GREAT KING OF THAILAND, KING BHUMIBHOL

GREAT KING OF THAILAND, KING BHUMIBHOL
LONG LIVE THE KING BHUMIBHOL

วันเสาร์ที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2557

ข้อเท็จจริงที่ต้องรู้ เกี่ยวกับ ทักษิณ ชินวัตร





ปกติผมไม่เคยขอให้ใครแชร์อะไร แต่ครั้งนี้เพื่อบ้านเมือง อยากให้ช่วยแชร์กันเยอะๆครับ พี่น้องที่ยังไม่รู้ จะได้รู้ ข้อมูลเหล่านี้ล้วนเป็นข้อเท็จจริงทั้งสิ้น แล้วเลือกตั้งครั้งใหม่ ลองตัดสินใจดู อยากได้คนแบบนี้ มาอยู่เบื้องหลังการบริหารประเทศรึเปล่า ก่อนหน้านี้ ทักษิณ ก็เป็นเหมือนคนปกติทั่วไปที่อยากจะร่ำรวย

เริ่มจากการอยากร่ำรวยทางลัด ยุคปฏิวัติ รสช สมัยสุนทร คงสมพงษ์....ทักษิณ ก็ให้เงินทหารที่ปฏิวัติ เพื่อแลก สัมปทานมือถือแบบง่ายๆ ... "ยัดเงิน ทหาร ไม่ต้องประมูลสัมปทานอย่างยุติธรรม ให้มันยุ่งยาก" หลังจากทักษิณได้สัมปทานรัฐฯ จากการยัดเงินใต้โต๊ะแล้ว ทักษิณก็เริ่มอยากปกป้องผลประโยชน์ตัวเอง เพราะการมีอำนาจเอง ก็คงดีกว่าการคอยพึ่งบารมีผู้มีอำนาจ นักการเมือง ข้าราชการที่คอยแต่จะรีดไถ่ ทักษิณก็เลยโดดมาเล่นการเมือง เพื่อการมีอำนาจซะเองเลย

เริ่มที่พรรคพลังธรรม ทำหน้าที่เป็นนายทุนให้พรรค เติบโตมาพร้อมๆ กับ เจ้หน่อย ซึ่งสมัยนั้น ยังไม่ได้มีชื่อเสียงมากนัก ถือเป็นนักธุรกิจไฟแรง ที่ผันตัวเองมาเล่นการเมือง เมื่อทักษิณเล่นการเมืองมีอำนาจรัฐฯ อยู่ในมือแล้ว เป็นรองนายก แม้ไม่ถึงขั้นเป็นนายกรัฐมนตรี แต่ก็เห็นช่องทางแห่งความร่ำรวย

--เริ่มจากตัดลดงบประมาณต่างๆ ทำองค์กรโทรศัพท์ให้อ่อนแอ ขาดงบประมาณในการซ่อมแซมดูแล ใช้งานไม่ได้มากๆ เข้า ก็เป็นการบีบประชาชน โดยทางอ้อมให้จำเป็นต้องซื้อโทรศัพท์มือถือ เพราะยุคนั้นตู้โทรฯสาธารณะแทบจะใช้ไม่ได้ซักตู้

--พอทักษิณเล่นการเมืองไปนานๆ เข้า ก็เห็นว่าอำนาจรัฐมีประโยชน์ สร้างความร่ำรวยให้ได้มากมาย ความคิด... ก็เข้าครอบงำ จากนั้น..... ตามมาๆ

--ยุคนายก จิ๋ว ฟองสบู่แตก + ลดค่าเงินบาท ยุคนั้น ทักษิณ เป็นรองนายกรัฐมนตรี และเป็นหนึ่งในผู้ร่วมเสนอให้ ชวลิตลดค่าเงินบาท ซึ่งถือเป็นผู้รู้ข้อมูลภายในล่วงหน้า (insider) .... ทักษิณ ได้ใช้ข้อมูลนั้น ในการดำเนินการ ประกันค่าเงินของ ทรัพย์สินและบริษัท ในตระกูลของตนเองและพวกพ้องทั้งหมดไว้ แค่นั้นยังไม่พอ.. ทักษิณและพวกพ้องกลุ่มนายทุนใหญ่ ระดับชาติ ใช้กลยุทธการ "ไซฟ่อนเงิน" เพื่อความร่ำรวย และซ้ำเติมความหายนะของชาติ ให้มากขึ้นไปอีก เพรายิ่งไทยหายนะเท่าไหร่ ค่าเงินบาทไทยก็ยิ่งลดลงไปมากเท่านั้น ซึ่งก็คือ...

--ทักษิณและพวกพ้อง ใช้วิธี กู้เงินจากสถาบันการเงินต่างๆ ในประเทศให้ได้มากที่สุด แล้วนำไปแลกดอลล่าร์ไว้ เพราะรู้ข้อมูลล่วงหน้าว่า จะมีการประกาศลดค่าเงินบาท และเมื่อ ชวลิตลดค่าเงินบาทตามคำแนะนำของกลุ่มทักษิณ.. ค่าเงิน จาก 25 บาทต่อ 1 ดอลล่าร์ ก็ดิ่งลงสู่หายนะ ในเวลาอันรวดเร็ว โดยต่ำสุดอยู่ที่ 58 บาท ต่อ 1 ดอลล่าร์ ....... ทักษิณ และพวกพ้อง ก็เอาดอลล่าร์กลับมาแลกคือเ ป็นเงินบาทไทย "กำไรทันทีเกิน เท่าตัว!!!!"

--ทฤษฏีของ สสาร ง่ายๆ คือ สสารไม่มีวันหายไปจากโลก เหมือนเม็ดทรายในท้องทะเล แค่ ย้ายจากที่หนึ่ง ไปสู่อีกที่หนึ่งเท่านั้นเอง ความร่ำรวย และยากจนก็ไม่ต่างกัน... เมื่อทักษิณ และพวกพ้องมีกำไรจากการประกันค่าเงิน และ ไซฟ่อนเงินเป็นมูลค่ามหาศาลเกิน 100% คนที่ขาดทุนก็คือประชาชนคนไทย และ ธนาคารแห่งประเทศไทย ซึ่งจริงๆก็เหมือนมีเงินในกระเป๋าเท่าเดิม แต่ค่าของเงินหายไปเกินครึ่ง!!!

--ทักษิณและพวก ร่ำรวยขึ้นเป็นเท่าตัว บนความยากจนลงๆ ของประชาชนทั้งประเทศ จากการลดค่าเงินบาทในครั้งนี้
--คราวนี้ทักษิณก็มีทุน กระสุนดินดำ ไว้ใช้ในการเล่นการเมืองเต็มตัวแล้วสิ..... ทักษิณก็เริ่มใช้เงินที่ได้มา ซื้อพรรคการเมืองต่างๆ กวาด สส.พรรคต่างๆเข้าพรรคของตัวเอง เพราะเวลาทักษิณจะออกกฏหมายหรือเปลี่ยนแปลงกฏหมายอะไร จะได้มี สส.ลูกน้อง คอยยกมือโหวดผ่านร่างในสภา ให้กฏหมายผ่านง่ายๆ ตามแต่ใจที่ต้องการ

--หลังจากทักษิณกวาดต้อน ใช้เงินซื้อ สส.ที่ขายตัว มาเป็นลูกน้องคอยยกมือให้ในสภาแล้ว ก็เริ่มจัดการแก้กฏหมายต่างๆ เพื่อเอื้อประโยชน์ เพื่อสร้างความร่ำรวยให้ตัวเองก่อนเลย โดย ทักษิณแก้กฏหมาย วิธีการจ่ายภาษีสัมปทานมือถือให้รัฐฯ โดยให้ บ. ตัวเองจ่ายน้อยลง ทำให้รัฐสูญเสียเงินรายได้ จากการจัดเก็บภาษีสัมปทานมือถือในทุกๆปี เป็นจำนวนเงินหลักหมื่นล้าน/ต่อปี...

--ผลจากการแก้กฏหมายดังกล่าว ......."รัฐฯจะสูญเสียรายได้ส่วนนี้ไปอีก นานแสนนาน" เป็นไงละ...ก็ เพราะทักษิณคุมอำนาจรัฐฯไว้ในมือ แต่ในขณะเดียวกัน ครอบครัวของทักษิณ ก็ดันทำธุรกิจกับภาครัฐฯ ไปด้วย... แล้วคิดว่า ทักษิณจะอยากให้รัฐฯได้ประโยชน์มากกว่า หรือ อยากให้ครอบครัวตัวเองได้ประโยชน์ มากกว่าหละ แน่นอนเมื่อสัญญาถูกแก้ ให้ครอบครัวทักษิณจ่ายภาษีมือถือน้อยลง รัฐก็จะมีเงินรายได้เข้าคลังน้อยลง เงินที่จะนำไปใช้ในการบริหารประเทศ ช่วยเหลือคนจนก็จะน้อยลง ยิ่งช่วงนั้น ไทยประสบปัญหา ฟองสบู่แตก ด้วย เงินในคลังก็ยิ่งน้อยลง

--ที่นี้ ทักษิณอยากได้เงินเข้าคลังเยอะๆ เพราะทักษิณเป็นรัฐบาล จะได้เอาเงินไปใช้จ่ายโครงการต่างๆ เพื่อให้พวกพ้องโกงกิน แต่ไทยยังติดหนี้ IMF และยังมีเงินในคลังน้อยอยู่ แล้วทักษิณจะทำไงดีละ.... ตามมาๆๆ ก็ขายสมบัติชาติไง เพราะพอขายแล้ว ชาติจะได้มีเงินเข้าคลังเยอะๆ ทักษิณและพวกพ้อง สส.จะได้เอาไปถลุง + โกงกินทุกโครงการให้สบายใจ

--โดยเริ่มจากขาย ปตท. ซึ่งเดิมที ปตท.เป็นรัฐวิสาหกิจ หรือเรียกง่ายๆว่า ธุรกิจของรัฐฯ 100% ซึ่งหมายความว่า.."กำไร" จากการขายน้ำมัน /ปิโตรเคมี /อะโรเมติค /พาราไซรีน ฯลฯ ทุกอย่างทุกชนิด ทุกบาท ทุกสตางค์ ของ ปตท จะกลับเข้าคลัง ไปเป็นงบประมาณของรัฐฯ เพื่อนำเงินนั้น กลับมาบำรุงชาติ/ประชาชน แต่ทักษิณก็ขาย... ซึ่งนั้นหมายความว่า กำไรจาก ปตท ที่ รัฐฯเคยเก็บได้ทุกปี 100% เต็ม "ตลอดอายุประเทศไทย".... จะไม่ได้เท่าเดิมอีกแล้ว เพราะต้องเอากำไรของชาติ ไปแบ่งให้ผู้ถือหุ้นด้วย ประเทศไทยจะสูญเสียรายได้ในส่วนนี้ตลอดไป แถมทักษิณยังขาย ปตท. แบบโกงราคา สัดส่วนหุ้น ต่อหน่วยลงทุนด้วย!! งง มั้ย คืองี้....

--ปตท คือรัฐวิสาหกิจของประเทศ ประชาชนทุกคนเป็นเจ้าของ เราเลือก สส + นายก มาเป็น ผู้บริหารประเทศ หรือเรียกง่ายๆว่า ตัวแทน "ผู้จัดการมรดก" ทีนี้ เมื่อทักษิณเป็นรัฐบาล เป็นนายก เป็นผู้จัดการมรดกของชาติ ก็มีความคิดเอาทรัพย์สินของชาติ ไปขาย เพื่อให้มีเงินเข้าคลังเยอะๆ แทนที่ทักษิณจะขายให้ได้กำไร หรือ อย่างน้อยเท่าทุน เพื่อให้ชาติได้เงินตามสมควร... แต่ทักษิณเอาสมบัติชาติไป.. "ขายขาดทุน โดยให้ พวกพ้อง ญาติเป็นคนซื้อ"

--ทักษิณให้ญาติ และ พวกพ้อง สส.ของพรรค ซื้อสมบัติชาติ จนหมด และ ในราคา ต่ำกว่าต้นทุนหลายๆเท่า ดังตัวอย่างเช่น ประชาชน"คนแรก"ที่ไปรอต่อแถวซื้อหุ้น ปตท ตั้งแต่ตี 4 แค่กรอกใบสมัคร 1.14 นาที หุ้นก็หมดไปแล้ว... แต่ผู้ที่ได้มีสิทธซื้อหุ้น เป็นจำนวนหลายล้านหุ้นต่อคน กลับเป็น คนในนามสกุล ที่เรารู้จักกันดีทั้งนั้น ทั้งๆที่ กฏหมาย ห้ามซื้อเกินคนละ 1 แสนหุ้น??? แถม...ราคาหุ้น ที่พวกทักษิณได้มีสิทธิซื้อนั้น ต่ำกว่าราคาของความเป็นจริง หรือเรียกง่ายๆว่า ให้ญาติซื้อสมบัติชาติ ในราคาต่ำกว่าต้นทุนนั้นเอง

--ผลที่ได้คือ พวกพ้อง ญาติร่ำรวย +ประชาชนไม่รับรู้ + ประเทศชาติ(พูดไม่ได้)ขาดทุน .......และยังมีเงินจากการขาย ปตท ครั้งนี้ เข้าคลังไปถลุง ซึ่ง..."น้อยกว่าที่ควรจะเป็น" อีกต่างหาก....เฮ้อ. นั้นคือ สาเหตุ ที่ราคาหุ้น PTT ณ.วันเปิดเข้าตลาดหลักทรัพย์ กับ วันนี้ ราคาสูงขึ้น เป็น 10 เท่าตัว.... กำไร 1000%

--สรุป ทักษิณบริหารสมบัติชาติ -- ชาติ (ประชาชน )ขาดทุนย่อยยับ ญาติ พวกพ้องมัน ร่ำรวย เพราะซื้อสมบัติของชาติต่ำกว่าทุน ... หน้าทีอีกอย่างของ ปตท คือ คอยถ่วงดุล + กดดัน + ควบคุมระดับราคาน้ำมันภายใน ประเทศ ไม่ให้แพงเกินจริง ซึ่ง...

--ว่าง่ายๆ ก็คือ ถ้า ปตท ไม่ขึ้นราคาน้ำมันซะอย่าง แล้ว บ.น้ำมันข้ามชาติ เช่น เชล เอสโซ่ คาร์เทค จะขึ้นราคาน้ำมันมากแค่ไหนก็ตามใจ เพราะไม่มีใคร อยากไปเติมของแพง เมื่อเป็นเช่นนั้น ถ้า ปตท พยายามกดดันราคาน้ำมันไว้ พวก บ.น้ำมันข้ามชาติทั้งหลาย ก็ไม่กล้าจะขึ้นราคาน้ำมันให้แพงเวอร์นัก เพราะ ประชาชนก็จะมีทางเลือกเติม ปตท ที่คิดราคาน้ำมันถูกกว่า ทีนี้ลองคิดตามนะ......

