราคนว่างงานต่ำเป็นอันดับสองของโลก แถมยังมีคนต่างชาติมาทำงานอีก 3.7 ล้านคน แสดงว่ามีงานเกินคน จะจ้างคนทำงานหนื่งคน ต้องลงทุนสองล้านบาทขื้นจืงจะมีงานหนื่งตำแหน่ง

การที่เรามีการทำเขตเศรษฐกิจเสรีกับออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ จีน อินเดีย อาเซียน เกาหลี รวมประชากรร่วมสองพันล่านคน เก้าสิบเปอร์เซนต์ของสินค้าในกลุ่มอาเซียนภาษีเท่ากับศูนย์ เมกา กับยุโรปจืงต้องการเข้ามาร่วมมาก

ค่าครองชีพเมืองไทยอยู่ที่อันดับ 81 ถูกกว่าพม่า อินโดเยอะ ห้าปีที่ผ่านมาแพงขื้นมาก เดิมอยู่ที่อันดับ 105

ช่วงปี 2514 ไทยถูกจัดเป็นประเทศน่าลงทุนอันดับ 8

และถ้าคนในโลกจะเกษียนอายุ ผลการสำรวจบอกว่าเมืองไทยเหมาะมากอยู่ในอันดับเก้าของโลก

เพิ่มข้อมูลอีกนิด ไทยเป็นประเทศผู้ส่งออกดิสค์อันดับหนื่ง ส่งออกยางอันดับสอง น้ำตาลด้วย ส่งข้าวออกเป็นที่หก ส่งรถยนต์ไปขายอันดับที่15 เป็นแหล่งผลิตอาหารอีกนานเพราะมื่อาหารสัตว์คือปลายข้าว มันสำปะหลัง ข้าวโพด ปลาป่น จืงเป็นผู้ผลิตส่งออกหมู ไก่ ไข่ เป็ด ชั้นนำ ผัก ผลไม้เพียบ ต่อไปจะส่งดอกไม่ตีตลาดโลกแบบโคแวนท์ มาร์เกตของอังกฤษ

ต่างชาติชอบมาอยู่เมืองไทย มาทำงานเมืองไทย ที่พักระดับดีถูกสุดในเอเชีย อาหารดี โรงพยาบาลดี อยู่ประเทศอื่นต้องมาเมืองไทย โรงเรียนอินเตอร์ชั้นนำ เที่ยวได้ทั้งคืน กินเหล้าได้ทั้งคืน มีทะเลภูเขา ป่าไม้ มีอาหารทุกชาติ ห้างใหญ่สุดเมียจะได้เดินช้อปปิ้ง รถไฟฟ้าก็มี เป็นเมืองของหนุ่มสาว บรรยากาศลั้ลลา

ต้อนรับคนทุกศาสนา มีเสรีภาพในการเป็นเกย์ ทอม ดี้ เลส โรงหนังชั้นเยี่ยม ระบบคมนาคมดีกว่าจาร์กาต้า ฮานอยเยอะ

ที่สำคัญคุณหาห้องน้ำสะอาดได้ทั่วไป เรื่องนี้สำคัญสุดๆสำหรับผู้หญิงทุกคน

สถานทูตอเมริกามาอยู่กันตั้งสี่พัน งบค่าเช่าบ้านแค่สี่ห้าหมื่น ย้ายไปอยู่ดาร์วิน ออสเตรเลียไม่ไหวหรอก หรืออยากย้ายไปอยู่เดลลี ย่างกุ้ง ไซ่ง่อนกัน

คนนิสัยดี มีกาละเทศะ ไม่วุ่นวายเหมือนคนบางชาติ ให้เกียรติคน

อากาศไม่ร้อนจัด เย็นจัดเหมือนอัลไมตี้ คาร์ซัคสถาน

น่าอยู่ น่าทำงาน คนแพรคติคอล ดีกว่าแอลเอเยอะ

ประเทศนี้แข็งแรง เติบโต ไม่มีใครมาแบน มันพูดเพ้อเจ้อไปงั้นเอง

เป็นประเทศใหญ่ แข็งแรง สำคัญต่อเศรษฐกิจโลกมาก

บอกเล่าเรื่องราวเหล่านี้ให้ลูกหลานของคุณ นักเรียนของคุณ เพื่อพวกเขาจะได้รู้จักประเทศของตนเอง และรู้ว่าคนรุ่นก่อนๆร่วมกันสร้างประเทศนี้ขื้นมา

ขอให้มีกตัญญูต่อประเทศชาติ

บอกเล่าให้เพื่อนต่างชาติของคุณฟัง เพื่อเขาจะได้รู้จักประเทศไทยมากขึ้น

Somkiat Osotsapa
๓๐ มิ.ย. ๒๕๕๗



กับดักคนดี โดย วสิษฐ เดชกุญชร
ผมก็เหมือนกับคนไทยอีกหลายล้านคนที่เฝ้ามองดูและเอาใจช่วย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบกและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) อย่างใจจดใจจ่อ ถึงวันนี้ ผมไม่ติดใจสงสัยอีกต่อไปแล้วในตัวคุณประยุทธ์ ผมเชื่อแล้วว่าคุณประยุทธ์มีความ บริสุทธิ์ใจและตั้งใจที่จะแก้ปัญหาบ้านเมืองให้จงได้ โดยไม่เห็นแก่หน้าใคร และใครก็ตามที่บอกทักษิณ ในคลิป “ถั่งเฉ้า” ว่า “ตู่ไว้ใจได้” นั้น ไม่รู้จักคุณประยุทธ์จริง  เพราะเชื่อว่าคุณประยุทธ์มีความบริสุทธิ์ใจ และตั้งใจแก้ปัญหาบ้านเมือง ผมจึงเป็นห่วงว่าคุณ ประยุทธ์จะติดกับที่มีคนลอบวางเอาไว้แล้ว และกำลังจะวางต่อไปเพื่อดักคุณ ประยุทธ์
กับดักอันที่ 1  คือ  สมาชิกพรรคเพื่อไทยและแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการ แห่งชาติ (นปช.) ซึ่งขณะนี้ดูสงบและยุติความเคลื่อนไหวที่จะเป็นภัยแก่บ้านเมือง บางคนถึงกับแสดงท่าทีจะ ร่วมกับคุณประยุทธ์ในการปฏิรูปบ้านเมือง ผมไม่เชื่อว่าคนเหล่านั้นยุติความเคลื่อนไหวจริง ๆ แต่เชื่อว่าเขาเพียงแต่หยุดเคลื่อนไหวชั่วขณะหนึ่งเพื่อดูสถานการณ์เท่านั้น เมื่อใดที่สถานการณ์เปลี่ยนแปลงไปทางด้านที่จะเป็นคุณแก่เขา เมื่อนั้น เขาก็คงจะเปิดเผยตัวและเคลื่อนไหวใหม่ ที่ผมเชื่อเช่นนี้ก็เพราะพฤติการณ์ของสมาชิกพรรคเพื่อไทย และ นปช.ในอดีต ที่แสดงให้เห็นอย่างโจ่งแจ้งว่าเขามุ่งหมายที่จะยึดครองเมืองไทยให้ได้ นอกจากนี้ผมยังเชื่อด้วยว่า ทักษิณในฐานะที่เป็นนายทุนสนับสนุนพรรคเพื่อไทย และ นปช. ก็กำลังคอยเวลาอยู่เช่นเดียวกัน
กำดักอันที่ 2  คืออำนาจของ คสช.เอง ใคร ๆ ก็ต้องยอมรับว่าเมื่อประกาศกฎอัยการศึก ทำรัฐประหาร ยึดอำนาจการปกครอง และตั้งตัวเองขึ้นเป็น คสช.แล้ว คุณประยุทธ์ก็กลายเป็นบุคคลที่ทรงอิทธิพล และมีอำนาจที่สุดขึ้นในประเทศ ตัวคุณประยุทธ์นั้นผมไม่ห่วง เพราะคุณประยุทธ์ได้ประกาศทันทีหลังจากที่ยึดอำนาจได้ว่าจะต้องทำตัวท่านให้เล็ก แสดงว่าคุณประยุทธ์ตระหนักในพิษของอำนาจที่ตนมี แต่ผู้อื่นใน คสช. ซึ่งพลอยมีอำนาจขึ้นมาในการบริหารงานด้านต่าง ๆ ของบ้านเมืองเล่า ตระหนักในพิษของอำนาจอย่างคุณประยุทธ์หรือไม่ ?
อำนาจนั้นเหมือนสนิมเหล็กที่เกิดจากเนื้อเหล็กเอง เกิดแล้วก็กัดเหล็กจนกร่อน และอาจกร่อนไปทั้งชิ้นทั้งแท่งจนเหลือแต่สนิม
กับดักอันทที่ 3  คือนายทุนที่พร้อมจะร่วมกับผู้มีอำนาจไม่ว่าจะเป็นใครมี อุดมการณ์อย่างใด ขอเพียงแต่ให้ตนได้ประโยชน์ และผลกำไรเป็นของตนเท่านั้น นายทุนจำพวกนี้เต็มใจที่จะร่วมมือสนับสนุนผู้มีอำนาจ และเมื่อสามารถเข้าใกล้ชิดผู้มีอำนาจได้แล้ว ก็กลายเป็นผู้มีอิทธิพล และมีอำนาจขึ้นมาอีกคนหนึ่ง และใช้อำนาจนั้นหาประโยชน์หากำไรให้ตนเอง
กับดักสุดท้าย  คืออคติและการหลงสถาบันการศึกษาของคนใน คสช.
ย่อมเป็นที่ทราบกันอยู่แล้วว่า คสช. นั้นประกอบด้วยนายทหารเป็นส่วนใหญ่ และผู้ใต้บังคับบัญชาซึ่งเป็นนายทหารชั้นรองลงไป นายทหารทั้งใหญ่และน้อยนี้ส่วนมากสำเร็จการศึกษาจากโรง เรียนเตรียมทหารและโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า และยังมีนายตำรวจอีกจำนวนไม่น้อยที่สำเร็จการศึกษาจากโรงเรียนเตรียมทหารด้วย เท่าที่เคยปรากฏมาแล้ว ในสมัยที่ทักษิณและยิ่งลักษณ์เรืองอำนาจ การแต่งตั้งนายทหารและนายตำรวจมิได้กระทำโดยคำนึงถึงหลักคุณธรรม และความรู้ความสามารถ แต่อาศัยรุ่นการศึกษาในโรงเรียนเตรียมทหาร และโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้าเป็นหลักมากกว่า จะเห็นว่าเพื่อนร่วมรุ่นของทักษิณเป็นจำนวนมากได้รับการแต่งตั้งโดยข้ามหัวผู้อื่นขึ้นไป
ถ้ายังปล่อยให้อคติ และการหลงสถาบันการศึกษามีอยู่ ก็คงหวังได้ยากว่าเมืองไทยจะได้ข้าราชการตำรวจ ทหาร และพลเรือนที่มีคุณภาพ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการปฏิรูปประเทศไทย
ทั้งสิ้นนี้ คือความเป็นห่วงของผู้หนึ่งที่เอาใจช่วยคุณประยุทธ และหวังว่าคุณประยุทธ์จะเห็น และเลี่ยงหรือก้าวข้ามกับดักเหล่านั้นไปได้โดยปลอดภัย.