--ถ้า พวกทักษิณ เป็นรัฐบาล ควบคุมกลไกรัฐ ควบคุม ปตท.มีหน้าที่ คอยถ่วงดุล+กดดัน+ควบคุมระดับ ราคาน้ำมันภายในประเทศ ไม่ให้แพงเกินจริง.."แต่ขณะเดียวกัน พวกทักษิณ ก็ดันถือหุ้น ปตท ไปด้วย" ??? --นั้นหมายความว่า..."ถ้า ปตท กำไรมาก พวกทักษิณก็จะกำไรมากๆด้วย !!!" แล้วทักษิณ และพวกพ้อง ซึ่งเป็นผู้ควบคุมกลไกรัฐฯ จะอยากทำให้น้ำมันแพงหรือถูกดีหละ....??? เพราะถ้าทักษิณ ทำตามหน้าที่ โดยกดดันให้น้ำมันถูก ประชาชนก็จะได้ประโยชน์ ..แต่พวกทักษิณ ซึ่งถือหุ้น ปตท อยู่ ....."ก็จะกำไรน้อย" แต่ถ้าทักษิณปล่อย ให้น้ำมันขึ้นๆแพงๆๆ ให้ประชาชนจ่ายค่าน้ำมันแพงๆเข้าไว้ โดยไม่คอยควบคุมกดดัน พวกทักษิณที่ถือหุ้น ปตท ก็จะได้กำไรเยอะตามไปด้วย!!

--จากการขาย ปตท พวกทักษิณ กำไร 3 เด้ง ...คือ
1. กำไรจากการได้ซื้อสมบัติชาติในราคาถูก
2. ปล่อยราคาน้ำมันขึ้นให้ประชาชน เติมน้ำมันแพง พวกทักษิณถือหุ้น ปตท ก็รวยไปด้วย
3. คลังมีเงินจากการขายสมบัติชาติ มาให้ถลุงเล่น

--นั้นคือเหตุผลที่ว่า น้ำมันทุกค่ายจับมือกันแพง จับมือกันขึ้นราคาไง จากยุคเชาวลิต 12-13 บาทต่อลิตร จน 45-48 บาทต่อลิตร และ... บ. ปตท กำไร ปีละเป็นแสนๆ ล้าน เยี่ยมมั้ย ไอ้ทักษิณ!!

--จากนั้น...รัฐบาลทักษิณ ก็ได้เงิน เข้ามาจากการขาย+โกง สมบัติชาติ เข้าคลัง... และ คลังก็มีเงินให้พวกทักษิณเอาไป ถลุงเล่นแล้ว... มาดูกันว่าทักษิณจะทำอะไรได้บ้าง ... ไทยมีเงินให้ถลุงแล้ว แต่ไทยก็ยังมีหนี้ IMF และเสียดอกเบี้ยอยู่ ทำไงดี ให้เอาเงินในคลังไปถลุงง่ายๆ โดยไม่โดน ฝ่ายค้านโจมตี และ ประชาชนด่า ทักษิณก็ปลดหนี้ IMF ไง จะได้ดูดี ไม่มีหนี้แล้ว เก่งด้วย

--กองทุน IMF เค้าให้ค่อยๆผ่อน ค่อยๆ เสียดอก แต่ ทักษิณ ดันจ่ายทั้งต้น ทั้งดอก ทั้งหมดเลยทีเดียว คนจะได้ว่าข้าเก่ง และเอาเงินไปทำอย่างอื่นได้ โดยไม่โดนประชาชนด่า แล้วมันไม่ดีตรงไหนช่ายมะ ..ดูนะ --ต้น+ดอกเบี้ย ทุกปีอะ เค้าให้เราทะยอยจ่าย โดยคำนวนไว้แล้ว เหมือนคุณผ่อนบ้านอะ สมมุติผ่อนบ้านเดือนละ 5 หมื่น ผ่อน 20 ปี .. คำถามก็คือว่า "ค่าของเงิน" 5หมื่นในวันนี้ กับ "ค่าของเงิน" 5หมื่นใน อีก 20 ปีข้างหน้ามีค่าเท่ากันมั้ย...คำตอบคือ...ไม่เท่าแน่ๆ

--ถ้าให้จ่ายแบบปิดเงินต้น แล้ว ดอกมาคิดกันใหม่ก็ว่าไปอย่าง เหมือนเราจะ เทบ้าน เทต้น อะไรแบบนี้ แต่ถ้าต้องรวบยอด ทั้งต้นทั้งดอก ทั้งหมดจ่ายเลยวันนี้ "ค่อยๆผ่อนไปไม่ดีกว่าเหรอ" อีก 20 ปีข้างหน้า ถึงเราจะต้องจ่ายเท่าเดิม แต่ ค่าของเงินก็เปลี่ยนไป ก็เหมือนเราจ่ายจำนวนเงินเท่าเดิม แต่ค่าของเงินนั้นน้อยลง แต่รู้มั้ย ทักษิณทำเพื่ออะไร???

--คำตอบก็คือ ทักษิณต้องการให้ธนาคาร เอ็กซิมแบ้งค์ของรัฐ ปล่อยกู้พม่า ค่อนหมื่นล้าน โดยทักษิณตกลงกับพม่า ให้นำเงินก้อนนี้ "กลับมาซื้อสัมปทาน เครือค่ายโทรศัพท์ของตระกลูชินวัตร ไง" ....รัฐบาลมีเงินในคลังแล้วนิ รวยแล้ว.. วิธีการก็ง่ายๆ ก็โอน 10% ให้นายพลเผด็จการพม่าใต้โต๊ะ อีก 90% เข้าบัญชีพจมานเลย เพราะกลัวพม่าโกง..แถมปล่อยกู้พม่า โดยคิดอัตราดอกเบี้ย ถูกแสนถูก ถูกกว่าที่ไทยกู้จาก IMF มากนัก

--สรุป ปลดหนี้ จ่ายรวบ ดอกเบี้ย IMF ที่แแพงกว่า มาปล่อยกู้พม่า ในดอกเบี้ยที่ถูกกว่า...เพื่อให้พม่า เอาเงินมาซื้อสัมปทาน มือถือ ของตระกูลตัวเอง หลังจากนั้นก็เริ่ม อภิมหาโครงการโกง ต่างๆ เช่น โคล้านตัว กล้ายาง กองทุนหมู่บ้าน สนุกสนานกันเข้าไป ยกตัวอย่างเด่นๆ ดังต่อไปนี้....

--ดาวเทียมไทยคม เคยรู้กันมั้ย?? --ประเทศแต่ละประเทศ ตามสนธิสัญญาสากล ทุกประเทศ มีสิทธิในการใช้วงจรดาวเทียม ซึ่งแต่ละประเทศได้จำนวนวงโคจร มากน้อยนั้นไม่เท่ากัน... ขึ้นกับสัดส่วนพื้นที่ของแต่ละประเทศ และปัจจัยต่างๆมากมาย ดาวเทียม 1 ดวง สามารถหารายได้ จำนวนมหาศาล จากมัน เพราะขีดความสามารถทางด้านก ารสือสาร ทุกชนิด แล้วมีโครงข่ายสูง.... ทักษิณ เลยจัดการประมูลให้เอกชน เป็นผู้ได้สัมปทาน???

--เงื่อนไข ผู้มีสิทธิเข้าประมูล คุณสมบัติ แต่ละข้อนั้น ทักษิณกำหนดเอง ตั้งข้อจำกัดในเงื่อนไข จนให้ บ. ของตัวเองได้ในที่สุด และกำกับท้ายว่า ผู้ชนะการประมูล ให้ยกเว้น+ลด ค่าสัมประทานให้กับรัฐฯ ให้น้อยกว่าที่ควรจะเป็นอีกด้วย !!! รัฐ สูญเสียรายได้ ที่ควรจะจัดเก็บเข้าคลังได้อีกปีละเป็น หมื่นล้าน...รายได้เข้าคลังจะน้อยลง กว่าที่ควรจะเป็นไปอีกหลายสิบปี... ผลจากการประมูลสัมปทานดาวเทียม ซึ่งมีได้เพียงดวงเดียวในประเทศไทย ดังกล่าว ......."รัฐฯจะสูญเสียรายได้ส่วนนี้ ไปอีกนานแสนนาน" อีกแล้ว... FTA

--เกษตรกร ทั้งหลาย คงไม่เข้าใจ ว่าทำไมทุกวันนี้ พืชผลทางการเกษตรถึงตกต่ำ ราคาถูกแสนถูก ถ้าอยากรู้ คุณต้องเข้าใจ คำว่า FTA ก่อนนะ มาดูกัน.... เริ่มที่.... "ยุคอดีต" ประเทศแต่ละประเทศ ไม่ได้มีการติดต่อการค้าสัมพันธ์กัน คนในประเทศ มีการเพราะปลูก พืชผล การผลิต ก็มักจะขายกันแต่ภายในประเทศ แน่นอนมันจะเกิดภาวะที่ว่า สินค้าบางอย่างมีปริมาณมากเ กินไป แต่สินค้าบางอย่างก็ขาดแคลน

--"ยุคอดีต" สินค้าล้น มีปริมาณมากไปราคาก็จะถูก เพราะเกินความจำเป็น ส่วนสินค้าที่ขาดแคลน ราคาก็จะแพงโดด เพราะมีปริมาณความต้องการสูง เกิดความยากลำบากในการดำรงค์ชีวิต ของประชาชน ต่อมา.....

--"ยุคกลาง" มีการติดต่อ การค้าระหว่างประเทศ และเริ่มมีการนำสินค้า ที่มีปริมาณมากเกินไป "เหลือใช้" จากประเทศหนึ่ง ส่งไปค้าขายอีกประเทศหนึ่ง ที่มีความต้องการ หรือขาดแคลนสินค้านั้นๆ "ยุคกลาง" แน่นอนว่า...ถึงจะเป็นสินค้าขาดแคลน แต่สินค้าที่ขาดแคลนชนิดนั้นๆ ก็ยังมีประชาชนในประเทศ"บางส่วน" เป็นผู้ผลิตอยู่บ้าง ซึ่งอาจเป็นคนส่วนน้อยของประเทศ "ยุคกลาง" ดังนั้น การนำเข้ามาสินค้าที่ขาดแคลน เข้ามาขาย ก็จะกระทบคนกลุ่มน้อยในส่วนนี้ด้วย ด้วยเหตุนี้ รัฐจึงต้องใช้มาตราการ การตั้งกำแพงภาษี เพื่อช่วยเหลือคนกลุ่มน้อย ไม่ให้ถูกตัดราคาสินค้าจากประเทศอื่นๆ ที่ส่งสินค้าเหลือใช้เข้ามาขาย "ยุคกลาง" เพราะเมื่อภาษีสูง คนที่นำสินค้าที่มีปริมาณเกินความจำเป็น ของประเทศเค้า เข้ามาขายในประเทศเราก็จะมี ต้นทุนในการนำเข้าสูงตามไปด้วย จึงไม่สามารถขายตัดราคาสินค้า ของคนที่เพาะปลูกในประเทศได้

--สุดท้าย.... --"ยุคปัจจุบัน" เจตนารมณ์ของ FTA ก็คือ ลดกำแพงภาษีนำเข้าสินค้าที่มีปริมาณมาก เกินความจำเป็นของแต่ละประเทศ เพื่อชดเชยความต้องการของประเทศ ที่ขาดแคลน และต้องการสินค้านั้นๆเหมือ นกัน เพื่อให้เกิด "ดุลลภาพทางด้านการค้า" --"ยุคปัจจุบัน" เมื่อเปิดเสรีการค้ามากขึ้น รัฐก็จะมีรายได้จากภาษี ของผู้ที่นำเข้าสินค้านั้นๆ มาขายภายในประเทศ ในสัดส่วนที่มากขึ้นตามไปด้วย และรัฐฯก็จะนำเงินภาษีที่ได้ไปอุดหนุ่น ไปช่วย เกษตรกร ที่ได้รับผลกระทบจาก สินค้าที่ถูกตัดราคาจากสินค้าที่นำเข้ามา " นี่คือเจตนารมณ์ ของ FTA "

--แต่ ยุคทักษิณทำไงรู้มั้ย คนส่วนใหญ่ของประเทศไทยเรา เพาะปลูก ทำไร่ ทำสวน สินค้า พวกนี้จึงน่าเป็นสินค้าส่งออก เพราะเป็นสินค้าที่มีปริมาณมากในประเทศ แต่... ทักษิณตกลง FTA กับจีน โดยยอมให้จีน นำพืชผลทางการเกษตรเข้ามาตีชาวไร่ ชาวสวนซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ใน บ้านเรา เพื่อ...แลกกับการนำเข้า อะไหล่รถยนต์ ซึ่งเป็น บ.ของ พวกทักษิณ เอง ไปจีน ผลก็คือ บ.พวกทักษิณร่ำรวย ส่งสินค้าเข้าจีน ขายได้ถล่มทลาย แต่ เกษตรกร ชาวไร่ ชาวสวน ชาวนา ในประเทศ ตาย..เพราะถูก ผลไม้จีนตีตลาด ถูกจนเหลือเชื่อ เช่น มะม่วงเหลือ โลละ 10 บาท ฯลฯ สายการบิน

--ต่อมาก็เรื่องสายการบิน ทุกๆ ประเทศมีสายการบินประจำชาติ ประเทศไทยชื่อ การบินไทย และ เส้นทางการบินของสายการบินนั้นๆ บ้างก็มีขาดทุน บ้างก็มีกำไร เช่น กรุงเทพไป นิวยอร์ก กำไรทุกปี แต่ กรุงเทพไป.. อาจขาดทุน แต่สายการบินเป็นของรัฐ ยังไงก็ต้อง รองรับระบบพื้นฐานโลจิสติกของไทย ไม่ว่าจะกำไรหรือขาดทุน ก็ต้องบิน โดยหากเกิดการขาดทุน รัฐจะเป็นผู้ให้เงินสนับสนุน ชดเชยให้ เมื่อทักษิณกุมอำนาจ การบริหารประเทศ ทักษิณก็ถือหุ้นใหญ่ สายการบิน แอร์เอเชีย จากนั้น ก็ง่ายนิดเดียว ยกเลิกเส้นทางการบินของรัฐที่มีกำไร ไปให้แอร์เอเชียบิน ...ส่วนอันไหนขาดทุน ให้ การบินไทยบินต่อไป .ให้รัฐจ่าย.. แอร์เอเชียก็กำไรมโหฬาร ส่วนการบินไทย ก็ ... ตามมีตามเกิดไป .......นั้นหละ การโกงในเชิงนโยบาย

+++เมื่อทักษิณจัดการธุรกิจทุกอย่าง จนได้สัญญาสัมปทาน ผูกขาดกับรัฐ ไปอีกหลายนานแสนนาน แถมสัญญาที่ทำกับรัฐในทุกสัญญานั้น ทั้งได้เปรียบ เอาเปรียบ ลดภาษี ลดค่าสัมปทาน "จนเหมือนแทบจะเหมือนได้เปล่า.." จากนั้นทักษิณก็จัดการแก้กฏหมาย เพื่อให้สามารถขาย บริษัททั้งหมดให้กับต่างชาติ โดยบวกกำไรส่วนเพิ่ม ที่ทักษิณได้ทำสัญญาการเอาเ ปรียบรัฐ ต่างๆไว้ นั้นก็คือ... กฎหมายขยายเพดานการถือหุ้น ของชาวต่างชาติ ในบริษัทโทรคมนาคมของประเทศ มีผลบังคับใช้วันที่ 21 มกราคม 2549 และ สองวันต่อมา ตระกูลชินวัตรและดามาพงศ์ ก็ขายหุ้นชินคอร์ป ให้กับบริษัทเทมาเส็ก แห่งประเทศสิงคโปร์ เป็นจำนวนเงิน 73,300 ล้านบาท รวยขึ้นทันตาเห็น เดิมจาก 2หมื่นกว่าล้าน ขายทีเดียวได้เกิน 3 เท่า หรือกว่า 300% ".......จริงๆทุกอย่างแทบจะผ่านพ้น ไปได้ด้วยดี เพราะถึงจะโกงยังไง สส.ตัวแทนประชาชนทุกคน ที่ทักษิณใช้เงินฟาดหัวซื้อไว้ ก็ยกมือโหวดกฏหมายต่างๆ ให้ผ่านร่าง พรบ. ได้อย่างถูกต้องตามกฏหมาย ใครก็เอาผิดทักษิณไม่ได้!!!!!!"

+++แต่ความโลภ และ หลงอำนาจ ของทักษิณ เลยทำให้ทักษิณชะล่าใจ ใช้อำนาจเอื้อหนุน ในการซื้อที่ดินรัชดา เริ่มตั้งแต่การเปลี่ยนวงเงินมัดจำ การประมูลจาก 10 ล้าน เป็นเงินสด 100ล้าน ภายในวันเดียวเพื่อให้ ผู้ร่วมเข้าประมูลเตรียมเงินสดไม่ทัน จากนั้นการประมูล ทางอินเตอร์เน็ต ก็ไม่พบผู้ร่วมประมูล ทั้งๆที่ บ. แลนด์แอนเฮ้า LPN ฯลฯ กว่า 7 ราย ก็เข้าร่วมประมูล แต่ทักษิณบอกเป็นการผิดพลาดทางด้านเทคนิค แถมทักษิณยัง ประกาศแก้ไขวันหยุดสิ้นปีของปีนั้นๆ เป็นวันทำการ เพื่อให้สามารถซื้อขายที่ดินแปลงนั้นได้ ก่อนสิ้นปี ก่อนที่จะมีการบังคับใช้กฏห มายการใหม่ ในปีถัดไปอีกด้วย

+++สรุปราคาการซื้อขาย จากเดิมที่ กองทุนฟื้นฟูซื้อมาที่ต้นทุนราคา 4889ล้านบาท .....แต่ทักษิณ ให้พจมาน ซื้อไปได้ในราคา 772 ล้านบาท .... ก็คิดเอาเองละกานนะ เฮ้อ..คนไทยบางคน ยังภูมิใจกับเศษเงินที่เขาให้มา แลกกับการโกงชาติไปมากมาย สัญญาต่างๆที่เขาทำไว้ เป็นสัญญาที่ผูกพันกับรัฐไปอีกนานแสนนาน รัฐจะสูญเสียเงิน ที่ควรจะเก็บภาษีต่างๆ ที่ควรได้ในทุกๆปี หายไปอีกปีละกว่าหลายหมื่นล้าน ทั้งยังเสียประโยชน์จากการดำเนินนโยบาย ที่มุ่มเน้นแต่การเอื้อประโยชน์ ให้พวกพ้อง ตลอดจนถึงการทุจริตเชิงนโยบาย รวมทั้งสิ้น ปีละเป็นแสนล้าน เงินในคลังก็จะน้อยลง ไทยก็จะยากจน การพัฒนาก็จะน้อยลงกว่าที่ควรจะเป็น ไปอีกหลายสิบปี คนที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดก็คือคนยากจน ที่รักทักษิณ ตามต่างจังหวัด ที่ต้องพึ่งพาสวัสดิ์การ จากรัฐตั้งแต่เกิดนั้นแหละ

-+-ตลอดเวลาที่ผ่านมา ทักษิณ กุมอำนาจเสร็จเด็ดขาดทุกอย่าง ตั้งแต่ สส.ในสภา การแต่งตั้ง ผบ.ทหาร /ตำรวจ ข้าราชการประจำ จนถึงแก้ไขระบบผู้ว่าราชการจังหวัด ให้เป็นแบบ ผู้ว่า CEO ก็เป็นพวกของทักษิณทั้งนั้น ถ้าทักษิณครองเมืองได้ ถึงมีผู้รู้ทันมากสักแค่ไหน ก็ขวางทักษิณไม่ได้ การที่ยุคสมัยนึงคนไทยรักเลือกทักษิณ เพราะไม่รู้ไม่เข้าใจในการทุจริต ในเชิงนโยบายของเขา --------------" แล้วใครละ จะคอยขวางทางทักษิณ "......ไม่ให้ทักษิณแต่งตั้งเอา ญาติและพวกพ้อง คนชั่วมามีอำนาจ...เพื่อยึดอำนาจ ได้อย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาดสมใจเขา------------------- ระบอบประชาธิปไตยเป็นสิ่งที่ดี แต่ประชาชน ต้องมีความรู้ แล้วการจะมีความรู้ได้ ต้องได้รับข้อมูลข่าวสารที่เพียงพอ ในการประกอบการตัดสินใจ เลือก สส. ตัวแทนประชาชน มารักษาไว้ซึ่งผลประโยชน์ของพวกเรา..

Denmark is a big shame, killing dolphins

Please keep this going around the world...请向全球传递这封信!

2014-01-18 ABC传媒
Please keep list going around the world....hit forward
请向全球传递这封信

Denmark is a big shame.The sea is stained in red and in the meanwhile it’s not because of the climate effects of nature
丹麦是我们的耻辱,海洋被血染成红色,但是这不是由于自然气候导致的

It's because of the cruelty that the human beings (civilised human) kill hundreds of the famous and intelligent Calderon dolphins.
是因为残忍的人类(文明社会的人)残忍的杀害了上百头人类已知并且具有高智商的卡德龙海豚

This happens every year in Feroe Iland in Denmark .
这种事情每年都发生在丹麦的斐罗岛

In this slaughter the main participants are young teens.
这场大*的主要参与者是年轻人

WHY?
为什么会这样? 

A celebration,  to show that they are adults and mature!
因为这是一场庆祝,一场显示他们已经长大了的成人礼

In this big celebration, nothing is missing for the fun.
这场声势浩大的庆祝活动被举办得完美无缺

Everyone is participating in one way or the other
每一个人都有自己这样那样的庆祝方式

killing or looking at the cruelty “supporting like a spectator
亲自参与谋杀,或以极大的对杀戮热情和对生命的残忍作着一名看客

Is it necessary to mention that the dolphin calderon
我们有必要对卡德龙海豚有些了解 

like all the other species of dolphins
他们就像其他种类的海豚

it’s near extinction and they get near men to play and interact
已经濒临灭绝,并且有着人类一样的反应能力和智商

In a way of PURE friendship
以一个“纯粹”的友情的方式
They don’t die instantly
他们暂时不会立刻死去

they are cut 1, 2 or 3 times with thick hooks
他们重复地被粗粗的渔钩划伤皮肤 

And at that time the dolphins produce a grim cry like that of a new born child
每当这个时候,我们能否听到他们像初生婴儿一样稚嫩而又无力的啼哭声?
But he suffers and there’s no compassion
但他们只能默默忍受,没有一丝多余的怜悯

while this magnificent creature slowly dies in its own blood
当这神奇的生物慢慢在自己血液的包围中失去生命

Its enough!
我们看够了!

We will send this mail
我们会接力发送这封邮件(或其他形式如微信)

until this email arrives in any association defending the animals
直道他到达环保组织手中 

we won’t only read.
我们不会袖手旁观 

That would make us accomplices, viewers
因为那样会使我们变成帮凶!看客!

Please forward and share this message on your Moments...

看到这些文字后我们很震惊,对于那触目惊心的红!像是有种东西直击心灵
忽然就想起,在Michael的那首《Earth song》的MV里,那些被铁网套住的海豚和棍棒敲击海豹的画面。 
马丁·路德金说过:
“历史将记取的社会转变的最大悲剧不是坏人的喧嚣,而是好人的沉默。”
我们绝不要沉默。
盲目的顺从和怯懦的精神是恶霸存在的原因,极端的说,是灾难发生的原因。
我们都有掠食者的本性,我们都可能为了自我欲望而促成猎杀弱小——只有一些人努力去控制它。
请不要沉默。 


-采编自网络

วันพฤหัสบดีที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2557

กลโกงจำนำข้าวแบบเคลียร์ๆ ในแบบ อ.วีระ ธีรภัทร






อึ้ง!! กลโกงจำนำข้าว เอื้อให้โกงกันทุกขั้นตอน !!!!!
MThai News

หลายคนคงสงสัย ขบวนการทุจริตโครงการรับจำนำข้าว จะมีวิธีการ กลโกงอย่างไร ช่องโหว่ รูรั่ว เริ่มต้นเกิดขึ้นจากจุดไหน อย่างไร มาฟังคำอธิบาย ชัดๆ เคลียร์ๆ แบบไม่ต้องปีนบันได จาก อ.วีระ ธีรภัทร คอลัมนิสต์ และ นักจัดรายการวิทยุชื่อดัง… แล้วคุณจะอึ้งกับ พฤติกรรมความชั่วของกลุ่มคนที่เกินจะบรรยาย…


ชาวนาไม่ได้เงินค่าจำนำข้าว ใครต้องรับผิดชอบ?


ดร.นิพนธ์ พัวพงศกร นักวิชาการเกียรติคุณ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย(TDRI) เขียนบทความที่ดีมากเรื่อง “ทำไมชาวนาจะยังไม่ได้เงินค่าจำนำข้าวครบตามที่รัฐบาลสัญญา : ใครต้องรับผิดชอบ?” ควรแก่การเผยแพร่อย่างครบถ้วน ผมจึงขออนุญาตท่านผู้อ่านประจำของผม เรียนรู้จาก “ผู้รู้เรื่องข้าว” ท่านหนึ่งของเมืองไทย แล้วเอาใจช่วยชาวนาของเรา มิให้ตกเป็นเหยื่อทางการเมืองของนักเลือกตั้ง ที่สักแต่เอานโยบายประชานิยมเข้าล่อ โดยไม่มีความสามารถที่จะบริหารจัดการโครงการรับจำนำข้าวได้อย่างมีประสิทธิภาพ กลายเป็นปัญหาที่อาจนำสู่ความ “ล้มละลาย” ของประเทศชาติได้ แต่เหนือสิ่งอื่นใด คือ ทุกข์เฉพาะหน้าของชาวนาเวลานี้ รัฐบาลนางยิ่งลักษณ์ ชินวัตร จะรับผิดชอบอย่างไร