 
By Michael Yon
The State of Martial Law in Thailand

Messages come in daily from around the world with concern about the current state of martial law. After almost six weeks of martial law, there has not been a single injury (to my knowledge) from a Red Shirt terror strike. During the six months preceding the coup, there were on average several terror strikes per week. Too much blood.

Thailand is probably safer today than at any time in living memory.

Are our voices being quashed by the Army? I am posting this on Facebook from Chiang Mai. The Army is just near me. Twitter and other social media are open for business.

There has been some censorship, but for the most part lines are open. Interesting, many people complain about the Army censorship on Facebook, and they call the leaders criminals and so forth, but the authors of these notes fail to recognize that they freely publish these accusations and few people have experienced problems. Yes, there is some censorship, but nearly all lines are open.

Journalists are free to come and go in all provinces without seeking permission. Journalists are free to photograph anything they like.

Note: there are criminal defamation laws in Thailand, but those are not the result of the coup. At some point soon, those laws need to be subject to reform.

There has been no widespread uprising opposing the coup. There were a few small protests early on, but those died out quickly. Many of the protestors appeared to be hired off of the streets as day labor. In any case, there has been no uprising, but when someone pretends to read the book 1984, photographers huddle around them as if that is some sign of wide discontent. Anti-coup protestors are hard to come by, not because the Army is squashing them, but apparently because nobody is paying them.

To my knowledge, the Army has not shot anyone. I am unaware that they have even beaten anyone, though at times a beating was probably warranted when some apparent hired protestors tossed objects at the Army more than a month ago. The only violence came from scattered protestors who, to say it again, are rare.

The military has captured much weaponry, including military rifles, grenades and RPGs. They have not arrested many people, but they seem to have arrested the right people because, again, UDD terror has stopped cold. UDD terror has ended for almost six straight weeks -- easily a world record several times over. (Touch wood.)

Few Soldiers are on the streets. No tanks. Most troops do not even carry rifles or any sort of firearm. The Soldiers are friendly and most people seem happy to have them around. If tourists or locals want to make selfies with Soldiers, they do not care. Go ahead.

Reform: Mafias are being busted up with the force of law. Again, nobody is being shot, but they are getting arrested, and released pending their cases. Rule of law is in effect. Not law of the jungle.

Reform is happening on so many fronts that it is becoming difficult to track. Human trafficking is being addressed -- I think this is not lip service but we will see.

Normal Thais are happy now that they can call authorities and investigations are actually launched.

Police: Many are not happy. The Army is busting up their happy world. A police colonel (one of the good guys, but also a Red Shirt), asked me the other night what I think of General Prayuth (the coup leader). I answered that I like what General Prayuth is doing. The colonel seemed surprised.

The colonel asked why I like this. I said, for starters, nobody is shooting grenades and rifles all over town. I hate grenades downtown. I never support people who throw grenades at unarmed civilians. This is a habit I picked up along the trail of life.

So the gunfire has stopped. That is a great start, and that is only for starters.

Bottom line: So far, the Thai coup d'etat is working better than probably anyone expected. Bets are on that even General Prayuth did not expect it to go this smoothly. No blood. No tears. The terrorism has stopped. Democracy reform is underway, the Thai way.
By Michael Yon
The State of Martial Law in Thailand

แกนสับปะรด ใบโหระพา แก้หินปูนเกาะ/การดื่มน้ำเมื่อท้องว่าง/กระดูกเสื่อม หายจริงๆ/วิธีล้างน้ำมัน/อาการของหัวใจขาดเลือดพืชในร่างกาย ที่สะสมมาตั้งแต่เกิด






แกนสับปะรด ใบโหระพา แก้หินปูนเกาะ
คนที่มีหินปูนเกาะตามข้อกระดูกจะทำให้ รู้สึกปวดเวลาเดิน มีอาการบ่อยๆ เป็นๆ หายๆ วิธีแก้ด้วยหลักโภชนาบำบัด ให้เอาแกนสับปะรด จำนวน 2 ขีด กับ ใบโหระพาสด 2 ขีด ใส่น้ำที่ต้มสุกปล่อยให้เย็น 3 แก้ว ปั่นจนละเอียดแล้วกรองเอาเฉพาะน้ำ กินครั้งละ 1 แก้ว เช้า เย็น ก่อนอาหาร ทำกินประจำจนกว่าจะรู้สึกว่าเบาตัว ไม่ปวดตามข้อเวลาเดินอีก สามารถหยุดกินได้ เป็นเมื่อไหร่ทำกินใหม่
ระหว่างที่กิน แกนสับปะรดใบโหระพา ให้ดียิ่งขึ้น ให้เอาขิงแก่ หั่นแผ่นบางๆ กะจำนวนตามต้องการ หรือตามวัตถุประสงค์ที่จะใช้ ผสมกับเกลือสมุทร หมายถึงเกลือเกล็ดเม็ดใหญ่ๆ บรรจุกระสอบวางขายริมถนนข้างนาเกลือ จ.สมุทรสงคราม จำนวนตามสมควร เทน้ำร้อนปนน้ำเย็นให้น้ำอุ่นๆลงไปในภาชนะ แล้วเอาส่วนที่ปวดเนื่องมาจากหินปูนเกาะลงไปแช่ 5-10 นาที หรือจะทำในอ่างอาบน้ำแช่ทั้งตัวก็ได้ จะช่วยทำให้เส้นตึงหายเร็วขึ้นด้วย
สับปะรด เนื้อผลแก้ไอขับเสมหะ เหง้าขับปัสสาวะแก้นิ่ว ลำต้นมีเอนไซม์ย่อยโปรตีน ใช้เป็นยาลดอาการอักเสบและบวมจากการถูกกระแทก บาดแผล หรือการผ่าตัด มีการผลิตเป็นยาเม็ดชื่อ ANANASE FORTE TABLET
โหระพา ใบสดแก้ท้องอืดเฟ้อ ขับลม มีน้ำมันหอมระเหย เมล็ดแช่น้ำพองตัวเหมือนแมงลัก เป็นยาระบาย เนื่องจากไปเพิ่มจำนวนกากอาหาร (BULK LAXATIVE)
สรรพคุณ สัปปะรดกับใบโหระพา
สัปปะรด มีรสเปรี้ยวหวาน จะช่วยขับปัสสาวะ ขับนิ่ว ขับเสมหะ แก้ไอ
ใบโหระพา ช่วยย่อยอาหาร แก้ท้องอืด ท้องเฟ้อ ขับลมในลำไส้ แก้ปวดประจำเดือน เป็นยาอายุวัฒนะ
วิธีทำ
1. เตรียมเนื้อสัปปะรด 1 หัว ใบโหระพา 1 ขีด และน้ำ 1/2 ลิตร
2. นำสัปปะรดมาหั่นเป็นชิ้นๆ ขนาดพอคำรวมทั้งแกนสัปปะรดด้วย
3. นำสัปปะรดและใบโหระพามาปั่นผสมน้ำ จนได้ที่แล้วกรองกากออก ดื่มได้เลยคะ
สรรพคุณของเครื่องดื่มนี้คือ
1. ทำให้เม็ดเลือดไปเลี้ยงสมองส่วนหน้าได้ดีขึ้น
2. เพิ่มเม็ดเลือดแดง หากต้องการให้เพิ่มเม็ดเลือดขาว ต้องใส่แกนสัปปะรดด้วย
3. ช่วยลดความดันโลหิตสูง
4. ลดลมในตัว
5. ช่วยแก้ไม่ให้เลือดข้นหรือหนืดเกินไป
6. ช่วยบำรุงหัวใจ
7. ลดอนุมูลอิสระ
8. นำมาตำใช้พอกแก้ไขข้ออักเสบ

 *การดื่มน้ำเมื่อท้องว่าง*  "ได้ประโยชน์อย่างที่คุณคิดไม่ถึง"
***************
การดื่มน้ำเมื่อท้องว่างผ่านกระเพาะอาหาร เพื่อรักษาสุขภาพที่ดีในประเทศญี่ปุ่นทุกวันนี้ เป็นที่นิยมดื่มน้ำทันทีหลังจากตื่นนอนตอนเช้า( ก่อนแปรฟัน)เพื่อการรักษาสุขภาพที่ดี *มีการทดลองทางวิทยาศาสตร์* "พบว่าน้ำสามารถใช้ชะลอความแก่" และสามารถบำบัดรักษาโรคเหล่านี้ได้ผล100% (แบบค่อยเป็นค่อยไปต้องใช้ระยะเวลา) ปวดหัว ปวดตามตัว โรคระบบหัวใจ โรคไขข้ออักเสบ โรคหัวใจเต้นเร็ว โรคลมบ้า หมู โรคอ้วน โรคหลอดลมอักเสบ โรคหืด วัณโรค อาการเยื่อหุ้มสมองอักเสบ ไขสันหลังอักเสบ โรคไตและยูริก โรคแสลง คลื่นไส้ต่างๆ โรคกระเพาะ โรคท้องร่วง โรคริดสีดวงทวาร โรคเบาหวาน โรคอาการท้องผูก โรคตา โรคภายในสตรี มะเร็ง รอบเดือนไม่ปกติ โรคคอ หู จมูก
วิธีการปฏิบัติ
1.  ตื่นนอนตอนเช้า ก่อนแปรงฟัน ให้ดื่มน้ำ 4 แก้ว (640 ซีซี)
2.  หลังจากนั้นสามารถและล้างหน้าอาบน้ำได้ แต่ต้องไม่ดื่ม หรือรับประทานอะไร จนกว่า 45 นาทีผ่านไป จึงจะรับประทานได้ตามปกติ
3.  หลังรับประทานอาหารเช้า กลางวัน เย็น ไปแล้ว 15 นาที ไม่ควรดื่มน้ำหรือรับประทานอะไร จนกว่า 2 ชั่วโมงผ่านไป
4.  ผู้ป่วย หรือคนชรา ที่ไม่สามารถดื่มน้ำ 4 แก้ว ก็ให้ค่อยๆ ดื่ม ค่อยเป็นค่อยไปเรื่อยๆ จนได้ครบ 4 แก้ว

ข้อปฏิบัติ 4 ข้อดังกล่าว จะทำให้ท่านบำบัดรักษาโรคที่เป็นอยู่ค่อยๆเบาและหายขาดได้ในที่สุด ทำให้คุณภาพชีวิตดีขึ้น และไม่มีผลข้างเคียงใดๆ ทั้งสิ้นเพียงแต่อาจปัสสาวะบ่อยขึ้นและหลังดื่มน้ำไปแล้วประมาณ 1-2 ชั่วโมง จะปวดปัสสาวะ
จากสถิติข้อมูลโรคที่บำบัดรักษาทำให้หายได้ภายในเวลาดังนี้
1. โรคความดันโลหิตสูง 30 วัน
2. โรคกระเพาะ 10 วัน
3. โรคเบาหวาน 30 วัน
4. โรคท้องผูก 10 วัน
5. โรคมะเร็ง 180 วัน
6. โรควัณโรค 90 วัน
7. โรคไขข้ออักเสบจะเห็นผลภายใน 3 วัน

กระดูกเสื่อม หายจริงๆ !!!
เก็บตก จากวัดเขาพุทธโคดม คอร์สก่อน ....
☆☆☆☆☆☆☆☆☆☆

“หมอเพชร” หรือ ดร.กฤษณา รัตนชาลี ศัลยแพทย์ด้านหัวใจ วัย 60 ต้นๆ
เรียนจบ แพทย์จากอังกฤษ และทำงานประจำอยู่ที่ต่างประเทศ
เพิ่งบินกลับมาปฏิบัติธรรม ที่วัดเขาฯ เป็นครั้งแรก

เล่าให้ฟังถึง เพื่อนหมอซึ่งไปตรวจที่ รพ.ศิริราช
พบว่า  เป็นโรคกระดูกเสื่อมเฉียบพลัน  รพ.ให้ยามากินมากมาย
หมอเพชรบอก เพื่อนเอายาทิ้งไป

และลองกิน น้ำกระชาย ซึ่งตามสูตรธรรมชาติบำบัด เป๊ะยิ่งกว่า ท่าน อ.สุทธิวัสส์ ซะอีก คือ ห้าม เพื่อนใช้เครื่องปั่นไฟฟ้า ให้ใช้ครกหินอ่างศิลาตำๆ พอกระชายแหลก ก็เอามากรองด้วย “กระชอนไม้” ปูรองด้วยผ้าขาวบาง จนได้หัวเชื้อ มาผสมกับ น้ำผึ้ง และน้ำมะนาว

กินอยู่ประมาณ ๑ เดือน ไปตรวจใหม่ หมอที่ศิริราชตกก๊ะใจ สงสัยว่าไปทำอะไรมา มวลกระดูกถึงแน่นปึ้กขนาดนี้! คนไข้ก็ไม่กล้าบอก หมอถามต่ออีกว่าแล้วยาที่ให้ไปกินหมดรึยัง? ... ยังค่ะ

ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา เพื่อนหมอเพชรคนนี้ก็กินน้ำกระชายเป็นเครื่องดื่ม
ประจำตัวประจำบ้าน แล้ว

ไม่เคยป่วยด้วยโรคกระดูกเสื่อม อีกเลย...

 Photo: น้ำมันพืช
อันตรายระดับชาติ !!! 

คนไทยตาสว่างเสียที… เลิกเสียเงินซื้อยาฝรั่ง ต้นเหตุเพียงแค่น้ำมันพืชเคลือบระบบดูดซึม 
อดีตเมื่อก่อน 30 ปีที่แล้ว คนไทยใช้น้ำมันมะพร้าว และ น้ำมันหมูทำกับข้าว จู่ ๆ โฆษณาฝรั่ง มากล่าวโทษวิถีไทยเดิม ๆ อ้างว่าน้ำมันมะพร้าว และ น้ำมันหมูทำให้คลอเลสเตอรอลสูง เพราะจับตัวเป็นไข วิธีแก้คือ การใช้น้ำมันพืช 
ปัจจุบัน ผู้คนส่วนใหญ่เปลี่ยนมาใช้น้ำมันพืช เพราะความเชื่อที่ถูกฝรั่งฝังหัวมา แต่ปรากฏว่า อัตราการเป็นโรคต่าง ๆ มากขึ้น … ไขมันในเลือดสูง, โรคหัวใจ, โรคไต, ภูมิแพ้…เป็นต้น 
วงการสุขภาพของตะวันตก เพิ่งจะมาตาสว่างเมื่อค้นพบโทษของน้ำมัน พืช สหรัฐ ฯ ได้ออกมาตรการลด ละ เลิก ใช้ น้ำมันพืชผ่านกรรมวิธี (transfat oil) ในหลาย ๆ รัฐ 
ท่านสามารถอ่านข่าวเหล่านี้ได้ เช่น 
อาร์โนลด์ ชวาชเนกเกอร์ ผู่ว่าการรัฐแคลิฟอร์เนีย กับการแบนการใช้น้ำมันพืชผ่านกรรมวิธี โดยกล่าวว่า “การใช้น้ำมันพืชผ่านกรรมวิธี ทำให้เป็นโรคหลอดเลือดหัวใจ…” 

บันทึก #1 18 ก.พ. 2553 09:51:24

http://gov.ca.gov/press-release/10291/ 

รัฐเท็กซัส…พระราชบัญญัติ ขจัดน้ำมันพืชแปรรูปให้หมดจากร้านอาหาร ภายใน สิงหาคม 2553 

http://dallas.bizjournals.com/dallas/stories/2009/05/04/daily72.html 

KFC เริ่มเห็นโทษของน้ำมันพืชผ่านกรรมวิธี ออกเมนูไร้น้ำมันพืช Transfat 

http://abcnews.go.com/Health/OnCall/story?id=2615217 

McDonald ประกาศเริ่มใช้น้ำมันชนิดอื่น แทนน้ำมันพืชผ่านกรรมวิธีเมื่อปี 2007 เริ่มต้นที่ 1,200 สาขา 

http://www.msnbc.msn.com/id/16873869/ 

Dunkin Donut ประกาศเลิกใช้น้ำมันพืช ผ่านกรรมวิธีตั้งแต่ปี 2550 

https://www.dunkindonuts.com/aboutus/press/PressRelease.aspx?viewtype=current&id=100102 