ดร.นิพนธ์เขียนบทความเอาไว้ ดังนี้ครับ
ณ วันที่ 8 มกราคม 2557 ชาวนาได้นำข้าวมาขายให้โครงการรับจำนำปีการผลิต 2556/57 เป็นมูลค่าตามใบประทวนประมาณ 1.6 แสนล้านบาท ได้รับเงินไปแล้ว 0.35 แสนล้าน ชาวนาจึงยังไม่ได้รับเงินอีก 1.246 แสนล้านบาท มาแรมเดือนแล้ว นี่เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่ชาวนาทั่วประเทศขายข้าวแล้วไม่ได้เงิน
ปัญหานี้ทำให้นายนิวัฒน์ธำรง บุญทรงไพศาล ปฏิบัติหน้าที่รองนายกรัฐมนตรีและรมว.พาณิชย์ให้สัมภาษณ์ว่า ขณะนี้กำลังเร่งดำเนินการหาเงินเพิ่มเติมมาจ่ายให้ชาวนาที่ได้นำข้าวมาเข้าโครงการจำนำแล้ว คาดว่าชาวนาจะได้รับเงินครบภายในวันที่ 25 มกราคม 2557
เพื่อมิให้สูญเสียฐานเสียงชาวนา ฝ่ายการเมืองจึงต้องหันมากดดันเจ้าหน้าที่กระทรวงการคลังและธ.ก.ส. ให้หาเงินมาจ่ายชาวนาก่อนจะมีการเลือกตั้ง หนังสือพิมพ์และแหล่งข่าวกระทรวงการคลังรายงานว่า มีความพยายามจะหาเงินมาจ่ายชาวนาหลายวิธี อาทิ การใช้สภาพคล่องของธ.ก.ส. (แต่ถูกสหภาพแรงงานธ.ก.ส. สตง.และนักวิชาการคัดค้าน) การบังคับให้ธ.ก.ส.ปรับโครงสร้างหนี้ที่จะถึงกำหนดปี 2558-2560 การขอให้กองทุนของหน่วยงานรัฐโยกเงินมาฝากกับธ.ก.ส. ตลอดจนให้ธ.ก.ส.กู้เงินเพิ่มขึ้นโดยลดวงเงินกู้โครงการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐาน ฯลฯ วิธีการเหล่านี้ล้วนแต่สุ่มเสี่ยงต่อการผิดกฎหมายรัฐธรรมนูญ ทำลายวินัยทางการคลัง และกระทบความมั่นคงทางการเงินของธ.ก.ส.
แม้กระทรวงการคลังพยายามทุกวิถีทางที่จะหาเงินมาจ่ายชาวนา แต่ผมคิดว่ารัฐบาลคงไม่สามารถจ่ายเงินให้ได้ตามสัญญา ยกเว้นว่ารัฐบาลจะกล้าเสี่ยงทำผิดกฎหมายรัฐธรรมนูญ ผมจึงขออนุญาตใช้พื้นที่สื่อมวลชนอธิบายให้พี่น้องชาวนาได้รับรู้เหตุผลแท้จริงที่ชาวนาอาจจะได้เงินค่าขายข้าวไม่ครบภายในวันที่รัฐบาลสัญญา และให้ข้อมูลเพิ่มเติมเรื่องผู้ที่ต้องรับผิดชอบต่อปัญหาดังกล่าวเพื่อให้ท่านใช้ประกอบการตัดสินใจในการเลือกตั้งว่า นโยบายที่พรรคการเมืองหาเสียงจะมีผลดีผลเสียอย่างไรต่อตัวท่านและต่อประเทศอย่างไร
ก่อนอื่น ผมขอบอกพี่น้องชาวนาก่อนว่า ผมต้องการให้ท่านได้รับเงินค่าขายข้าวจากรัฐบาลโดยเร็วที่สุด และด้วยวิธีที่ถูกกฎหมาย โดยเฉพาะกฎหมายรัฐธรรมนูญ
รัฐบาลบอกว่าจะหาเงินมาจาก 3 แหล่ง แหล่งแรก คือ เงินของกระทรวงการคลัง (ซึ่งจริงๆ แล้ว คือ เงินของประชาชน) เงินยืม
จากธ.ก.ส. และเงินที่ได้จากการขายข้าวของกระทรวงพาณิชย์
เงินของกระทรวงการคลังคือ เงินบรรดากองทุนต่างๆของหน่วยราชการ โดยกระทรวงการคลังจะบังคับหน่วยราชการผู้บริหารกองทุนเหล่านั้นให้โอนเงินมาฝากธ.ก.ส. มีเงื่อนไขพิเศษเรื่องกำหนดระยะเวลาการฝาก คือ ไม่ให้ถอนก่อนที่กระทรวงการคลังจะหาเงินจากแหล่งอื่นมาคืนธ.ก.ส. กองทุนเหล่านี้เช่น กองทุนสลากกินแบ่งรัฐบาล กองทุนสำนักงานประกันสุขภาพแห่งชาติ ฯลฯ ศูนย์ข่าวอิศรารายงานว่ากระทรวงการคลังอาจจะหาเงินฝากได้ 55,000 ล้านบาท ธ.ก.ส.ก็สามารถนำสภาพคล่องนี้จ่ายให้เกษตรกรได้ร้อยละ 88-94 ของเงินฝาก หรือประมาณ 48,400-51,700 ล้านบาท ซึ่งยังไม่พอจ่ายให้ชาวนา
เงินก้อนที่สองคือ รัฐบาลต้องขอกู้จากธ.ก.ส.หรือให้ธ.ก.ส.กู้แล้วรัฐบาลค้ำประกัน แต่เนื่องจากข้อจำกัดเพดานการกู้เงินและการค้ำประกันเงินกู้ตามกฎหมายงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2556/57 กระทรวงการคลังเลยต้องไปบังคับรัฐวิสาหกิจอื่นๆ ที่มีแผนกู้เงินโครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน 2 ล้านล้านบาท ให้ระงับหรือลดการกู้ลง แล้วโอนเงินกู้ดังกล่าวให้ธ.ก.ส.กู้แทน(โดยรัฐบาลเป็นผู้ค้ำประกัน) ไทยพับบลิก้ารายงานว่ารัฐวิสาหกิจที่ถูกขอร้องแกมบังคับให้ลดวงเงินกู้ลง ได้แก่ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตฯ(ลดวงเงินกู้ลง 120,000 ล้านบาท) การทางพิเศษฯ (8,000 ล้านบาท) ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (10,000 ล้านบาท) รวม 138,000 ล้านบาท วงเงินกู้ที่ลดลงนี้มีมูลค่าสูงกว่าวงเงินที่ต้องการให้ ธ.ก.ส.กู้เพื่อนำไปจ่ายให้ชาวนา (130,000 ล้านบาท) ถ้าได้วงเงินกู้ก้อนนี้ก็จะมีเงินพอจ่ายให้ชาวนา แต่ปัญหาคือ เงินทั้งสองก้อนนี้อาจใช้ไม่ได้ เพราะผิดกฎหมายรัฐธรรมนูญ ซึ่งจะขออธิบายภายหลัง
ส่วนเงินก้อนที่สาม จากการระบายข้าวของกระทรวงพาณิชย์จะมีจำนวนเท่าไรเป็นเรื่องไม่แน่นอน และไม่มีใครรู้ว่าภายในสิ้นมกราคม 2557 นี้ จะขายข้าวได้อีกเท่าไร จะส่งเงินคืนธ.ก.ส.ได้เท่าไร แม้กกต.มีมติให้พาณิชย์ระบายข้าวได้ตามปกติแล้วตั้งแต่ 7 มกราคม 2557 ก็ตาม ผมคาดว่าเงินขายข้าวที่จะส่งคืนธ.ก.ส.คงได้ไม่มาก อย่างมากพาณิชย์คงส่งเงินค่าระบายข้าวเดือนมกราคมให้ธ.ก.ส.ได้แค่ 10,000- 15,000 ล้านบาท แต่น่าแปลกใจว่าชาวนาไม่เคยเดินขบวนทวงถามเงินระบายข้าวจากกระทรวงพาณิชย์ ตลอดเวลามีแต่ข่าวว่ากระทรวงการคลังและธ.ก.ส.ไม่มีเงินจ่ายค่าข้าวชาวนา ทั้งที่กระทรวงพาณิชย์ต้องเป็นผู้รับผิดชอบมากที่สุด เพราะเป็นผู้รับผิดชอบโครงการรับจำนำข้าวและการระบายข้าวทุกเม็ดในโครงการฯ พี่น้องชาวนาครับ ถ้าท่านจะทวงถามเงินค่าข้าวของท่าน จะต้องถามกระทรวงพาณิชย์ครับไม่ใช่ธ.ก.ส.หรือกระทรวงการคลังที่ต้องหาเงินกู้จนตัวโก่ง บากหน้าไปขายพันธบัตรให้ใครในตลาดเงินก็ไม่มีเอกชนคนใดอยากซื้อ ยิ่งเวลานี้กำลังถูกแรงกดดันทางการเมืองให้ต้องเสี่ยงทำผิดกฎหมาย ยิ่งน่าเห็นใจเดชะบุญที่ประเทศไทยสร้างระบบและกติกาการคลังที่มีวินัยไว้ตั้งแต่ 53 ปีก่อน และกระทรวงการคลังยังมีข้าราชการส่วนใหญ่ที่ทนเห็นความเหลวแหลกของนักการเมืองบางคนไม่ได้
วิธีการหาเงินของกระทรวงการคลังสองวิธีแรกสุ่มเสี่ยงที่จะผิดกฎหมายอย่างไร
ขออนุญาตเท้าความหน่อย เมื่อเริ่มมีโครงการรับจำนำข้าวทุกเม็ด ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2554 มา ข้าราชการกระทรวงการคลังเริ่มตระหนักว่า โครงการนี้จะก่อภาระหนี้สินจนเสี่ยงเกิดวิกฤติการคลังของประเทศได้ รมว.คลังจึงทำเรื่องเสนอให้รัฐบาลกำหนดวงเงินค้ำประกันเงินกู้เพื่อใช้ในโครงการรับจำนำผลผลิตการเกษตร เพราะแต่ละปีงบประมาณกระทรวงการคลังจะสามารถค้ำประกันเงินกู้ของหน่วยราชการทั้งหมดได้จำกัดไม่เกิน 20% ของงบประมาณรายจ่ายประจำปี และงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติม หากปล่อยให้มีการใช้เงินโครงการรับจำนำมากขึ้น รัฐก็ต้องลดวงเงินกู้ส่วนที่จะนำไปลงทุนพัฒนาประเทศ ดังนั้น เมื่อวันที่ 3 ตุลาคม 2555 และ 10 มิถุนายน 2556 คณะรัฐมนตรีจึงมีมติกำหนดเพดานการกู้เงินเพื่อใช้จำนำข้าวจนถึงสิ้นปี 2556 ว่า ต้องอยู่ภายใต้กรอบเงินกู้ 410,000 ล้านบาท และเงินทุนธ.ก.ส. 90,000 ล้านบาท รวม 500,000 ล้านบาท และให้นำเงินจากการระบายข้าวมาใช้หมุนเวียนจำนำข้าว สังคมไทยต้องขอบคุณรัฐมนตรีและข้าราชการกระทรวงคลังที่นำเสนอเรื่องนี้ต่อรัฐบาล
ในการดำเนินโครงการรับจำนำข้าวเปลือกตลอดปีการผลิต 2556/57 คณะรัฐมนตรีมีมติเมื่อ 3 กันยายน 2556 ว่า จะใช้วงเงิน 270,000 ล้านบาท และวงเงินนี้จะต้องอยู่ภายใต้กรอบสินเชื่อ410,000 ล้านบาท และเงินทุนธ.ก.ส. 90,000 ล้านบาท ตามที่เคยมีมติอนุมัติ
มตินี้สำคัญมากด้วย 2 เหตุผล ข้อแรก หากโครงการรับจำนำข้าวในปี 2556/57 มีเงินพอจ่ายให้ชาวนา เงินส่วนใหญ่ก็ต้องมาจากการระบายข้าวของกระทรวงพาณิชย์ เพราะการจำนำตลอดสองปีได้ใช้เงินกู้ไปเกือบเต็มวงเงินค้ำประกัน 500,000 ล้านบาทแล้ว ไม่สามารถกู้เพิ่มเติมได้ ทว่า กระทรวงพาณิชย์กลับไร้ความสามารถในการขายข้าว ตลอด 2 ปีที่มีการจำนำข้าว (ตุลาคม 2554-22 ธันวาคม 2556) กระทรวงพาณิชย์ส่งเงินค่าระบายข้าวเพื่อใช้หนี้ธ.ก.ส. แค่ 146,507 ล้านบาท ทั้งๆ ที่ธ.ก.ส. จ่ายเงินสดค่าจำนำข้าวให้ชาวนาไปแล้ว 707,734 ล้านบาท
ความสำคัญข้อสอง คือ มติกำหนดกรอบวงเงินโครงการจำนำปี 2556/57 เมื่อ 3 กันยายน 2556 เกิดขึ้นหลังจากมีการผ่านกฎหมายงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2556/57 ไปแล้ว รัฐบาลไม่สามารถกู้เงินเกินเพดาน 500,000 ล้านบาท เพื่อใช้ในการจำนำข้าว
ปี 2556/57 หรือถ้าต้องการกู้เงินเพิ่ม ครม.ก็ต้องมีมติแก้ไขมติเดิม 3 กันยายน 2556 และลดวงเงินกู้โครงการพัฒนาของหน่วยงานรัฐอื่นๆ ลงหมายความว่าโครงการจำนำข้าวจะส่งผลลบต่อการพัฒนาประเทศแต่รัฐบาลก็ไม่ได้มีมติอย่างไร จนกระทั่งยุบสภา
การประท้วงของชาวนาที่ไม่ได้รับเงินค่าข้าว ทำให้รัฐเกรงสูญเสียฐานเสียงใหญ่ของชาวนา นักการเมืองจึงกดดันให้เจ้าหน้าที่กระทรวงการคลังและธ.ก.ส.หาช่องทางหลีกเลี่ยงกฎหมายรัฐธรรมนูญมาตรา 181 (3), (4) โดยรัฐบาลส่งเรื่องให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) ตีความว่า การกู้เงิน 130,000 ล้านบาท หรือให้ธ.ก.ส.นำเงินฝากหน่วยงานรัฐมาจ่ายค่าจำนำข้าวให้ชาวนาขัดกับหลักเกณฑ์ของกกต.หรือไม่ รัฐบาลเชื่อว่าไม่ขัดหลักเกณฑ์เพราะป็นนโยบายต่อเนื่องที่ผ่านการอนุมัติของครม.แล้วเมื่อ 3 กันยายน 2556 (ถ้ากกต.มีมติว่าทำไม่ได้ ผมหวังว่ารัฐบาลจะไม่โยนความผิดให้กกต.)
รัฐธรรมนูญมาตรา 181 (3) กำหนดว่า คณะรัฐมนตรีที่พ้นจากตำแหน่งเมื่อมีการยุบสภาผู้แทนราษฎรจะไม่กระทำการอันมีผลเป็นการอนุมัติงานหรือโครงการ หรือมีผลเป็นการสร้างความผูกพันต่อคณะรัฐมนตรีชุดต่อไป
จริงอยู่การสลับวงเงินค้ำประกันเงินกู้โดยลดการกู้ของ 3 รัฐวิสาหกิจ เพื่อให้ธ.ก.ส.สามารถกู้เงิน 130,000 ล้านบาท มีผลให้ยอดหนี้สาธารณะรวมไม่เพิ่มขึ้น และอาจลดลง 8,000 ล้านบาท แต่อย่าลืมว่าเมื่อ 3 กันยายน 2556 คณะรัฐมนตรีเคยมีมติว่าวงเงินโครงการจำนำข้าวปี 2556/57 ต้องอยู่ในกรอบวงเงินค้ำประกันของกระทรวงการคลัง 500,000 ล้านบาท แม้คณะกรรมการนโยบายและกำกับบริหารหนี้สาธารณะจะมีมติว่ากรอบวงเงิน 270,000 ล้านบาท สำหรับการจำนำปี 2556/57 เป็นกรอบใหม่ ไม่เกี่ยวกับกรอบวงเงิน 500,000 ล้านบาทเดิม และจะเสนอมตินี้ให้ครม.รับทราบ แต่มตินี้เกิดขึ้นเมื่อ 3 มกราคม 2557 หลังจากการยุบสภา คณะกรรมการนโยบายฯและครม.รักษาการไม่มีอำนาจเพิ่มกรอบวงเงินกู้โครงการจำนำข้าวได้ เพราะจะเป็นภาระผูกพันต่อรัฐบาลชุดใหม่
แม้ยอดหนี้สาธารณะของประเทศไม่เพิ่มขึ้น แต่ลำพังเฉพาะให้ธ.ก.ส.กู้เพิ่มอีก 130,000 ล้านก็เป็นการสร้างภาระผูกพันให้ครม.ชุดต่อไป เพราะการกู้ต้องทำนิติกรรม ผู้ที่จะใช้หนี้เงินกู้ดังกล่าวจึงเป็นรัฐบาลชุดต่อไป รัฐบาลรักษาการไม่มีอำนาจการกู้เพิ่มเติมจาก มติครม.เมื่อ 3 กันยายน 2556
ปัญหาประการสุดท้าย คือ การบังคับให้หน่วยงานรัฐโยกเงินฝากจากสถาบันการเงินอื่นมาฝากกับธ.ก.ส.โดยมีเงื่อนไขพิเศษในการฝาก แล้วให้ธ.ก.ส.นำเงินฝากดังกล่าวไปจ่ายแก่ชาวนาที่ได้รับใบประทวนแล้ว วิธีนี้ดูแนบเนียนดีเพราะธ.ก.ส.เอาสภาพคล่องส่วนเกินมาให้ชาวนากู้ ภาระหนี้ของรัฐบาลไม่ได้เพิ่มขึ้น คำถามคือ วิธีนี้จะมีปัญหาอะไร
การจ่ายเงินค่าข้าวให้ชาวนาที่นำข้าวมาจำนำกับรัฐบาลก็คือการให้ชาวนากู้เงิน หากครบกำหนด 4 เดือน ชาวนาไม่มาไถ่ถอนข้าวคืน(ซึ่งคงไม่มีใครมาไถ่ถอน) ข้าวก็ตกเป็นของรัฐ หนี้ของชาวนาก็จะกลายเป็นหนี้ของรัฐบาลชุดต่อไปที่ต้องหาเงินมาชำระคืนแก่ธ.ก.ส. ฉะนั้นวิธีนี้จึงขัดกับมาตรา 181 (3) เช่นกัน
ส่วนประเด็นที่ว่าวิธีเหล่านี้จะขัดกับมาตรา 181 (4) ที่ระบุว่าไม่ให้ครม.รักษาการใช้ทรัพยากรของรัฐหรือบุคลากรรัฐเพื่อกระทำการใดซึ่งจะมีผลต่อการเลือกตั้ง หรือไม่กระทำการอันเป็นการฝ่าฝืนข้อห้ามตามระเบียบที่ กกต.กำหนด เป็นอำนาจการวินิจฉัยของกกต.ผมไม่อยู่ในฐานะให้คำตอบได้
พี่น้องชาวนาครับ เหตุผลที่ผมเขียนบทความฉบับนี้ มิได้มีเจตนาที่จะขัดขวางการจ่ายเงินค่าข้าวให้แก่ท่าน ตรงกันข้ามผมต้องการให้รัฐบาลแสดงความรับผิดชอบต่อชาวนาด้วยวิธีที่ชอบด้วยกฎหมาย ไม่ใช่ใช้วิธีหาเสียงทางการเมืองโดยอาศัยวิธีการแบบศรีธนญชัย พยายามเลี่ยงกฎหมายโดยไม่สนใจว่าวิธีเหล่านี้จะมีผลเสียหายต่อฐานะการคลังของประเทศ และต่อธ.ก.ส.อย่างไร
ปัญหาเฉพาะหน้าที่เกิดขึ้นขณะนี้ คือ เราไม่รู้ว่าจะได้รัฐบาลใหม่เมื่อใด ทำให้ไม่รู้ว่าเมื่อไรชาวนาจะได้รับเงินคืน สิ่งที่ทำได้ในวันนี้มี 3 ประการ คือ (ก) กดดันให้กระทรวงพาณิชย์ขายข้าว และทวงเงินจากบริษัทพรรคพวกนักการเมืองที่ได้สิทธิซื้อข้าวราคาต่ำ เพื่อนำเงินมาคืนชาวนาให้เร็วที่สุด (ข) พรรคเพื่อไทยและคุณทักษิณ ชินวัตร เจ้าของความคิดนโยบายจำนำข้าวทุกเม็ด ต้องแสดงความรับผิดชอบ นำเงินของพรรคมาคืนเป็นค่าดอกเบี้ยให้ชาวนา ไม่ใช่มาล้วงกระเป๋าผู้เสียภาษี (ค) กลุ่มพี่น้องชาวนา ควรถอดบทเรียนจากประสบการณ์อันเจ็บปวดจากนโยบายการจำนำข้าวครั้งนี้ บทเรียนสำคัญ คือ นโยบายนี้ก่อความเสียหายอย่างไรทั้งต่อชาวนาและต่อประเทศชาติ มีใครที่อยู่เบื้องหลังการทุจริตโดยเฉพาะการขายข้าว จนทำให้ไม่มีเงินค่าข้าวให้ชาวนา

What the government did not telling the truth to the foreigners. The Ugly Truth - Bangkok Shutdown - Protests - Thailand 2014






What the government did not dare tell foreigners.