เว๊บไซท์ ต่อต้าน transfat 

http://www.bantransfats.com/ 

โรคที่มากับน้ำมันพืชผ่านกรรมวิธี…ระบบ เผาผลาญอาหารเสื่อม, เบาหวาน, ธัยรอยด์, เสื่อสมรรถภาพทางเพศ, โรคหัวใจ, โรคอ้วน, โรคไต

http://transfatdisease.com/why.html 

อาหารที่พบอยู่ทั่วไป มีน้ำมันพืชเสมอ… ก๋วยเตี๋ยว, ผัดไท, หอยทอด, ราดหน้า, ผัดผักทุกชนิด, ไก่ทอด, ปาท่องโก๋, ข้าวผัด ขนมอบ เบเกอรี่… สรุปรวมว่าอาหารทุกชนิดที่ใช้กะทะ (ผัด ทอด) ใช้น้ำมันพืชทั้งนั้น 
น้ำมันพืชเกือบทุกชนิด ใช้น้ำมันปาล์มเป็นวัตถุดิบ ซึ่งราคาถูก แต่ขวางระบบดูดซึม น้ำซึมผ่านไม่ได้ หากใช้วัสดุอื่นตามที่โฆษณาจริง เหตุใดจึงยังขายได้ในราคาถูกเช่นนั้น 
อย่าให้คำว่า ‘ไม่เป็นไข’ มาหลอกท่านได้อีก

บันทึก #2 18 ก.พ. 2553 09:51:54
น้ำมันพืชเมื่ออยู่ในอุณหภูมิที่ต่ำกว่า 25 องศา จะดูสวยงาม ไม่เป็นไข ผิดกับน้ำมันหมูที่เมื่ออยู่ในอุณหภูมิต่ำ จะเป็นไข แต่เมื่อน้ำมันพืชเข้าไป อยู่ในร่างกาย อุณหภูมิ 37 องศา จะกลายเป็นกาวเหนียว เกาะติดลำไส้ ตั้งแต่ลำคอลงมาถึงลำไส้ใหญ่ ไม่สามารถล้างออกได้ด้วยพืชผักที่เราทาน เข้าไป และ ไม่สามารถล้างออกได้ด้วยน้ำ ชาธรรมดา 
แต่น้ำมันจากสัตว์ และ น้ำมันมะพร้าว เมื่ออยู่ในอุณหภูมิร่างกาย จะไม่มีทางเป็นไข และ จะละลายกับน้ำได้ สารอาหารต่าง ๆ ยังซึมเข้าร่างกายได้ 
หากท่านลองนำน้ำมันพืช ใส่ภาชนะ แล้วไปตั้งทิ้งไว้กลางแดดสัก 10 นาที อุณภูมิจะประมาณ 30 กว่าองศา ใกล้เคียงร่างกายมนุษย์ 

ท่านเช็ดน้ำมันพืชออกได้ยากมาก เหมือนกับที่เขม่ากาวติดกะทะ เครื่องครัว เขม่ากาวเหนียวนั่นคือผลของน้ำมันพืชโดนความร้อน จำเป็นต้องใช้กรดมาล้างเท่านั้น 
แต่หากท่านลองใช้น้ำมันหมู หรือ น้ำมันมะพร้าว ใส่ภาชนะแล้วตากแดด จะพบว่าล้างออกได้โดยง่าย 

เมื่อน้ำมันพืชเคลือบระบบดูดซึมท่านทั้งหมด น้ำก็จะไม่เข้าร่างกายท่าน เมื่อท่านทานน้ำ น้ำก็จะถูกพาไปที่ไต พาไปที่กระเพาะ ปัสสาวะโดยเร็ว เสมือนกับท่านทานน้ำ 100% น้ำไม่ได้ถูกดูดซึมเข้าไปใช้ ในอวัยวะต่าง ๆ เลย กลับเป็นภาระให้ไตนำไปทิ้ง 100% นี่คือเหตุผลว่าทำไมท่านทานน้ำแล้วฉี่บ่อย เป็นโรคไต และโรคกระเพาะปัสสาวะตามมา 
เมื่อน้ำซึมเข้าตัวไม่ได้ วิตามินที่มากับน้ำ เช่น วิตามินบี และ ซี ก็จะไม่เข้าร่างกายท่าน ขาดวิตามินบี ทำให้สมองมีปัญหา เฉื่อยชา ความจำสั้น หากหญิงกำลังตั้งครรค์ มีโอกาสทำให้ลูกคลอดมาเป็นออทิสติค ขาดวิตามินซี ทำให้ภูมิคุ้นกันมีปัญหาเป็น ภูมิแพ้ หวัด ไวรัส

บันทึก #3 18 ก.พ. 2553 09:52:36
เมื่อภูมิคุ้มกันมีปัญหา ท่านก็จะติดโรคอื่น ๆ ได้ง่ายมาก จบลงด้วยการเสียเงินซื้อยาฝรั่ง เงินทองไหลออกนอกประเทศ เพราะเพียงแค่ท่านหลงเชื่อว่าน้ำมันพืชสมัยใหม่ไม่เป็นอันตราย 
น้ำมันพืชผ่านกรรมวิธี จำเป็นต้องผ่านกระบวนการ 

- ฟอกสี (bleached) เพื่อให้สีดูสวย สดใส 
- แต่งกลิ่น (deodorized) เพื่อให้ไม่มีกลิ่นหืน มีกลิ่นตามที่ต้องการ 
- ใส่ไฮโดรเจน (hydrogenated) เพื่อทำให้ทอดอาหารอร่อย 
- กระบวนการเหล่านี้ ทำให้สารเคมี เปลี่ยน เมื่อทานเข้าไปแล้ว เป็นพิษต่อร่างกายโดยตรง 
เมื่อใดที่เห็นข้างกล่องผลิตภัณฑ์ว่า มีน้ำมันพืชผ่านกรรมวิธี ขอให้รู้ว่านั่นคือยาพิษ โยนทิ้งขยะทันที … 

…Trans fats do not exist in nature. They are laboratory-designed and have adverse health consequences. They interfere with the body’s production of beneficial fatty acids and promote heart disease. As trans fatty acids offer no benefits and only clear adverse metabolic consequences, when you see the words partially hydrogenated on the side of a box, consider it poisonous and throw it in the trash. (Ascherio, A., and W. C. Willett. 1997. Health effects of trans fatty acids. Am. J. Clin. Nutr. 66 (4 supp.): 1006S–10S.) 
http://www.diseaseproof.com/archives/hurtful-food-dunkin-donuts-kills-trans-fat.html 

ถึงเวลาล้างได้แล้ว 
ท่านจำเป็นต้องล้างน้ำมันพืชในร่างกาย ที่สะสมมาตั้งแต่เกิดเสียที ด้วยสูตรตามธรรมชาติ ที่ท่านสามารถพึ่งพาตัวเองได้ มี 2 สูตร ที่ได้รับการทดสอบจากประชาชนทั่วไป มากกว่า ห้าหมื่นคน และได้ผล 

สูตรที่เร็วที่สุดคือ น้ำชามะละกอ (ล้างอย่างเดียว แต่เร็ว) 

วิธีทำ : มะละกอดิบ ที่ใช้ตำส้มตำ นำมาหั่นเป็นชิ้นเหมือนชิ้นฟัก ประมาณ 6-8 ชิ้นต่อน้ำ 2 ลิตร จะขาดจะเกิน ไม่ผิด (ถ้าใส่มากเกินไปจะทำให้บูดง่าย มะละกอดิบที่เหลือ ใส่ตู้เย็นเก็บไว้ใช้ได้ในครั้งต่อไป) และใบเตย หรือ เก๊กฮวย อย่างใดอย่างนึง กะเอง ต้มในน้ำ จนเดือด พอเดือดได้ประมาณ 1 นาที ปิดไฟทันที อย่าต้มต่อ ให้เอามะละกอ กับ ใบเตยทิ้ง (อย่าปล่อยให้มะละกอเดือดจนเละ) แล้วใส่ใบชา ลงไปแช่ประมาณ 4 นาที ห้ามแช่นานกว่า 4 นาทีเพราะสารแทนนินจะออกมา ทำให้ท้องผูก แล้วตักใบชาทิ้ง จะได้น้ำชามะละกอ ดื่มร้อน หรือ เย็นได้ น้ำชาที่เหลือให้แช่ตู้เย็น เก็บไว้ได้ประมาณ 2 วัน เกินกว่านั้นจะบูด (ยางมะละกอล้างไขมัน, ใบเตยให้ความสดชื่น, ชาดับกลิ่นมะละกอ) 

สูตร นมสดโยเกิร์ตน้ำผึ้งมะนาว (ล้างและบำรุง ค่อย ๆ ล้าง)

บันทึก #4 18 ก.พ. 2553 09:53:14
นมสด โยเกร์ต น้ำผึ้ง มะนาว : ใช้โยเกิร์ตชนิดจืดครึ่งถ้วย ผสมนมสดชนิดจืด 1 กล่อง เติมน้ำผึ้ง 2 ช้อนชา และบีบมะนาว 2 ลูก คนให้เข้ากัน ทิ้งไว้ 5-10 นาที แล้วค่อยดื่ม
คุณสมบัติ : ให้วิตามิน B บำรุงสมอง วิตามิน C เพิ่มภูมิต้านทาน, จุลินทรีย์ตัวดีช่วยย่อยน้ำมันพืช, นมสดให้แคลเซียม 
ขอให้ท่านมองดูคนป่วยรอบกายท่าน คนป่วยในสังคม แล้วถามตัวเองว่า 
- คนเหล่านั้น ทานน้ำมันพืชแล้ว ภูมิคุ้มกันมีปัญหา ป่วย แต่ไปรักษา ปลายเหตุ ใช่หรือไม่ ? 
- คนป่วยเหล่านี้มากพอหรือยัง เงินที่คนป่วยเหล่านี้ต้องจ่ายซื้อยา เงินนั้นอยู่ในประเทศหรือนอกประเทศ ? 
- เศรษฐกิจพอเพียงจะเกิดขึ้นได้อย่างไร หากคนไทยยังไม่ดูแลสุขภาพตนเอง ต้องพึ่งพายาฝรั่งไปเรื่อย ๆ ?

หมายเหตุ : การทานอะไรก็ตาม แม้จะเป็นสมุนไพรก็ดี ควนทานแต่พอเหมาะ เพราะจะเกิดการสะสมตกค้างในอวัยวะ ภายในต่างๆ เช่นกัน

//ชั้นกำลังรอ น้ำมันหมูแบบใส่ขวดมาขาย

ท่านจำเป็นต้องล้างน้ำมันพืชในร่างกาย ที่สะสมมาตั้งแต่เกิดเสียที ด้วยสูตรตามธรรมชาติ ที่ท่านสามารถพึ่งพาตัวเองได้ มี 2 สูตร ที่ได้รับการทดสอบจากประชาชนทั่วไป มากกว่า ห้าหมื่นคน และได้ผล

สูตรที่เร็วที่สุดคือ น้ำชามะละกอ (ล้างอย่างเดียว แต่เร็ว)

วิธีทำ : มะละกอดิบ ที่ใช้ตำส้มตำ นำมาหั่นเป็นชิ้นเหมือนชิ้นฟัก ประมาณ 6-8 ชิ้นต่อน้ำ 2 ลิตร จะขาดจะเกิน ไม่ผิด (ถ้าใส่มากเกินไปจะทำให้บูดง่าย มะละกอดิบที่เหลือ ใส่ตู้เย็นเก็บไว้ใช้ได้ในครั้งต่อไป) และใบเตย หรือ เก๊กฮวย อย่างใดอย่างนึง กะเอง ต้มในน้ำ จนเดือด พอเดือดได้ประมาณ 1 นาที ปิดไฟทันที อย่าต้มต่อ ให้เอามะละกอ กับ ใบเตยทิ้ง (อย่าปล่อยให้มะละกอเดือดจนเละ) แล้วใส่ใบชา ลงไปแช่ประมาณ 4 นาที ห้ามแช่นานกว่า 4 นาทีเพราะสารแทนนินจะออกมา ทำให้ท้องผูก แล้วตักใบชาทิ้ง จะได้น้ำชามะละกอ ดื่มร้อน หรือ เย็นได้ น้ำชาที่เหลือให้แช่ตู้เย็น เก็บไว้ได้ประมาณ 2 วัน เกินกว่านั้นจะบูด (ยางมะละกอล้างไขมัน, ใบเตยให้ความสดชื่น, ชาดับกลิ่นมะละกอ)


สูตร นมสดโยเกิร์ตน้ำผึ้งมะนาว (ล้างและบำรุง ค่อย ๆ ล้าง)

วิธีทำ : นมสด โยเกร์ต น้ำผึ้ง มะนาว : ใช้โยเกิร์ตชนิดจืดครึ่งถ้วย ผสมนมสดชนิดจืด 1 กล่อง เติมน้ำผึ้ง 2 ช้อนชา และบีบมะนาว 2 ลูก คนให้เข้ากัน ทิ้งไว้ 5-10 นาที แล้วค่อยดื่ม
คุณสมบัติ : ให้วิตามิน B บำรุงสมอง วิตามิน C เพิ่มภูมิต้านทาน, จุลินทรีย์ตัวดีช่วยย่อยน้ำมันพืช, นมสดให้แคลเซียม
ขอให้ท่านมองดูคนป่วยรอบกายท่าน คนป่วยในสังคม แล้วถามตัวเองว่า
- คนเหล่านั้น ทานน้ำมันพืชแล้ว ภูมิคุ้มกันมีปัญหา ป่วย แต่ไปรักษา ปลายเหตุ ใช่หรือไม่ ?
- คนป่วยเหล่านี้มากพอหรือยัง เงินที่คนป่วยเหล่านี้ต้องจ่ายซื้อยา เงินนั้นอยู่ในประเทศหรือนอกประเทศ ?
- เศรษฐกิจพอเพียงจะเกิดขึ้นได้อย่างไร หากคนไทยยังไม่ดูแลสุขภาพตนเอง ต้องพึ่งพายาฝรั่งไปเรื่อย ๆ ?
หมายเหตุ : การทานอะไรก็ตาม แม้จะเป็นสมุนไพรก็ดี ควนทานแต่พอเหมาะ เพราะจะเกิดการสะสมตกค้างในอวัยวะ ภายในต่างๆ เช่นกัน

 
การเสียชีวิตกระทันหันขณะออกกำลังกาย สาเหตุที่พบบ่อยๆคือเส้นเลือดไปเลี้ยงหัวใจตีบตัน (STEMI)

เมื่อออกกำลัง ร่างกายต้องการออกซิเจนและ อาหารไปเสริมเพิ่มพลัง โดยส่งผ่านทางกระแสเลือด โดยกระตุ้นให้หัวใจทำงานเร็วขึ้นและหนักขึ้น หากขาดเลือดไปเลี้ยงหัวใจจากเส้นเลือดตีบตัน หัวใจจะทำงาน overload และหยุดทำงานในที่สุด

หน้าที่สำคัญอยู่ที่ตัวผู้ออกกำลังกายต้องรู้ตัวเอง เช่น มีอาการของหัวใจขาดเลือดมาก่อนหรือไม่ ซึ่ง อาการที่มักแสดงออกคือ เจ็บแน่นหน้าอก อย่างรุนแรง ร้าวไปที่คางหรือไหล่ เหงื่อออกตัวเย็น

ถ้ามีอาการขณะวิ่งบนสายพานต้องหยุดทันที บอกครูฝึกหรือเพื่อนที่ออกกำลังด้วยขอความ ช่วยเหลือ เช่น เคี้ยวแล้วกลืน แอสไพริน 300 มิลลิกรัมทันที (ยาตัวนี้ควรมีอยู่ที่ fitnessตลอดเวลา) ช่วยกันผายปอด/ปั้มหัวใจ และที่สำคัญต้องรีบส่ง โรงพยาบาลซึ่งสามารถให้ยาละลายลิ่มเลือดที่อุดตันได้ โดยการโทร. 1669

กระทรวงสาธารสุขและ สป.สช.มีโครงการ STEMI fast tract รองรับอยู่ ยิ่งได้ยาละลายลิ่มเลือดเร็วเท่าไหร่ ยิ่งปลอดภัยมากเท่านั้น ครับ

Credit : นายแพทย์ชูวิทย์ ลิขิตยิ่งวรา




ริชาร์ด เกียร์ ฝึกฝนปฏิบัติธรรม เพื่อสร้างโพธิจิต

 

เกือบ 30 ปีแล้วที่ดาราดังของฮอลลีวูด “ริชาร์ด เกียร์” เข้ามาสู่ร่มเงาของพระพุทธศาสนา ซึ่งพระเอกหนุ่มย้ำว่าเป็นหลักการที่เชื่อถือได้อย่างแน่นอน เพราะเขาได้พิสูจน์ด้วยการศึกษาและปฏิบัติอย่างจริงจังตลอดเวลาที่ผ่านมา
“ศาสนาพุทธ เป็นแนวทางที่ผมค้นพบว่าเชื่อถือได้อย่างเต็มที่ เป็นสิ่งที่สืบทอดกันมาแต่ครั้งโบราณ” เกียร์กล่าว

• สู่การเป็นพุทธศาสนิกชน
ริชาร์ด เกียร์ เล่าถึงจุดเริ่มต้นที่ทำให้เขาได้มารู้จักพุทธศาสนา และกลายมาเป็นพุทธศาสนิกชน ว่า
“มีอยู่ 2 ครั้ง ครั้งแรก เมื่อได้อ่านธรรมะ และครั้งที่ 2 เมื่อได้เจอพระอาจารย์ แต่ก่อนหน้านั้น ผมเคยศึกษาปรัชญาในมหาวิทยาลัยมาก่อน ผมรู้จักธรรมะของศาสนา พุทธเป็นครั้งแรกตอนอายุ 20 กว่าๆ ตอนนั้นผมก็เหมือน กับคนหนุ่มทั่วไป ที่ไม่ค่อยมีความสุขในชีวิต ผมไม่รู้ว่ามันเป็นความรู้สึกอยากฆ่าตัวตายหรือเปล่า แต่มันขาดความสุขจริงๆ และมักมีคำถามทำนองว่า “ทำไมต้องเป็นอย่างนั้นด้วย” เกิดขึ้นเสมอ บางครั้งดึกแล้วผมยังออกไปตามร้านหนังสือ อ่านเกือบทุกประเภท และหนังสือที่มีอิทธิพลต่อผมมากที่สุดคือ หนังสือพุทธศาสนาแบบ ทิเบต ของอีแวนส์-เวนทซ์ (Evans-Wentz)
ในหนังสือพูดถึงเรื่องความว่างเปล่า ครั้งแรกผมศึกษา เรื่องเซน ผมจำได้ว่าเดินทางไปแอลเอ เพื่อเข้าโปรแกรมทำสมาธิแบบเซน เป็นเวลา 3 วัน ผมเตรียมตัวก่อนไปเป็นเดือน ฝึกยืดขา เพื่อจะได้ไม่มีปัญหาในการทำสมาธิ ครูคนแรกของผมคือ ซาซากิ โรชิ ซึ่งทั้งดุและใจดีในเวลาเดียวกัน ตอนนั้นผมเพิ่งเริ่มหัดใหม่ ไม่รู้อะไรเลย ผมรู้สึกไม่แน่ใจ แต่ในส่วนลึก ก็ต้องการเรียนรู้จริงๆ ครั้งนั้นผมรู้สึกมีประสบการณ์ที่ดีและถือเป็นส่วนสำคัญสำหรับผม ในการเดินเข้าสู่เส้นทางพุทธศาสนา”