ชาวต่างชาติท่านนี้ ได้มาร่วมการชุมนุม เพื่อค้นหาความจริงเกี่ยวกับ การใช้ความรุนแรงของผู้ชุมนุม ตามที่ได้ถูกกล่าวหาจากสื่อมวลชนต่างๆ ว่าเป็นพวกผู้ก่อการร้าย และได้พบความจริงด้วยตาตนเอง จนทำคลิป VDO นี้ขึ้นมาลงใน Youtube เพื่อให้ชาวโลกได้รับรู้ถึง "ความรักชาติของ มวลมหาประชาชนไทย"

""""""""""""""""""""""""""""""""""""...
Savek Laohaekarin

Because all we see and read from the medias these days, described the protestors as terrorists which is the biggest threat of Bangkok, I went there to experience this battlefield, and look at what I found...

I made this clip out from what I see, listen and feel from the threatening Bangkok Shutdown Protest...

Watch this clip with your heart and you will see what I saw. I do believe that when one door is shut, another opens...

From all gender, all social class, all generations come out together, support and help each other with their hearts. These teddy bear warriors are beautiful from the inside out, all because : From all gender, all social class, all generations come out together, support and help each other with their hearts.  These teddy bear warriors are beautiful from the inside out, all because : They love Thailand and they love their King.

They love Thailand

วันอาทิตย์ที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2557

จดหมายเพื่อยื่นตอบโต้ Michael Turner ลงชื่อโดย วณิณา สุจริตกุล คือส.ส.อเมริกันเชื้อสายไทย อดีตทหารกองทัพสหรัฐฯที่ขาขาดต้องใส่ขาปลอม เคยมาเมืองไทยเมื่อปีที่แล้ว ชื่อเล่นคือ Tammy








ศ.ดร.นพ. นรินทร์ หิรัญสุทธิกุล ได้ร่างจดหมายเพื่อยื่นตอบโต้ Michael Turner ในกรณีจดหมายที่เขาเขียนถึง ประธานาธิบดีโอบามา โดยเตรียมจะยื่นต่อสถานฑูตอเมริกาในวันจันทร์ที่จะถึงนี้

สำหรับแพทย์และบุคลากรทางการแพทย์ที่เห็นชอบ รบกวนขอชื่อ นามสกุลภาษาอังกฤษ ตำแหน่ง ที่ทำงาน เพื่อแนบกับร่างจม.ด้านล่าง ส่งมาที่ E-mail: nhiransu@yahoo.com

ขณะนี้ได้รายชื่อสนับสนุนมาแล้ว ประมาณ 100 คนค่ะ ...







Dear  Mr.  President,

It is to our surprise that despite presence of a large body of US Embassy staffs in Thailand as well as sophisticated network of US intelligent agency present on our soil, the true vision of current situation of political conflict in Thailand cannot be conveyed to prominent legislative authorities in Washington.

We wish to caution you against Congressman Turner's simplistic portrayal of the political conflict in Thailand as caused by ideological clashes between pro-democracy and anti-democracy groups. Protestors and protest leaders are not calling for a change in the political system. They are calling for a strengthening of the democratic system, which among other things seek to give tougher safeguard against corruption and abuse of power by elected officials. Details of these reform are to be debated by different stakeholders in the Thai society, best mediated by neutral bodies which are not aligned to political parties. This reform process should be done before the country heads to the next poll as it will offer a much better guarantee that whoever wins the next election post-reform will be under greater scrutiny and stricter discipline in order to safeguard public and national interest. We wish to avoid repeating the vicious cycle that we are currently mired in.

The protestors along with a large number of Thais are frustrated by the Yingluck government's blatant corruption practice, notwithstanding their democratic origin. The attempt to whitewash past corruption crimes through the pushing of the anti-Amnesty Law and efforts to systemetically weaken the check and balance system among the legislative, executive, and judiciary branches have dismayed the public, leading to prolonged protests for the past 3 months. These are legitimate concerns of the Thai citizen to uphold the spirit of the democratic system. Holding an election is of course an important process of our democratic system, but election alone without effective check and balance and strong anti-corruption laws can lead us back to the current stalemate which we are in at present.

The protestors come from all walks of life, rural and urban, poor and rich, blue collar and white collar, representing all geographical regions of the country and united in their desire to see an honest, capable government that is responsive to the needs of all Thais. Protest leaders as well as members of the opposition party have been harrassed by pro-government supporters. Their homes attacked by explosive device. The protestors themselves have been victims of drive-by shootings for several weeks, some have lost their lives. No arrest has been made. The violence has increased with bombs thrown into a protest march after the National Anti-Corruption Agency decided to probe PM Yingluck's role and possible neglect of duty in the fake government-to-government rice deal associated with the rice pledging scheme which has cost several USD billions in losses.

These facts form the basis of the frustration the protestors have with the Yingluck government and their recent effort to weaken essential features of a strong democratic system besides the act of election. Protestors' demand seeks to redress these shortcomings, not to change the political system to a non-democratic one.

Respectfully for your consideration



17 มกราคม 2014

ท่านประธานธิบดีที่นับถือ

ข้าพเจ้าเขียนมาเพื่อโต้แย้งจดหมายของ ไมเคิล เทิร์นเนอร์ สมาชิกสภาคองเกรส ซึ่งเขียนถึงท่านเมื่อวานนี้ ซึ่งเรียกร้องให้ท่านแสดงการคัดค้านอย่างเปิดเผยต่อการเคลื่อนไหวคัดค้านรัฐบาล และสนับสนุนการเลือกตั้งในวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2014 ด้วยความเคารพอย่างยิ่งที่ต้องบอกว่า จดหมายของเทิร์นเนอร์ สมาชิกสภาคองเกรส ได้ชี้นำอย่างผิดๆ และแสดงให้เห็นถึงความไม่เข้าใจต่อวิกฤตทางการเมืองของไทย

ในฐานะที่ข้าพเจ้าเป็นนักกฏหมายที่เรียนจบจากสหรัฐฯ และก็เป็นพลเมืองทั้งของสหรัฐฯและประเทศไทย ข้าพเจ้าเป็นผู้รักระบอบประชาธิปไตย และในความเป็นจริง ข้าพเจ้าก็ได้ร่วมเป็นอาสาสมัครในกลุ่มช่วยเหลือผู้ออกเสียงเลือกตั้ง ทำหน้าที่แจ้งข่าวสารต่อชาวอเมริกัน ในการลงทะเบียนเพื่อออกเสียงเลือกตั้ง แจ้งหลักฐานที่จำเป็นต่อการไปใช้สิทธิ์ออกเสียง ตลอดจนการรวบรวมหลักฐานการใช้สิทธิ์เพื่อให้แน่ใจว่าคะแนนเสียงของพวกเขาจะถูกรวบรวมอย่างถูกต้อง

ผู้ออกมาประท้วงต่อต้านรัฐบาลไทยก็เป็นฝ่ายนิยมระบอบประชาธิปไตยเช่นเดียวกัน การเคลื่อนไหวมิใช่เพื่อทำลายระบอบประชาธิปไตยของประเทศไทย หากแต่เพื่อขจัดอำนาจการปกครองที่กดขี่และเป็นเผด็จการให้พ้นไปจากประวัติศาสตร์ไทย ในประวัติศาสตร์ที่ผ่านมาก็ได้แสดงให้เห็นแล้วว่า มีจอมเผด็จการมากมายก็มาจากการเลือกตั้งแบบประชาธิปไตย ซัดดัมฮุนเซนก็ได้รับคะแนนเสียงเลือกตั้งมา 100% ฮูโก้ชาเวซ ซึ่งท่านเรียกกันอย่างเปิดเผยว่าเป็นเผด็จการอัตตาธิปไตยนั้น ก็ได้รับเลือกตั้งมาจากเสียงส่วนใหญ่เช่นเดียวกัน

รัฐบาลเผด็จอำนาจของทักษิณ ซึ่งมาจากการเลือกตั้งโดยเปลือกนอก ก็ได้พิสูจน์ว่าเป็นรัฐบาลที่โกงกินที่สุดและละเมิดสิทธิ์มนุษยชนอย่างร้ายแรงที่สุด คนจะเข้าใจวิกฤตทางการเมืองในขณะนี้ได้ ต้องไปเข้าใจจากรากเหง้าการผูกขาดด้านโทรคมนาคม ขอยกบางเรื่องที่ทักษิณครอบงำกำกับอยู่เป็นตัวอย่าง

- ในเดือนกุมภาพันธ์ 2003 ซึ่งทักษิณทำสงครามปราบยาเสพติด เพียงช่วงเวลา 3 เดือน มีผู้ถูกฆ่าตายถึง 2800 คนโดยไม่ผ่านกระบวนการยุติธรรม ผลการสำรวจอย่างเป็นทางการเมื่อปี 2007 สรุปว่า มากกว่าครึ่งของผู้ที่ถูกฆ่าตายไม่ได้เกี่ยวข้องกับยาเสพติดเลย เรื่องที่คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติได้แสดงความห่วงใยอย่างมากนั้น ผู้กระทำผิดก็ยังมิได้ถูกดำเนินการใดๆทางกฏหมาย

- เมื่อปี 2004 กองกำลังรักษาความมั่นคงของทักษิณได้ทำให้ผู้ประท้วงคัดค้านภาคใต้ต้องตายไป 85 คน จากการถูกยิงตาย และถูกจับมัดกองทับกันจนขาดอากาศหายใจตาย หรือที่เรียกกันว่ากรณีตากใบ องค์กรด้านสิทธิมนุษยชนได้ประณามความป่าเถื่อนโหดร้ายนี้ และเรียกร้องให้มีการการไต่สวนถึงอาชญากรรมครั้งนี้ แต่ก็ไม่มีการดำเนินการใดๆ อีกเช่นกัน

- ตัวเลขขององค์กรนิรโทษกรรมสากล มีนักปกป้องสิทธิมนุษชนถึง 18 คน ถูกลอบฆ่าตายและถูกอุ้มหายตัวไป

- ด้วยการเซ็นเซอร์และข่มขู่คุกคามหนังสือพิมพ์ การละเมิดสิทธิมนุษยชนจึงมิได้ถูกเปิดเผย เสียงคัดค้านใดๆ ล้วนถูกทำให้เงียบไป

- เพื่อที่จะพยายามหลบเลี่ยงกฎหมายควบคุมการขัดกันทางผลประโยชน์ ทักษิณได้โอนหลักทรัพย์หลายพันล้านบาทของตนไปไว้ในชื่อของคนรับใช้และคนขับรถของตนโดยเจ้าตัวมิได้รับรูัอย่างผิดกฎหมาย

- ทักษิณฝ่าฝืนกฎหมายที่ห้ามเจ้าหน้าที่ของรัฐทำธุรกิจกับรัฐ ด้วยการช่วยให้ภรรยาของตนซื้อที่ดินของรัฐในราคาถูกเพียง 1 ใน 3 ของราคาจริง ซึ่งทักษิณถูกตัดสินให้ลงโทษจำคุกเป็นเวลา 2 ปี แต่เขาก็หลบหนีออกนอกประเทศและไม่เคยยอมรับผิด

ทักษิณได้อนุมัติเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำของรัฐบาลไทยจำนวน 127 ล้านดอลล่าร์สหรัฐ ให้แก่รัฐบาลทหารพม่า เพื่อใช้ซื้อบริการรับสัญญาณดาวเทียมจากธุรกิจโทรคมนาคมของตน

- ช่วงที่ทักษิณปฏิบัติหน้าที่ในฐานะนายกรัฐมนตรีนั้น เขาได้ขายหุ้นชินคอร์ป ซึ่งเป็นยักษ์ใหญ่ในวงการโทรคมนาคม ให้กับเทมาเส็กโฮลดิ้ง โดยหลบเลี่ยงการเสียภาษีมูลค่า 16.3 ล้านดอลล่าร์สหรัฐฯ

- ด้วยสารพัดวิธีการของทักษิณในการเอื้อประโยชน์ต่อธุรกิจโทรคมนาคมของเขา ทำให้ศาลสูงสุดมีคำตัดสินอย่างเป็นเอกฉันท์ในความผิดคอร์รับชั่นทางนโยบาย 4 กระทง และมีคำสั่งให้ยึดทรัพย์จำนวน 1.4 พันล้านดอลล่าร์สหรัฐฯ จากทรัพย์สินที่ถูกอายัดไว้จำนวน 2.3 พันล้านดอลล่าร์สหรัฐฯ