• ฝึกฝนปฏิบัติธรรม เพื่อสร้างโพธิจิต
พระเอกหนุ่มมักหาโอกาสปลีกวิเวก และศึกษาธรรมที่ทิเบตเป็นระยะๆ เขามีความสุขกับการใช้ชีวิตที่นั่น ซึ่งแตกต่างจากชีวิตในฮอลลีวูดโดยสิ้นเชิง เขาเล่าว่ามีเพียงห้องนอนเรียบง่าย และใช้ห้องน้ำรวม น้ำใช้มีจำกัด ไม่มีโทรทัศน์ หรือเครื่องปรับอากาศ หรือแม้แต่หนังสือพิมพ์ เกียร์บอกว่าเหล่านี้ไม่ใช่เป็นการทรมานตัวเอง แต่เป็นเวลาที่เขาจะได้ผ่อนคลาย ได้ทำสมาธิ ได้ปลดปล่อย
“พระอาจารย์ของผมส่วนมากมาจากโรงเรียนเกลุกปะ ของพุทธทิเบต ซึ่งท่านได้สอนในเรื่องความรู้สึกนึกคิด สติปัญญา และการค้นหาความจริง โดยใช้ภาษาง่ายๆ ใช้หลักเหตุและผล และเทคนิคต่างๆในการทำสมาธิ มันจะค่อยๆทำให้ใจของเราเริ่มคุ้นเคยกับการมองสิ่งต่างๆในอีกรูปแบบหนึ่ง
ผมรู้สึกอยู่เสมอว่า "การปฏิบัติธรรมคือการใช้ชีวิตจริง ผมจำได้ว่า เมื่อผมเริ่มทำสมาธิตอนอายุ 24 ปี เพื่อแสวงหาคำตอบให้ชีวิต ครั้งหนึ่งผมซุกตัวอยู่ใน

อพาร์ตเมนต์ เล็กๆเป็นเดือนๆ พยายามฝึกไทชิและนั่งสมาธิ ผมมีความรู้สึกแน่ใจว่า ผมอยู่ในสมาธิตลอดเวลา ไม่เคยหลุดออกมา แม้เวลาจะผ่านมานาน แต่ผมก็ยังมีความรู้สึกเช่นนั้นอยู่ มาถึงตอนนี้ผมสามารถนำมันมาใช้กับโลกภายนอกได้ โดยการฝึกมากขึ้น เฝ้ามองใจของ ตัวเอง พยายามสร้างโพธิจิต(จิตรู้
แจ้ง) ให้เกิดขึ้นในใจ”
ในช่วงที่เกิดเหตุการณ์ถล่มตึกเวิลด์เทรด เซ็นเตอร์ เมื่อวันที่ 11 ก.ย. 45 นั้น เกียร์ให้สัมภาษณ์ว่ากำลังศึกษา และปฏิบัติธรรมอยู่ที่รัฐแมสซาชูเซตส์ เขาได้ให้มุมมองในเรื่องนี้ว่า “เราต้องคิดว่าบรรดาผู้ก่อการร้ายนั้นได้ก่อความเลว ร้ายให้กับชีวิตภายหน้าของพวกเขาไว้แล้ว เรียกว่าสร้างกรรมชั่ว และเราจะต้องมองให้กว้างไกลว่า เราทุกคนต่าง เกี่ยวโยงกับการกระทำครั้งนี้เช่นกัน” และยังย้ำว่า “เราต้องให้ความรัก และเมตตากับทุกคน ไม่เว้นแม้พวกที่ก่อการร้าย ถ้าเราทั้งหลายสามารถที่จะมองพวกผู้ก่อการร้าย ด้วยความคิดว่า เขาเหล่านั้นคือผู้ป่วยที่ต้องได้รับการบำบัดรักษา ยาที่จะรักษาพวกเขาได้ก็คือ ความรักและเมตตานั้นเอง ไม่มีอะไรจะดีกว่านั้นอีกแล้ว”
เกียร์ทำสมาธิเป็นประจำทุกวัน “เป็นสิ่งที่ช่วยให้ผมเกิดแรงจูงใจในแต่ละวัน” เขาพูด และบอกต่อไปว่าการทำสมาธิของเขา คือ “การทลายกำแพงของอัตตาลง ถ้าคุณต้องการเปลี่ยนตัวตนของคุณให้เป็นอีกคนหนึ่ง และเมื่อคุณได้เรียนรู้การเข้าถึงธรรมชาติของตัวตน คุณจะเริ่มเข้าใจว่าแบบแผนชีวิตของคุณเป็นอย่างไร และอะไรทำให้คุณตกอยู่ในสภาวะสับสน ผิดหวัง ไม่เป็นสุข ดังนั้น คุณก็จะรู้ว่า ทำไมมันถึงเกิดขึ้น และจะหา ทางหลุดจากตรงนั้นได้อย่างไร เพื่อที่จะเดินหน้าต่อไป”
ดาราดังย้ำถึงเป้าหมายสูงสุดในการทำสมาธิว่า “เพื่อที่เราจะได้มีความสุขมากขึ้น คือช่วยทำให้สภาพทางอารมณ์และจิตใจดีขึ้น มันเป็นแนวทางปฏิบัติที่จะพาพวกเราผ่านพ้นความทุกข์ มุ่งหน้าสู่ความสุข แต่เป็นเพราะเราไม่รู้ว่าจะต้องทำอย่างไร ชีวิตจึงดูวุ่นวายสับสนทุกครั้งไป การอ่านใจตนเอง ก็คือ มองที่ตัวเราเองและเข้าใจจิตวิญญาณ ความเกลียดจะกลายเป็นความรักและนั่นเป็นหนทางที่ผมกำลังปฏิบัติอยู่”

• ก้าวเป็นศิษย์เอก ‘ทะไล ลามะ’
เกียร์เล่าว่าเขาเป็นสานุศิษย์ขององค์ทะไล ลามะ ผู้นำจิตวิญญาณแห่งทิเบต มาตั้งแต่ปี 1982 และเขามักจะเดินทางไปที่ธรรมศาลา ในอินเดีย ซึ่งเป็นตั้งของรัฐบาลทิเบตพลัดถิ่น เพื่อพบกับองค์ทะไล ลามะ การพบกันในครั้งแรกที่ธรรมศาลานั้น ถือเป็นจุดเปลี่ยนชีวิตของเขาอย่างสมบูรณ์
“มันเหมือนรักแรกพบฉันใดฉันนั้น ผมรู้สึกได้ถึงความเชื่อมั่นและความสงบในทันที มันยากมากที่คุณจะพบคนคนหนึ่งที่มีความต้องการเพียงสิ่งเดียว คือ ให้คุณมีความสุข และท่านรู้หนทางนำไปสู่สุข เมื่อคุณปฏิบัติตามด้วยความกล้าหาญเด็ดเดี่ยว คุณจะพบความสุขในที่สุด คุณอาจต้องเวียนว่ายตายเกิดหลายครั้งเพื่อที่จะบรรลุถึงจุดนั้น แต่รับรองว่าคุณจะพบความสุขได้แน่
เมื่อเจอกันครั้งแรก เราคุยกัน และท่านก็พูดขึ้นว่า “โอ.. คุณเป็นนักแสดงหรือ” ท่านหยุดคิดพักหนึ่งและพูด ต่อไปว่า “เมื่อคุณแสดงบทโกรธ คุณต้องรู้สึกโกรธจริงๆหรือเปล่า และถ้าเล่นบทเศร้า ต้องรู้สึกเศร้าจริงๆ มั้ย เมื่อร้องไห้ ต้องร้องจริงๆหรือเปล่า” ผมตอบท่านว่า นักแสดง ต้องอยู่ในอารมณ์นั้นจริงๆ จึงจะแสดงได้สมบทบาทองค์ทะไล ลามะจ้องตาผมและหัวเราะ แท้จริงแล้ว ท่านหัวเราะความคิดที่ผมเชื่อว่าอารมณ์เป็นเรื่องจริง และผมต้องพยายามเชื่อว่ามีอารมณ์โกรธ เกลียด เศร้า เจ็บปวด และทุกข์  ปัจจุบันผมมาหาท่านที่นี่บ่อยมาก และยังรู้สึกเหมือน ครั้งแรกที่ได้พบท่าน ยังรู้สึกตื่นเต้นเมื่อได้เจอ ผมมีเรื่อง ราวมากมายที่จะบอกท่าน และถึงตอนนี้ ท่านเริ่มชินแล้ว ท่านเป็นคนที่จับจุดเก่ง และจะให้คำแนะนำได้เป็นอย่างดี เพราะทุกคนที่มาหาท่าน เพราะต้องการหาทางคลายทุกข์ ผมคิดว่า เมื่อคุณได้สัมผัสท่าน จะมีผลต่อตัวตนของคุณเกือบทุกด้าน ความรู้สึกนึกคิดของคุณจะเปลี่ยนแปลงไป”

• บนวิถีแห่ง “โพธิสัตว์”
ในโลกมายา เกียร์ได้ชื่อว่าเป็นดาราเจ้าบทบาท เป็นพระเอกโรแมนติกแห่งฮอลลีวูด เป็น 1 ใน 50 บุคคลหน้าตาดีที่สุดในโลก และเป็นผู้ชายเซ็กซี่ที่สุดที่ยังมีชีวิตอยู่ ของนิตยสาร People ฯลฯ
แต่ในเส้นทางธรรม นักแสดงหนุ่มใหญ่วัย 60 ปีเศษคนนี้ ได้รับการเรียกขานเป็น “อเมริกัน โพธิสัตว์” อันเนื่อง มาจากการทุ่มเทชีวิตจิตใจให้กับการช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ เพราะในพุทธศาสนาฝ่ายมหายานนั้น สอนให้ทุกคนบำเพ็ญตนเป็นพระโพธิสัตว์ (หมายถึงผู้ที่จะได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า) เพื่อช่วยปลดเปลื้องทุกข์ของสัตว์โลก เพื่อให้เข้าถึงความเป็นพุทธะ เพราะทุกคนสามารถบรรลุโพธิภาวะได้ เนื่องจากมี “โพธิจิต” คือจิตที่จะบรรลุโพธิได้อยู่ในตัวเอง
เกียร์เล่าว่า ในปี 1978 เขาได้ค้นพบเส้นทางที่นำไปสู่การทำงานช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์อย่างจริงจัง
“หลังเสร็จสิ้นภารกิจจากงานเทศกาลภาพยนตร์ที่เมืองคานส์ ผมได้เดินทางไปที่อินเดียและเนปาล ขณะที่ผมอยู่บริเวณเทือกเขาหิมาลัย นอกเมืองโพคารา ผมเดินไปเจอหมู่บ้านแห่งหนึ่ง แถวนั้นไม่มีรถสักคัน ผมเห็นป้ายเขียนด้วยลายมือว่า “ผู้อพยพชาวทิเบต” ผมจึงเดินตามไปเรื่อยๆ และเหมือนหลุดเข้ามาอยู่ในอีกโลกหนึ่ง จะเรียกว่าเป็นดินแดนหลังเส้นขอบฟ้าก็ได้ คนที่นี่มีความรู้สึกนึกคิดที่แตกต่างจากคนทั่วไปที่ผมเคยพบปะ เวลาพวกเขาคิดและพูดจะเป็นในนามของส่วนรวม ไม่ใช่เฉพาะตน เมื่อพวกเขาพูดถึงเรื่องความรู้สึกนึกคิดของเขา ก็จะชี้นิ้วมาที่หัวใจของตัวเอง”
ความรู้สึกที่เกิดขึ้นกับพระเอกหนุ่มในตอนนั้นก็คือ
“มีหลายครั้งที่เมื่อคุณเดินผ่านเข้าประตูหรือเข้าไปในหุบเขา หรือเมื่อคุณเจอหน้าภรรยา และคุณก็คิดในใจว่า “ผมกลับถึงบ้านแล้ว” นี่แหละเป็นความรู้สึกที่เกิดขึ้นกับตัวผม”
ประสบการณ์ดังกล่าว เป็นแรงจูงใจให้เขาหันมาเป็นผู้สนับสนุนในนามของผู้ลี้ภัยชาวทิเบต และอีก 2 ปีต่อมา คือปี 1980 เขาเริ่มคิดว่าต้องจัดการเรื่องนี้อย่างเป็นระบบ

• จากความคิดสู่การปฏิบัติ
ดังนั้น ต่อมาเกียร์จึงได้เป็นประธานก่อตั้ง “Tibet House” ในนิวยอร์ก ซึ่งเป็นองค์กร NGO ที่ปกป้องคุ้มครองวัฒนธรรมทิเบต เขาได้สนับสนุน “Survival International” องค์กรสากลที่ให้ความช่วยเหลือชนกลุ่มน้อย อย่างต่อเนื่องเป็นเวลาหลายปี
นอกจากนี้ยังสนับสนุนเรื่องสิทธิมนุษยชนในอเมริกา กลางและในโคโซโว จัดตั้งมูลนิธิเกียร์ ในปี 1991 ซึ่งเป็นองค์กรช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ และมูลนิธิ Healing the Divide ซึ่งเป็นองค์กรที่ไม่แสวงหากำไร ช่วยเหลือชุมชนทั้งในและนอกประเทศ เกี่ยวกับปัญหาทางสังคมและวัฒนธรรม เช่น การรณรงค์เรื่อง HIV/AIDS โดยเขาได้บริจาคเงินนับล้านดอลลาร์สหรัฐ และยังช่วยรณรงค์หาเงินบริจาคเข้าองค์กรเหล่านี้อีกมากมาย
พระเอกหนุ่มใหญ่บอกว่า “ถ้าคนเหล่านี้ไม่มีที่ดินอาศัยทำมาหากิน พวกเขาก็จะไม่เหลืออะไรเลย เมื่อคุณสูญเสียแผ่นดินเกิด ก็เท่ากับคุณสูญเสียวัฒนธรรมประเพณีดั้งเดิม นั่นคือ คุณสูญเสียความเป็นตัวตนของคุณเอง มันเป็นหน้าที่ของประเทศร่ำรวย ที่ต้องยื่นมือเข้าไปช่วยเหลือประเทศกำลังพัฒนา โลกใบนี้จะอยู่ไม่ได้ ถ้าเราไม่ให้ความสำคัญกับมนุษย์ทุกคน ไม่ว่าจะเชื้อชาติใด ศาสนาใด ความทุกข์ที่เกิดขึ้นกับคน 1 คน จะแพร่กระจายไปยังคนอื่นๆทั่วโลก”
แต่จริงๆแล้ว เกียร์บอกว่า เมื่อปี 2005 บิดาของเขาได้นำบทความที่เขาเคยเขียนไว้เมื่อตอนอายุ 18 ปี เกี่ยวกับการไม่ใช้ความรุนแรง ให้เขาอ่าน เขาจึงแน่ใจว่า เมล็ดพันธุ์ด้านมนุษยธรรม ถูกปลูกฝังในตัวเขา ก่อนที่จะเดินทางไปเนปาลเสียอีก

• ได้รับยกย่องจากเพื่อนๆ และผู้คนในวงการบันเทิง
เกียร์ทำงานด้านมนุษยธรรมมาถึงปัจจุบันก็ 29 ปีแล้ว เขาได้พบวิธีสร้างสมดุลระหว่าง “ชีวิตที่เป็นเปลือกนอก” คืองานการแสดง และ “ชีวิตที่เป็นแก่นใน” นั่นคือการพัฒนาจิตวิญญาณและความต้องการช่วยเหลือเพื่อน มนุษย์
ด้วยการรณรงค์อย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยในเรื่องสิทธิมนุษยชน การปฏิรูปเรือนจำ การให้ความรู้เรื่อง HIV/AIDS และการเป็นกระบอกเสียงให้ผู้อพยพชาว ทิเบต ทำให้เกียร์ได้รับรางวัล “Marian Anderson Award” (Marian Anderson นักร้องชื่อดังของอเมริกา เป็นผู้ก่อตั้งรางวัลนี้ โดยใช้ความมีชื่อเสียงของเธอช่วยเหลือสังคม) ประจำปีที่ 9 ในปี 2007 และได้รับการสดุดียกย่องจากเพื่อนฝูงและผู้คนในวงการบันเทิง
ไดแอน เลน นักแสดงหญิงที่เล่นหนังคู่กับเกียร์หลายเรื่องกล่าวว่า “สิ่งที่ฉันรักมากที่สุดในตัวริชาร์ดก็คือ เขาเป็นคนที่รักษาคำพูด และทำตามนั้นจริงๆ บ่อยครั้งที่บุคคลที่มีชื่อเสียงทำงานด้านมนุษยธรรม เพื่อผลประยชน์ของตัวเอง แต่สำหรับริชาร์ดแล้ว เขาไม่เคยคำนึงถึงตัวเอง”
ทั้งนี้เพราะเมื่อครั้งที่มีการประกาศรางวัลออสการ์ปี 1993 ท่ามกลางสายตาของผู้ชมนับล้านๆคู่ ริชาร์ด เกียร์ ได้ใช้เวทีนี้แสดงความคิดเห็นต่อต้านจีน พร้อมกับเรียกร้องความรักและสัจธรรมให้กับชาวทิเบต จนกระทั่งถูกแบนจากพิธีแจกรางวัลในครั้งนั้น