นี่เป็นเพียงบางตัวอย่างที่ทักษิณใช้วิธีการต่างๆนานาชำเราและฉ้อโกงจากประเทศนี้ แม้ว่าจะอยู่ระหว่างการเนรเทศตัวเองอยู่ในต่างประเทศ ทักษิณก็ยังคงชักใยประเทศไทย และดำเนินนโยบายคอร์รับชั่นผ่านทางน้องสาวของตน ในเรื่องความพยายามประนีประนอมจอมปลอม ระบอบทักษิณได้ผ่าน พรบ.นิรโทษกรรมในคืนวันศุกร์ตอนตี 4.25 ที่ให้ยกโทษแก่ทุกฝ่ายที่มีส่วนร่วมการประท้วงทางการเมือง รัฐสภาภายใต้การควบคุมของทักษิณได้ผ่าน พรบ.วาระสุดท้าย(วาระ3) ยกโทษให้กับนักการเมืองทุกคนที่ถูกกล่าวหาและตัดสินว่ามีความผิดเรื่องการคอร์รับชั่นตั้งแต่การรัฐประหาร ซึ่ง พรบ.ที่ถูกแก้ไขนี้ ยังมีผลให้ต้องคืนทรัพย์สินที่ถูกสั่งยึดไปด้วย กล่าวให้ชัดเจนก็คือ การผ่านกฎหมายฉบับนี้ก็เพื่อปูทางให้ทักษิณได้กลับบ้านอย่างเท่ๆ และต้องคืนทรัพย์สมบัติให้แก่เขา

ด้วยเล่ห์เหลี่ยมที่จะเข้าควบคุมทั้งรัฐสภาและวุฒิสภา รัฐบาลปัจจุบันของทักษิณพยายามที่จะแก้ไขโครงสร้างของวุฒิสภา และปิดกั้นการทำหน้าที่ของสมาชิกวุฒิสภาที่ได้รับคัดเลือกมาจากทุกสาขาอาชีพ การล้มระบบนี้ออกไปจะทำให้พรรคการเมืองของทักษิณสามารถควบคุมการออกกฎหมายโดยไม่ต้องถูกตรวจสอบและถ่วงดุล พรบ.นิรโทษกรรมและกฎหมายอื่นๆก็จะทำให้การคอร์รับชั่นของทักษิณผ่านได้โดยสะดวกง่ายดาย และถึงแม้ศาลรัฐธรรมนูญจะสั่งให้หยุดยั้งการปรับเปลี่ยนโครงสร้างวุฒิสภาแล้วก็ตาม แต่รัฐบาลของทักษิณก็แสดงการปฏิเสธไม่ยอมขึ้นต่อคำตัดสินของศาลอย่างเปิดเผย

นโยบายคอร์รับชั่นอย่างเป็นระบบและการใช้อำนาจมิชอบเพื่อเอื้อประโยชน์ของทักษิณอย่างเห็นได้ชัดเช่นนี้ ได้ผลักดันให้ประชาชนไทยต้องลุกยืนขึ้นและเรียกร้องว่าพอกันที ผู้ประท้วงคัดค้านต้องการประชาธิปไตย แต่ต้องขจัดอำนาจเผด็จการของทักษิณออกไปก่อน

เป็นเวลากว่าทศวรรษมาแล้ว สิ่งหนึ่งที่เป็นที่ชัดเจนภายใต้ระบอบทักษิณก็คือ ระบบประชาธิปไตยในปัจจุบันของเราล้มเหลว เพราะมันได้ปล่อยให้ระบอบเผด็จการอัตตาธิปไตยสามารถฉกฉวยใช้อำนาจและกอบโกยโกงกินทรัพย์สินของชาติ เมื่อใดที่ระบบการใช้สิทธิ์เลือกตั้งปล่อยให้เกิดการฉ้อฉลและปล่อยให้นักการเมืองคอร์รับชั่นอยู่เหนือกฎหมาย เมื่อนั้น ประชาชนจึงต้องตั้งคำถามและลุกขึ้นคัดค้านระบบที่เสียหายเช่นนี้ ประชาชนจึงกำลังเรียกร้องต้องการการปฏิรูป เพื่อให้มีระบอบประชาธิปไตยที่แท้จริง ที่โปร่งใส ตรวจสอบได้ และที่สำคัญที่สุดคือ มีการถ่วงดุลในการใช้อำนาจ

เราต้องการประชาธิปไตย และด้วยวิธีอารยะขัดขืนนี้แหละ จะนำมาซึ่งประชาธิปไตยของเรา

ขอแสดงความนับถือ

วณิณา สุจริตกุล
cc: สมาชิกสภาคองเกรส ไมเคิล อาร์ เทิร์นเนอร์

The real situation and true sentiment of Thai protesters in Bangkok









Jatuporn Saowarat

เครดิต. Kanlaya Thongkamma #ความคิดเห็นของฝรั่งคนหนึ่ง ที่ได้มีโอกาสเข้าร่วมสังเกตุการณ์ในการชุมนุม"(แปลต่อท้ายค่ะ) When a foreigner thinks of protests, usually it is associated with grim faces and violence. But what I have seen over the last three weeks in Bangkok is much different. When I first went to Ratchadamoen I expected tension and aggression. However, to my surprise, people were jovial, pleasant and kind toward each other but still having that spirit of unity you would expect for a goal of a common good. This movement (shut down Bangkok) has it's own (Thai) uniqueness about it. It is kind of like a modern day Gandhi movement that has been adapted to a hustling 21st Century mega city. They have placed themselves in seven commercial locations (a lot near shopping centres). Their aim is to peacefully disrupt to put pressure on the now caretaker government. And while the protest locations obviously disrupt, they have not shut down major transport systems e.g. sky train, subway, airport, and nearly all the roads in Bangkok are unaffected. The atmosphere is more 'carnival like' rather than grim/serious. At each protest point a stage is erected, along with large digital screens, and a continuous stream of prominent speakers and entertainers enthuse the whistle blowing protesters, who are made up of all walks of life. We are talking about 100s of thousands of people (as opposed to at the most 100 I saw at a red shirt rally in Chiang Mai). A number of people have already been killed or injured, bombs are being thrown (always by a '3rd Hand', which the police 'never ever seem to know from where it comes from'). However, yesterday at Lard Prao (just hours before I was there) the protester security were able to apprehend a man who threw a bomb from his passing van, killing one protester. This murderer had red shirt I.D. on him. Ying Luck (the current Prime Minister and Thaksin's sister, who is backed by the red shirts) is pushing for an early election (2 Feb). The protest movement want serious political system changes before any election. No more of the same corruption is their hope. Many people say it is not so much who will be the next political leader but rather a better process of government needs to be set up with checks and balances to serve the people, not the pockets of a few. The question is can these people, who blow whistles, sing, hold Thai flags and spend days/months on the street bring real lasting positive change to Thailand or will the self-gratifying power hungry crush them? I fear there while be much more bloodshed, especially leading up to Feb 2nd, before we will know the answer to that question. But one thing is for sure, history shows us at times that fortune favors the brave. Kanlaya Thongkamma เมื่อชาวต่างชาตินึกถึงการประท้วง มักจะคิดถึงคนที่หน้าตาเต็มไปด้วยความโกรธ การตะโกนและการใช้ความรุนแรง (การทำลาย) แต่สิ่งที่ผมได้เห็นใน 3 อาทิตย์ที่ผ่านมา ไม่ได้เป็นอย่างนั้นเลย... สถานที่แรกที่ผมได้ไปคือ "ราชดำเนิน" ก่อนจะไป ผมได้เตรียมตัวบ้าง เผื่อจะเจอความเครียดและการรุกรานหรือความรุนแรง...แต่เมื่อได้พบ "กลุ่มผู้ชุมนุม กปปส" ผมตกใจ! เพราะมีแต่คนเรียบร้อย ร่าเริงและใจดี คนกลุ่มนี้เป็นกลุ่มคนที่มีเป้าหมายเดียวกันที่อยากจะเปลี่ยนสภาพสังคมไทยให้ดีขึ้น การเคลื่อนไหวนี้ (การปิดกทมฯ) มีความเป็นหนึ่งเดียวกัน ต่างกับการประท้วงอื่นๆใดในโลก เปรียบเทียบได้กับการประท้วงของ "มหาตมะ คานธี" ซึ่งใช้วิธี สงบ สันติและอหิงสา (มีความอดทนสูงมาก..ผู้แปล) แม้จะต่างยุค ต่างสังคมและต่างเมืองกัน แต่ยังสามารถใช้วิธีเดียวกันได้ พวกเขามีเวทีอยู่ 7 แห่งแต่ละแห่งอยู่ในทำเลที่สำคัญ เป็นแหล่งเศรษฐกิจใจกลางเมืองหลวง เป้าหมายของพวกเค้าคือ อยากสร้างความกดดันให้รัฐบาล(รักษาการณ์) ทำการปฏิรูปก่อนการเลือกตั้ง...ประท้วงอย่างสงบ แม้ว่าการประท้วงจะทำให้เกิดการจราจรติดขัดบ้าง แต่พวกเขาไม่ได้ปิดการจราจรทั้งหมด เช่น BTS,MRT สนามบินและถนนส่วนใหญ่ยังใช้การได้อยู่ บรรยากาศการชุมนุมเหมือนงานเทศกาล เพราะคนไม่มีความเครียด เวทีทุกจุดมีจอโปรเจคเตอร์ขนาดยักษ์ มีนักพูดที่ให้ความรู้เรื่องการปฏิรูป และมีการแสดงต่างๆเพื่อความบันเทิงคลายเครียด เพื่อหนุนใจผู้ประท้วงที่มาจากที่ต่างๆของประเทศ เราพูดถึงคนเป็นแสนเป็นล้านๆ (ซึ่งต่างจากที่ผมเห็นกลุ่มคนเสื้อแดงที่เชียงใหม่ มีผู้ชุมนุมไม่เกิน 100คน ตรงประตูท่าแพ)...กลุ่มกปปส บางคนถูกยิงตาย ถูกขว้างระเบิดตาย และได้รับบาดเจ็บจำนวนมาก (ซึ่งรัฐฯรักษาการณ์ อ้างว่ามาจากมือที่สาม) เมื่อวานนี้ที่ลาดพร้าว (2-3 ชั่วโมงก่อนถึงที่นั่น) การ์ดของ กปปส จับผู้ต้องสงสัยว่าเป็นคนขว้างระเบิดใส่ผู้ชุมนุมจนเสียชีวิต ในตัวของผู้ต้องสงสัยมีบัตรที่แสดงว่าเขาเป็น "สมาชิกกลุ่มคนเสื้อแดง" ยิ่งลักษณ์ (เป็นน้องสาวของ "ทักษิณ" เป็นนายกฯและเป็นผู้อยู่เบื้องหลัง "คนเสื้อแดง") อยากให้มีการเลือกตั้งในวันที่ 2กพ. เร็วๆนี้ แต่กลุ่ม "กปปส" ต้องการให้มีการปฏิรูปก่อนการเลือกตั้ง พวกเค้าหวังว่าจะไม่มีการโกงเหมือนเดิมอีกแล้ว หลายคนพูดว่า ไม่สนว่าใครจะมาเป็นนายกฯ แต่ขอให้ผ่านการปฏิรูปก่อน และมาเป็นผู้รับใช้ประชาชนและประเทศชาติ ไม่ใช่มาเพื่อกอบโกยเงินของประชาชน! คำถามคือ? คนกลุ่มนี้ ที่เป่านกหวีด ร้องเพลง ถือธงชาติ และกินนอนบนถนนมาเป็นเดือนๆ สามารถที่จะสร้างการปฏิรูปถาวร ให้กับประเทศไทยได้ไหม?? หรือว่าคนของรัฐฯและรัฐฯ(รักษาการณ์) จะเหยียบย่ำทำลายพวกเขา และจะทำให้ไม่มีการปฏิรูปที่ดีเกิดขึ้นได้??? ผมสงสัยว่า ก่อนที่พวกเราจะรู้คำตอบนี้ ยังจะมีคนตายเพิ่มมากขึ้น ก่อนจะถึงวันที่ 2 กพ.แน่นนอน!!! #แต่สิ่งที่ผมเรียนรู้จากประวัติศาสตร์คือ ถ้าเราไม่มีความกล้าหาญที่จะเริ่มต้นในวันนี้ พรุ่งนี้จะไม่มีวันเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นเลย"#!!! #จากฝรั่งรักประเทศไทย

วันเสาร์ที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2557

Thai PM Yingluck probed over 'corrupt rice subsidy scheme'

Thai PM Yingluck Shinawatra, Jan 2014

The investigation casts another shadow over the PM has she prepares for February's election


Related Stories


Thailand's official anti-corruption commission says it is investigating Prime Minister Yingluck Shinawatra in connection with the government's controversial rice subsidy scheme.

The policy guarantees Thai rice farmers a much higher price than on the global market, but critics say it is too expensive and vulnerable to corruption.

The commission has already charged one minister, and is investigating others.

The news comes as Ms Yingluck already faces intense pressure to resign.

Anti-government protesters have been marching through the capital, saying they will shut it down until their demands are met.

They accuse her government of being under the control of her brother, ousted former leader Thaksin Shinawatra.

They say they want an unelected "People's Council" instead, to reform the electoral system.
Negligence of duty?
The rice purchase scheme was launched in 2011, with the aim of boosting farmers' incomes and helping alleviate rural poverty.



A farmer dries rice grains in Buriram province ( file image)


Thailand has long been one of the largest rice exporters in the world

But it has resulted in the accumulation of huge stockpiles of rice, which the government cannot sell.

The National Anti-Corruption Commission (NACC) says it is looking into Ms Yingluck's role in the scheme, and investigating her for possible negligence of duty.

"Those who oversaw the scheme knew there were losses but did not put a stop to it," NACC spokeswoman Vicha Mahakhun told a news conference.

As prime minister, Ms Yingluck is nominally the head of the National Rice Committee.

Farmers have traditionally been some of Ms Yingluck's most ardent supporters. Her Phuea Thai Party was helped to power in 2011 by offering to buy rice at above the market price.

But the rice policy is thought to be costing Thailand around $10bn ( £6bn) a year - and the government has been unable to pay farmers for their most recent harvest, because a bond issue last year failed to raise sufficient funds.

That could cost the government support from one of its most important constituencies, according to the BBC's Jonathan Head in Bangkok.

Farmers are already talking about marching on Bangkok in protest, he says.

In addition, if the NACC finds Prime Minister Yingluck guilty, she could be banned from politics, along with other ministers.



Anti-government protester in Thailand, with a defaced image of Ms Yingluck ( file picture)


Ms Yingluck is already being criticised on the streets of Bangkok

This would cast another shadow over the election she has called for next month, our correspondent says.

The election is already proving contentious. The main opposition Democrat Party is boycotting the polls, which it fears will once again return the Shinawatra family to power.

Anti-government protesters have also rejected the elections, demanding electoral reforms.

Ms Yingluck is currently moving around Bangkok to avoid the protesters blockading her office - although police said on Thursday that the crowds on the streets were gradually dwindling in number.

The rallies are the latest twist in a nearly eight-year long saga, which started when Ms Yingluck's brother Thaksin was ousted in a military coup.