• จับปากกาถ่ายทอดความรู้สึกที่มีต่อชาวทิเบต
ริชาร์ด เกียร์ ได้ลงมือจับปากกาเขียนหนังสือเล่มแรก ในชีวิต “Pilgrim” ซึ่งตีพิมพ์ปี 1997 สะท้อนความรู้สึกของเขาที่เข้าใจหัวอกของชาวทิเบตที่ต้องอยู่ในแผ่นดินเกิดของตนเองในฐานะผู้อาศัย มิใช่เจ้าของ โดยองค์ทะไล ลามะ เป็นผู้เขียนคำนำ
ภายในรวบรวมภาพถ่ายขาวดำเกี่ยวกับโศกนาฏกรรม การฟื้นฟู ปรัชญา บุคลิกลักษณะและจิตวิญญาณของชาวทิเบต โดยเขาเป็นตากล้องที่ตระเวนถ่ายภาพในอินเดีย ทิเบต และเนปาล เกียร์บอกว่า
“ผมไม่ต้องการเสนอภาพชาวทิเบตที่ดูมีความสุข เพราะมันไม่ใช่เรื่องจริง ที่จริงแล้วผมน่าจะเสนอภาพทิเบตอันสวยงาม และบอกใครต่อใครในฐานะที่ผมเป็นนักท่องเที่ยวว่า ทิเบตยังคงสภาพความงามตามธรรมชาติอยู่ แต่สิ่งที่ผมพบเห็นก็คือ ชาวทิเบตมีแต่ความหวาด ระแวงและเศร้าสลดหดหู่ ภาพเกือบทั้งหมดที่ผมถ่ายในทิเบต เป็นภาพชาวทิเบตที่ซ่อนความเศร้าหมองไว้ภายใน ผมรู้สึกว่ามีหน้าที่ที่ต้องบอกความจริงให้ชาวโลกรับรู้”
โดยส่วนหนึ่งของบทนำที่เขาเขียนไว้ในหนังสือเล่มนี้มีว่า “มันเป็นภาพที่ถ่ายทอดความรู้สึกของผมที่มีต่อชาวทิเบต.... และทุกสิ่งทุกอย่างที่พวกเขามอบให้ผม ซึ่งไม่มีวันที่ผมจะตอบแทนได้”
เกียร์ยังเสริมด้วยว่า “ในมุมมองทางศาสนาพุทธ ความเขลาที่สุดก็คือ ความเชื่อว่าโลกเป็นดังที่เราเห็นอยู่ จากจุดนี้จึงเกิดความคิดในเรื่อง “ตัวฉัน และของฉัน” ซึ่งเป็นที่มาของสิ่งชั่วร้ายทั้งหลาย ตามหลักศาสนาพุทธ ทุกสิ่งทุกอย่างมีอยู่จริง และมีความสัมพันธ์กัน มนุษย์ทุกคนต้องพึ่งพาซึ่งกันและกัน ผมขอภาวนาให้สรรพสิ่งที่มีชีวิตทั้งหลาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งพี่น้องร่วมโลกในทิเบต รักษาศีลธรรมความดีงาม เพื่อจะได้ประสบความสุขโดยเร็วในปัจจุบันและอนาคต”
......
อย่างไรก็ตาม แม้งานด้านช่วยเหลือผู้คนจะเพิ่มขึ้นมากมายเพียงใด พระเอกหนุ่มใหญ่คนนี้ก็ยังไม่คิดลาจากวงการบันเทิง แต่มิใช่เพื่อตัวเอง
“ผมอยู่ในแวดวงบันเทิงมานานจนพอจะรู้ว่า ผมสามารถใช้ความเป็นดาราฮอลลีวูด พูดเรียกร้องในสิ่งที่ผมต้องการ และมีคนสนใจฟังด้วย ดังนั้น ผมจึงจำเป็นต้องอยู่ในวงการนี้ต่อไป”

ประวัติ และผลงาน ‘ริชาร์ด เกียร์’
ริชาร์ด ทิฟฟานี เกียร์ (Richard Tiffany Gere) เป็นนักแสดงชาวอเมริกัน เกิดเมื่อวันที่ 31 สิงหาคม ค.ศ.1949 ที่ ฟิลาเดลเฟีย แววการเป็นนักแสดงฉายแสงมาตั้งแต่ยังเด็ก เขาเล่นเครื่องดนตรีได้หลายชนิด และแต่งเพลงให้วงดนตรีของโรงเรียนสมัยมัธยม กระทั่งได้ทุนไปเข้าเรียนต่อสาขาปรัชญา ที่มหาวิทยาลัยแมสซาชูเซตส์ แต่เรียนได้เพียงสองปีก็ออกมาเล่นละครเพลงร็อกเรื่องยิ่งใหญ่ของลอนดอน คือ Grease หลังจากนั้นได้ก้าวมาเป็นนักแสดงละครเวทีเต็มตัว จนกระทั่งคว้ารางวัล Theater World Award จากผลงานละครเวทีบรอดเวย์ ในปี 1980 เรื่อง Bent
สำหรับเรื่องงานภาพยนตร์ เกียร์เปิดตัวปี 1978 ในภาพยนตร์์เรื่อง Days of Heaven ซึ่งโดดเด่นจนได้ตุ๊กตาทองของอิตาลี มาครอง ผลงานต่อๆ มามีมากมาย ได้แก่ Looking for Mr. Goodbar,Yanks, American Gigolo, An Officer and a Gentleman, Breathless, Beyond the Limit, The Cotton Club, Power, No Mercy, Miles From Home, Infernal Affairs, Red Corner, The Jackal, Dr. T and The Women, Unfaithful, Mothman Prophecies, Shall We Dance?, Bee Season, The Hoax ฯลฯ
ผลงานสุดฮิตที่สร้างชื่อเสียงและครองตำแหน่งรายได้สูงสุดมา หลายปี คือ Pretty Woman ซึ่งแสดงประกบ จูเลีย โรเบิร์ตส์ และได้รับรางวัล ‘ภาพยนตร์ยอดเยี่ยม’ จากเวที People’s Choice Award แต่ภาพยนตร์ที่ส่งผลให้เขาคว้ารางวัลลูกโลกทองคำมาได้เป็นครั้งแรกในปี 2003 คือ Chicago
นอกเหนือจากงานแสดง เกียร์ยังเป็นนักเปียโนและนักแต่งเพลงฝีมือดี มีผลงานบนถนนดนตรี เช่น ดูแลการทำดนตรีในอัลบั้มให้กับ Final Analysis, Mr.Jones และ Summersby
ริชาร์ด เกียร์ เป็นมังสวิรัติ เขาเริ่มต้นชีวิตครอบครัวด้วยการแต่งงานครั้งแรกกับอดีตสุดยอดนางแบบ “ซินดี้ ครอฟอร์ด” แต่จบลงด้วยการหย่าร้าง จากนั้นเกียร์ได้แต่งงานใหม่ กับ “แครี่ โลเวล” นักแสดงสาวจากเรื่อง Law & Order มีบุตรด้วยกัน 1 คน เกียร์ตั้งชื่อว่า “โฮเมอร์ เจมส์ จิกมี เกียร์” (คำว่า “จิกมี” เป็นภาษาทิเบต แปลว่า ปราศจากความกลัว)

(จากหนังสือธรรมลีลา ฉบับที่ 108 พฤศจิกายน 2552 โดยบุญสิตา)

ข่าวล่าสุด ในหมวด
Google Search Engine ยักษ์ใหญ่ของสหรัฐฯ ใช้ “การเจริญสติ” ค้นหาตัวเอง
นพ.เมห์เมต ออซ ศัลยแพทย์หัวใจชื่อดังของอเมริกา ฝึกสมาธิคนไข้ก่อนผ่าตัดเปลี่ยนหัวใจ
“เจ้าพ่อ” ของจริง “โจวเหวินฟะ” ยกมรดกกว่า 5,000 ล้านบาท ให้การกุศล
ทำไม “โอกินาวา” จึงเป็นแหล่งรวม “คนอายุ 100 ปี” มากที่สุดในโลก
ความรักอันสูงส่งของพระพุทธเจ้า ปรากฏแจ้งชัดใน “วันมาฆบูชา”

MANA PRADITKET

MANA PRADITKET
Handpainted oil painting by Mana Praditket

NIRAN PAIJIT

NIRAN PAIJIT
Original handpainted oil painting by Niran Paijit

PRAYAD TIPPAWAN

PRAYAD TIPPAWAN
ORIGINAL IMPRESSIONAL OIL PAINTING BY PRAYAD TIPPAWAN

Achara 34 (24x36)

Achara 34 (24x36)
ORIGINALl OIL PAINTING

Amornsak Livisit 74 (24x36)

Amornsak Livisit 74 (24x36)
ORIGINAL OIL PAINTING, Impressionist style

Suwan Khanboon 11 (24x24 inches)

Suwan Khanboon 11 (24x24 inches)
Original handpainted oil painting abstract style

NIRAN PAIJIT

NIRAN PAIJIT
ORIGINAL ABSTRACT STYLE OIL PAINTING BY NIRAN PAIJIT

Chavalit (Pong)

Chavalit (Pong)
PINTO Horses

Komez 78 (22x30)

Komez 78 (22x30)
Original handpainted pastel painting on paper

KOMES

KOMES
Handpainted pastel painting by Komez

PRATHOUN

PRATHOUN
ORIGINAL HANDPAINTED OIL PAINTING BY PRATHOUN

THAVORN IN-AKORN

THAVORN IN-AKORN
ORIGINAL OIL PAINTING BY THAVORN IN-AKORN (SIZE 20x30")

THAVORN IN-AKORN

THAVORN IN-AKORN
Original oil painting by Thavorn In-akorn

Facebook


ORIGINAL HANDPAINTED OIL PAINTING

PHOTO GALLERY

PHOTO GALLERY

Facebook

PHOTO GALLERY