เพื่อนชาวนานครปฐมเล่าให้ฟังว่า ทำนา 30 ไร่ ได้ข้าวไร่ละ 60-70 ถัง รวมได้ข้าวประมาณ 20 เกวียน ซึ่งท่าข้าวฯ (โดยกรรมการที่มี ผวจ.เป็นประธานฯ) ตีราคาข้าวให้เกวียนละ 11,000 บาทเศษ (อ้างว่าหักค่าความชื้น) แต่เขาให้เซ็นรับรองในใบประทวนว่าจำนำข...ข้าวจำนวน 22 เกวียน ในราคาเกวียนละ 15,000 บาท และที่สำคัญเพื่อนเล่าว่า บ้านใหญ่ “สะสมทรัพย์” เรียกเก็บค่าวางแผ่นดิน (ค่าหัวคิวเก็บสต็อกข้าวให้กับองค์การคลังสินค้า) จากโรงสี ๆ ละ 2 ล้านบาท และค่าหัวคิวเก็บข้าวสารอีกกระสอบละ 10 บาท (ไม่เชื่อก็ลองแอบถามพวกโรงสีดู)

ส่วนเพื่อนชาวนาอยุธยาเล่าว่า ทำนา 40 ไร่ ฤดูกาลปี 56 ทำนา 2 คร้ง ได้ข้าวครั้งละประมาณ 30 เกวียน ค่าจำนำข้าวครั้งแรกได้เงินแล้วแต่ครั้งหลังยังไม่ได้เงิน ท่าข้าวฯตีราคาให้เกวียนละ 12,000 บาท แต่ต้องเซ็นใบประทวนในราคาเกวียนละ 15,000 บาท หากภายในวันที่ 15 ม.ค. 57 ไม่ได้เงินค่าจำนำข้าวก็จะออกไปชุมนุมเรียกร้อง ถามเพื่อนว่ารู้ไหมว่าเขารวมหัวกันโกงจำนำข้าวกันอย่างมโหฬาร เพื่อนบอกก็รู้แต่ไม่มีทางเลือก ไม่รู้จะทำอย่างไร ถ้าไม่ร่วมมือกับเขาก็ไม่รู้จะเอาข้าวไปขายใคร

สุดท้ายเพื่อนชาวนาพิจิตรเล่าว่า ทำนา 10 ไร่ ได้ข้าวประมาณ 9 เกวียน ท่าข้าวฯตีราคาปากเปล่าให้เกวียนละ 12,000 บาท ซึ่งในใบประทวนระบุปริมาณข้าวอย่างเดียวไม่ได้ระบุราคาที่แท้จริง แต่ที่สำคัญเพื่อนเล่าว่าหากชาวนารายใดได้ผลผลิตข้าวต่อไร่น้อย (เช่น 50-60 ถัง/ไร่) ท่าข้าวฯจะออกใบประทวนให้ในสัดส่วนผลผลิตต่อไร่สูงสุด (80-90 ถัง/ไร่) โดยในส่วนข้าวที่ขาดหายไปพวกท่าข้าวฯจะไปหามาเติมเองให้ครบตามใบประทวน รวมทั้งมีการเก็บค่าวางแผ่นดิน(ค่าหัวคิวสต็อกข้าว) จากโรงสีในราคากระสอบ(ข้าวสาร)ละ 10 บาท เหมือนที่นครปฐมเลย

ในฐานะคนจ่ายภาษีฟังแล้วอึ้งครับ ระบอบประชาธิปไตยและนโยบายประชานิยมของตระกูลชินวัตร แท้จริงแล้วเป็นการรวมหัวกันของพวกมันกับบรรดา ส.ส. ขี้ข้า (บ้านใหญ่ของแต่ละจังหวัด) และข้าราชการลิ่วล้อ สมรู้ร่วมคิดกันปล้นเงินของแผ่นดิน แค่เฉพาะโครงการจำนำข้าวอย่างเดียวสองปีก็ฉิบหายไปแล้วกว่า 4 แสนล้านบาท (เงินจำนวนนี้สามารถสร้างระบบชลประทานการเกษตรได้ทั่วประเทศ) พวกมันอาศัยความเดือดร้อนของชาวนาคนจนรากหญ้ามาบังหน้าปล้นประเทศกันอย่างทุเรศที่สุด

ขอให้พวกเราช่วยกันทุกวิถีทางขุดคุ้ยข้อมูลการทุจริตของคนเหล่านี้ อยากให้ กปปส.ประสานเครือข่ายสมาคมชาวนาทุกจังหวัดดึงมาเป็นแนวร่วมเพื่อเอาข้อมูลข้อเท็จจริงเรื่องกลโกงจำนำข้าวซึ่งออกจากปากชาวนาเอง มาแฉประจานความชั่วของขบวนการโกงกิน จนทำให้บ้านเมืองล่มจมขาดทุนย่อยยับ ซึ่งที่สุดตัวชาวนาเองก็ได้รับความเดือดร้อน เราจะได้มีหลักฐานแจ้งความเอาเอาผิด (โดยกันชาวนาเป็นพยาน) รับรองเรื่องนี้มีใบเสร็จชัดเจน จะได้เป็นคดีตัวอย่าง จับนักการเมือง พ่อค้า และข้าราชการทุกคน โดยเฉพาะนายกฯ(ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำและปลายน้ำทุกตัว) เอามาติดคุก ลงโทษสถานหนัก และตามยึดทรัพย์ที่ถูกโกงไปเอาคืนมาเป็นของแผ่นดินให้ได้

การปฏิวัติประชาชนไม่ว่าครั้งใหน ที่ใหน หรือระบอบใหน หากไม่มีชาวนา(กระดูกสันหลังของชาติ)เข้าร่วม ย่อมไม่อาจเรียกได้ว่าเป็นการปฏิบัติประชาชนที่สมบูรณ์แบบ และจะหาความชอบธรรมได้ยาก.....

วันศุกร์ที่ 10 มกราคม พ.ศ. 2557

เปิดหลักฐานปล้นประเทศไทย แกะรอยธุรกิจ ปตท.ในโมซัมบิก พลังงานไทยเพื่อผลประโยชน์แม้ว?













ข่าว บริษัท มูบาดาลา ปิโตรเลียม ที่ทำธุรกิจด้านพลังงานของรัฐอาบูดาบี ในสาธารณรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (ยูเออี) ได้ออกคำแถลงผ่านสื่อต่างประเทศว่าพวกเขาได้รับสัมปทานเข้าไปพัฒนาแหล่งพลังงานในอ่าวไทย ที่เรียกว่า “แหล่งนงเยาว์” โดยจะเริ่มดำเนินการพัฒนาในเชิงพาณิชย์ภายในปีหน้า (2558) เป็นต้นไป
รายงานข่าวดังกล่าวเผยแพร่โดยสำนักข่าวต่างประเทศ เมื่อสองสามวันก่อน ที่อ้างคำแถลงอย่างเป็นทางการจากบริษัทดังกล..ข่าวที่มี คัลดูน คาลิฟา อัล มูบารัค เป็นซีอีโอ เปิดเผยเรื่องนี้ให้ทราบ โดย เขายังควบตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหารของสโมสรฟุตบอล “เรือใบสีฟ้า” แมนเชสเตอร์ ซิตี ในศึกพรีเมียร์ลีกในอังกฤษ ที่ซื้อกิจการต่อมาจาก ทักษิณ ชินวัตร
ตามรายงานข่าวดังกล่าวระบุว่า บริษัท มูบาดาลาฯ จะได้รับประโยชน์จากสัญญาสัมปทานพลังงานแปลง “นงเยาว์” ในอ่าวไทยในสัดส่วนราวร้อยละ 75 และมีบริษัทพลังงานในชื่อ คริส เอ็นเนอร์จี จากสิงคโปร์ที่จะเข้ามาเป็นหุ้นส่วนได้รับส่วนแบ่งที่เหลืออีกร้อยละ 25 ที่น่าสนใจก็คือ แหล่งน้ำมันแห่งนี้มีศักยภาพในการผลิตน้ำมันรองรับได้ถึงวันละ 15,000 บาร์เรล
นอกจากนี้ยังมีข้อมูลเพิ่มอีกว่า ที่ผ่านมาบริษัทพลังงานของรัฐอาบูดาบี ดังกล่าวยังมีการจัดตั้งบริษัทลูกเพื่อดำเนินธุรกิจในประเทศไทยในชื่อ “เพิร์ล ออยส์ (ประเทศไทย) จำกัด” มีสำนักงานอยู่ที่ “ตึกชินวัตร 3” โดย บริษัทเพิร์ลออยส์ฯ ถูกมองว่ามีส่วนเกี่ยวข้องทางด้านธุรกิจพลังงานกับ ทักษิณ ชินวัตร ทั้งทางตรงและทางอ้อม โดยเฉพาะในด้านการทำธุรกิจด้านพลังงานในอ่าวไทย ทั้งที่อยู่ในเขตไทย และในเขตที่ฝ่ายกัมพูชาอ้างสิทธิ โดยมีการดึงเอาบริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียมหรือ ปตท.สผ.เข้ามาเป็นหุ้นส่วนมาก่อนหน้านี้แล้ว
คำให้สัมภาษณ์ของปลัดกระทรวงพลังงาน ณอคุณ สิทธิพงศ์ เมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน 2555 ซึ่งเป็นกรรมการปิโตรเลียม เปิดเผยว่าคณะกรรมการปิโตรเลียมได้เปิดพื้นที่ผลิตปิโตรเลียมใน แหล่งนงเยาว์ตามข้อเสนอของกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ โดยมีบริษัท เพิร์ลออยส์ฯ เข้าไปพัฒนา อยู่ในแปลงสำรวจ จี11/48 ในอ่าวไทย  เมื่อเชื่อมโยงคำแถลงล่าสุดของบริษัท คัลดูน คาลิฟาฯ ซึ่งเป็นบริษัทแม่ และตัวซีอีโอที่ออกมายอมรับการเข้าทำธุรกิจพลังงานในอ่าวไทย โดยจะเริ่มดำเนินการตั้งแต่ปี 2558 เป็นต้นไป ความเคลื่อนไหวที่เห็นแม้ไม่ต้องอธิบายก็สามารถหลับตานึกภาพเห็นได้ชัดเจนกันอยู่แล้ว ว่านี่คือ รายการ “สมคบกันฮุบทรัพยากรของชาติ” ไปเป็นของส่วนตัว โดยใช้อำนาจรัฐ ใช้รัฐบาลที่มีน้องสาวตัวเอง และบรรดารัฐมนตรี “ขี้ข้า” ทั้งหลายช่วยอำนวยความสะดวก ทุกอย่างเป็น “จิ๊กซอว์” ที่ต่อเชื่อมเห็นภาพได้อย่างชัดเจน และที่ผ่านมาแม้ว่าจะมีการรับรู้ และคาดการณ์กันอยู่ล่วงหน้าในทำนองว่า “กูว่าแล้ว” อะไรประมาณนั้นแหละ เพียงแต่ว่ายังไม่มีหลักฐานชัดเจน มีแต่การปะติดปะต่อ คาดเดาจากความเคลื่อนไหวและการเดินสายไปเจรจากับต่างประเทศที่มีพิรุธ และสื่อต่างประเทศก็เคยมีการรายงานตั้งข้อสงสัยออกมาให้เห็นเป็นระยะ ไล่หลังการเดินทางของ ทั้ง ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร และ ทักษิณ ชินวัตร อยู่เสมอในเรื่องของผลประโยชน์ทับซ้อน โดยเฉพาะเรื่องธุรกิจพลังงาน ทั้งในอ่าวไทย พม่า เป็นต้น
รวมทั้งเวลานั้นกระแสต่อต้านรัฐบาล ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร และระบอบทักษิณ ยังไม่มีแรงพอ ทำให้สังคมเกิดความรู้สึกร่วมได้มากเหมือนในตอนนี้ ดังนั้นการยอมรับและการแถลงอย่างเป็นทางการของบริษัทพลังงานที่เข้ามารับสัมปทานขุดเจาะน้ำมันในอ่าวไทยของบริษัทที่เชื่อมโยงกับ ทักษิณ คราวนี้มันจึงไม่ต่างจาก “ใบเสร็จ” ชิ้นสำคัญที่ชี้ให้เห็นว่าคนในครอบครัวนี้กำลัง “ฮุบทรัพยากรของชาติ” ไปเป็นของส่วนตัว อย่างหน้าไม่อาย และนี่แหละคือ “ทุนสามานย์ข้ามชาติ” ที่คนอย่างเขาทำตัวทั้งเป็น “นายหน้า” และร่วมหุ้นแบบที่ไม่ต้องลงทุน ขณะเดียวกันกรณีนี้ยังเป็นตัวอย่างและเป็นอีกคำตอบว่าทำไมการชุมนุมต่อต้านรัฐบาลทรราชของ “มวลมหาประชาชน” ในไทยจึงได้รับการบิดเบือนและโจมตีจากมหาอำนาจตะวันตก ก็เพราะมีผลประโยชน์ทางธุรกิจเข้ามาเกี่ยวข้อง นั่นแหละ





แกะรอยธุรกิจปตท.ในโมซัมบิก  พลังงานไทยเพื่อผลประโยชน์แม้ว?
ภาพกราฟฟิคที่เผยแพร่คำพูดของอ.ไกรศักดิ์ ชุณหวัณ ต่อกรณีของปตท.ในโลกออนไลน์ก่อนที่ปตท.จะออกมาปฎิเสธว่าไม่เป็นความจริงแต่อย่างใด
       ASTVผู้จัดการออนไลน์-เปิดธุรกิจร่วมทุนบริษัทปตท.ในประเทศโมซัมบิก หลังปตท. ปฏิเสธข่าวโอนเงินสองหมื่นกว่าล้านให้ “ทักษิณ” แลกการได้มาสัมปทาน
      หลังจาก ASTVผู้จัดการออนไลน์ รายงานข่าวกลุ่มทุน "มูบาดาลา ปิโตรเลียม” ได้เข้าพัฒนาแหล่งน้ำมัน “นงเยาว์” ที่ตั้งอยู่ในอ่าวไทย โดยการซื้อกิจการต่อจากบริษัทเพิร์ล ออยล์ ประเทศไทย จำกัดโดย"เพริ์ล ออยล์"เดิมชื่อบ.เพิร์ล เอ็นเนอร์ยี่ ที่ตั้งอยู่ภายในอาคารชินวัตร 3 โดยอาจจะมีสายสัมพันธ์ระหว่าง อดีตนายกรัฐมนตรีกับเจ้าของสโมสรแมนเชสเตอร์ซิตี้ไปแล้วนั้น
      ผู้สื่อข่าวรายงาน วันนี้ (23 ม.ค.) ว่า โลกออนไลน์เผยแพร่คำพูดบนเวที กปปส ที่ปทุมวัน เมื่อวันที่21 ม.ค. โดยอ้างคำพูดของนายไกรศักดิ์ ชุณหะวัณ ระบุว่า "ล่าสุด ปตท.ได้โอนเงินค่าน้ำมัน 2หมื่น5พันล้านบาท ให้กับบริษัทที่ทักษิณ ได้สัมปทานน้ำมันในโมซัมบิก ทักษิณยังหากินประเทศไทยได้สบาย ตราบใดที่น้องสาวยังเป็นนายก"
      บริษัท ปตท. ได้มีการส่งเอกสารข่าวชี้แจงข่าวที่แพร่กระจายในสังคมออนไลน์ดังกล่าวว่า กรณีที่มีข่าวปตท.โอนเงินไปให้ครอบครัวชินวัตร ผ่านบริษัทสัมปทานน้ำมันในโมซัมบิกปตท.ชี้แจงดังนี้
      "ตามที่มีข่าวเผยแพร่ผ่านสังคมออนไลน์ว่า ปตท. ได้โอนเงินให้กับบริษัทในประเทศโมซัมบิก นั้น บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ขอปฏิเสธว่า ปตท. และบริษัทในกลุ่ม ปตท. ไม่เคยมีการโอนเงินใดๆ ให้กับบริษัทในประเทศโมซัมบิก และขอชี้แจงว่า ข่าวที่เผยแพร่ดังกล่าว ไม่มีมูลความจริงแต่อย่างใด
      กลุ่ม ปตท. เป็นกลุ่มบริษัทที่ยึดมั่นในการดำเนินงานภายใต้หลักธรรมาภิบาล โปร่งใส และตรวจสอบได้ จึงขอให้ผู้บริโภคและประชาชนเชื่อมั่นในการดำเนินงานของกลุ่ม ปตท. ที่มุ่งสร้างความมั่นคงทางพลังงาน ควบคู่ไปกับความรับผิดชอบต่อสังคม และสิ่งแวดล้อมตลอดไป" ข้อความที่ส่งต่อกันในโซเชียลเน็ตเวิร์ก
      ผู้สื่อข่าวASTV ผู้จัดการ ตรวจสอบโครงการของ ปตท.ที่เกี่ยวข้องกับประเทศโมซัมบิก พบว่ามีโครงการได้แก่ โครงการโมซัมบิก โรวูม่า ออฟชอร์ แอเรีย วัน
      โดยปตท.ระบุในเวปไซด์ว่า ขณะนี้โครงการกําลัง ดําเนินการพัฒนาแหล่งก๊าซฯ นอกชายฝั่ง และวางแผนการพัฒนาการก่อสร้างโรงงานผลิตก๊าซธรรมชาติเหลว บนบกที่เขตอุตสาหกรรมCapeAfungiในเมืองCaboDelgadoทางตอนเหนือของประเทศโมซัมบิก โดยใน ไตรมาสที่ 1 ปี 2556 โครงการได้เสร็จสิ้นการเจาะหลุมสํารวจจํานวน 3 หลุม (Barracuda-1 , Tubarao-2 , Black Pearl ) แต่ไม่พบศักยภาพเชิงพาณิชย์ ซึ่งไม่ได้มีผลกระทบกับปริมาณสํารองก๊าซธรรมชาติในแหล่งProsperidade และแหล่ง Golfinho/Atum ที่ค้นพบแล้วแต่อย่างใด
      อย่างไรก็ตาม ผลการเจาะหลุมดังกล่าว สามารถใช้เป็นข้อมูลทางธรณีวิทยาเพื่อประเมินศักยภาพของแหล่งในอนาคตต่อไปได้
      ผู้สื่อข่าวตรวจสอบอีกว่า อีกแผนหนึ่งของปตท. ได้แก่ บริษัท พีทีที แอลเอ็นจี จำกัด ในเครือ ปตท.ยังได้ลงนามในข้อตกลงเบื้องต้น (Heads of Agreement : HOA) ในการจัดซื้อก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ระยะยาว 20-25 ปีจากแหล่ง ROVUMA ซึ่งเป็นแหล่งก๊าซธรรมชาติขนาดใหญ่ในโมซัมบิกที่บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) (PTTEP) ถือหุ้นบริษัท เมื่อปลายปี2556
      ทั้งนี้ ปตท.สผ โดย  PTTEP Africa Investment Limited หรือ PTTEP AI ซึ่งเป็นบริษัทลูกของ ปตท.สผ. ได้รับการยินยอมเป็นลายลักษณ์อักษรจากรัฐมนตรีกระทรวงทรัพยากรธรณี (Minister of Mineral Resources) สาธารณรัฐโมซัมบิก ในการเปลี่ยนแปลงผู้ถือสัดส่วนทางอ้อม ในทรัพย์สินทั้งหมดของ Cove Energy Plc.ในสาธาณรัฐโมซัมบิก
      โดยปตท.หวังจะเจรจากับผู้ขาย LNG หลายรายในสหรัฐอเมริกาเพื่อซื้อก๊าซ LNG ระยะยาว หลังจากสหรัฐฯ ค้นพบ Shale Gas ทำให้สหรัฐฯ มีปริมาณสำรองก๊าซฯ ที่จะพัฒนาเป็น LNG ได้จำนวนมาก รวมทั้ง ปตท.สนใจที่จะเข้าไปร่วมลงทุนในโรงงานหน่วยแปรสภาพก๊าซฯ ให้เป็นของเหลว (Liquefaction Plant) ในสหรัฐฯ ด้วย ซึ่งจะช่วยเพิ่มความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศไทย
      ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเดือน ก.ค.56 น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกฯและคณะ ได้เดินทางเยือนประเทศแถบแอฟริกา1ในนั้นมีประเทศโมซัมบิกอยู่ด้วย โดยมีการเชิญผู้บริหารปตท.มาเป็น1ใน50บริษัทของไทยในครั้งนั้นด้วย
      ขณะที่นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ รมช.พาณิชย์ ยังเคยระบุว่า จะใช้เครือข่ายธุรกิจของพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และนางนลินี ทวีสิน มาค้าขายเพชรพลอยสร้างรายได้เข้าประเทศ
      โดยธุรกิจล่าสุดของพ.ต.ท.ทักษิณ เคยระบุผ่านเฟซบุ๊คว่าอยู่ที่“โมซัมบิก”ทางตะวันออกเฉียงใต้ขอบทวีปแอฟริกา ที่นั่นมีทั้งเหมืองถ่านหิน-บ่อแก๊ส แหล่งน้ำมันนอกชายฝั่งทะเล


คุณสัญญา  คุณากร ได้เชิญอดีตข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ในกระทรวงพลังงานมาเล่าให้ฟัง...ซึ่งผู้ใหญ่ท่านนี้เป็นข้าราชการระดับสูงในกระทรวงพลังงาน ท่านได้ให้สัมภาษณ์ว่า ซึ่งท่านบอกว่าเมืองไทย (ปตท.) มีกำลังผลิตได้ 1,000,000 บาร์เรล/วัน

> > เเละเมืองไทยใช้น้ำมันวันละ 700,000 บาเรล/วัน
> > เเละเมืองไทยส่งออกน้ำมันประมาณ 100,000 บาเรล/วัน
> >
> > ฟังเเล้วเพื่อนคิดยังไงครับ
> > เเละที่เเย่กว่านั้น..น้ำมันที่ส่งออกไปขายในต่างประเทศราคาถูกกว่าที่ขายในเมืองไทยหลายบาทถ้าเทียบต่อลิตร
> > ตอนนี้มาเลเซียใช้น้ำมันเบนซินเเละดีเซลประมาณลิตรละ 20 บาทต้นๆ
> > ท่านบอกว่าสาเหตุที่ทำให้น้ำมันราคาเเพง เพราะว่าอธิบดีหรือผู้บริหารระดับสูงในกระทรวงพลังงานถือหุ้นบริษัทโรงกลั่น
> > ทำให้ไม่มีการเข้ามาจัดการเเละดูเเล
> > ราคาที่ปรับขึ้นทีละ .50 บาทเป็นการขึ้นจากโรงกลั่นซึ่งราคาที่ปรับขึ้นไม่ได้มาจาก cost ต้นทุน
> > เเต่ป็นราคาที่ตั้งขึ้นมาลอยๆ โดยอ้างอิงจากตลาดที่ผันผวนมากที่สุด
> > ในที่นี้ท่านยกตัวอย่างตลาดสิงคโปร์ เเต่จริงๆเราซื้อจากตะวันออกกลาง
> >
> > เเละอีกอย่างที่น่าตกใจ ท่านบอกว่าในประเทศไทยมี stock น้ำมัน 2 เดือนเเละหมุนเวียนอย่างนี้เรื่อยๆ
> > พอเวลากระทรวงปรับน้ำขึ้นพวกพ่อค้าเอาน้ำมันใน stock มาปรับขึ้นด้วย
> > คิดดูเอาเองว่าเป็นเงินเท่าไหร่
> > ไทยใช้ 700,000 บาเรล/วัน ( 1 บาเรล = 159 ลิตร )
> > 2  เดือนกี่ลิตร ลิตรละ .50 บาท ลองคูณดู
> >
> > บริษัทที่ได้กำไรเยอะมากคือ ปตท เพราะมีโรงกลั่น 5 โรง อีก 2 โรงเป็นของเอกชน
> > รวมในประเทศไทยมีโรงกลั่น 7 โรง เป็นของ ปตท. 5 โรง
> > เเล้วท่านสรุปกำไรของปตทในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา ประมาณปี 2540-2544 ปตท กำไรปีละ 22,000 ล้านบาทครับ
> > ฟังเเล้วเป็นงัยครับพี่น้อง...
> > กำไรเท่ากับงบประมาณ 1 กรมเลยทีเดียว
> > เเละที่สุดยอดกว่านั้น ปี 2545-2550 ปตทกำไรเพิ่มเป็น 50,000ล้านบาท/ปี
> > เเละที่สุดๆ คือ ในปี 2548 กำไร 195,000 ล้านบาท
> > ฟังเเล้วอยากให้ลูกทำงานบริษัท ปตท มั้ยครับเพื่อนๆ
> > กำไรดังกล่าวมาจากอะไรลองคิดดูครับ
> > ประชาชนตาดำๆอย่างเราเสียค่าน้ำมันลิตรละ 36 บาท
> > ถ้าเป็นรัฐบาลก่อนๆ น้ำมันขึ้น 3 บาท รัฐมนตรี นายก ต้องก้นร้อนเเล้ว
> > เเล้วรัฐบาลน ี้ล่ะ..ตอนนี้ขึ้นไปกี่บาทเเล้ว เพื่อนๆลองคิดดูเเล้วกัน
> >
> > ถ้า ปตท. ลดกำไรลงเท่ากับ 20,000 ล้านบาท/ปี
> > เเค่นี้เราก็ใช้นำมันลิตรละ 20 บาทเเล้วครับ
> > (นี่เเหละเหตุผลที่ไม่อยากให้เเปรรูปอุตสาหกรรมพวกนี้ ซึ่งเป็นสิ่งที่ต้องใช้ในชีวิตประจำวัน)
> >
> > นี่คือเหตุผลว่าทำไมพนักงานการไฟฟ้าถึงได้ประท้วงเวลามีการเเปรรูป
> > เพราะมันจะเป็นเหมือนน้ำมัน ซึ่งพอเข้าตลาดหุ้นจะมีผลประโยชน์ทับซ้อนตามมา
> > อธิบดี รัฐมนตรี เมียอธิบดี เมียรัฐมนตรี ถือหุ้นโรงกลั่น
> > ทำให้ไอ้พวกนี้ไม่เข้าไปดูเเลเเละจัดการอย่างจริงจัง
> > ทำให้น้ำมันเเตะลิตรละ 40 บาทเเล้ว ณ ปัจจุบัน
> >
> >
> > มาร่วมมือกันดีไหม...



















"RISE" Thai People Rise ประชาชนคนไทยจะผงาด!


















บนธนบัตร ใบละ 20 บาท
ส่วนหนึ่งของพระราชดำรัสที่ ร.8 พระราชทานทางวิทยุเนื่องในวันรัฐธรรมนูญ 10 ธ.ค. 2488 หลังเสด็จนิวัติพระนครไม่นานนัก

สมัยนั้นสงครามโลกครั้งที่ 2 เพิ่งยุติลง

































วันเสาร์ที่ 4 มกราคม พ.ศ. 2557

ฝ่ายต้าน"แม้ว"เล่นแรงแพร่คลิป "ต้นไม้พิษระบอบทักษิณ"

      
ฝ่ายต้านแม้วเล่นแรงแพร่คลิป "ต้นไม้พิษระบอบทักษิณ" ชวนคนไทยร่วมชุมนุมใหญ่ "ถอนราก-โคน" 24 พ.ย.นี้ ที่ถนนราชดำเนิน 
 
 
dsdsdsddddsdsdsds







ผู้สื่อข่าวสำนักข่าวอิศรา www.isranews.org รายงานว่า เมื่อเวลาประมาณ 18.30 น. วันที่ 23 พฤศจิกายน 2556 ที่ผ่านมา ได้มีบุคคลที่ใช้ชื่อว่า "Youth against corruption" นำคลิปวีดีโอ ชื่อว่า "ต้นไม้พิษ ระบอบทักษิณ" มาเผยแพร่ผ่านทางช่องยูทูป
ทั้งนี้ คลิปดังกล่าว มีความยาว 5.01 นาที นำเสนอข้อมูลในรูปแบบอนิเมชั่น มีเนื้อหาสำคัญในการกล่าวหาระบอบทักษิณ ว่าสร้างความเสียหายให้กับประเทศไทยหลายเรื่อง
โดยเปรียบเทียบเป็น ต้นไม้ ที่เกาะกินและฝั่งรากลึกในสังคมไทย ก่อนจะระบุในท้ายคลิปเชิญชวนคนไทย ไปรวมกันถอนรากถอนโคนต้นไม้พิษนี้ออกไป ในวันที่ 24 พฤศจิกายน 2556 นี้ ถนนราชดำเนิน ซึ่งเป็นวันเดียวกันกับที่กลุ่มผู้ชุมนุมต่อต้านรัฐบาล ที่เวทีราชดำเนินประกาศนัดชุมนุมครั้งใหญ่เพื่อต่อต้านรัฐบาลเช่นกัน






  

MANA PRADITKET

MANA PRADITKET
Handpainted oil painting by Mana Praditket

NIRAN PAIJIT

NIRAN PAIJIT
Original handpainted oil painting by Niran Paijit

PRAYAD TIPPAWAN

PRAYAD TIPPAWAN
ORIGINAL IMPRESSIONAL OIL PAINTING BY PRAYAD TIPPAWAN

Achara 34 (24x36)

Achara 34 (24x36)
ORIGINALl OIL PAINTING

Amornsak Livisit 74 (24x36)

Amornsak Livisit 74 (24x36)
ORIGINAL OIL PAINTING, Impressionist style

Suwan Khanboon 11 (24x24 inches)

Suwan Khanboon 11 (24x24 inches)
Original handpainted oil painting abstract style

NIRAN PAIJIT

NIRAN PAIJIT
ORIGINAL ABSTRACT STYLE OIL PAINTING BY NIRAN PAIJIT

Chavalit (Pong)

Chavalit (Pong)
PINTO Horses

Komez 78 (22x30)

Komez 78 (22x30)
Original handpainted pastel painting on paper

KOMES

KOMES
Handpainted pastel painting by Komez

PRATHOUN

PRATHOUN
ORIGINAL HANDPAINTED OIL PAINTING BY PRATHOUN

THAVORN IN-AKORN

THAVORN IN-AKORN
ORIGINAL OIL PAINTING BY THAVORN IN-AKORN (SIZE 20x30")

THAVORN IN-AKORN

THAVORN IN-AKORN
Original oil painting by Thavorn In-akorn

Facebook


ORIGINAL HANDPAINTED OIL PAINTING

PHOTO GALLERY

PHOTO GALLERY

Facebook

PHOTO GALLERY